แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่านเขมานันทะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่านเขมานันทะ แสดงบทความทั้งหมด

ความคิดเป็นพาหะ


...ที่จริงความคิดนั้น
ไม่ใช่สิ่งที่ชั่วร้ายเลวทรามอะไร 
แต่ความคิดเป็นพาหะนำความโกรธ 
ความโลภ และความหลงมา 
ถ้าสามารถรู้ตัวได้ แล้วใช้ความคิดได้อย่างอิสระ 
ความโลภ ความโกรธ ความหลง 
ก็แยกทางไป ก็ดับไปตามกาลเวลาอันสมควร 
เพราะโดยพื้นใจของเรานั้นไม่มีอยู่แล้ว 
สิ่งแปดเปื้อนมลทินเหล่านั้น
ไม่มีอยู่จริงแท้และถาวร 
มันมีต่อเมื่อเราเผลอ 
พอเผลอก็คิดโลภ คิดโกรธขึ้นมา 
แต่ถ้าเรารู้ตัว ไม่มีความคิดโลภ คิดโกรธ 
คิดแล้วไม่รู้ตัว (หลง) เราก็มีปกติดี
.
แท้จริงจิตใจเป็นสิ่งบริสุทธิ์
ตามธรรมชาติอยู่แล้ว 
คนทุกชาติทุกภาษามีจิตใจเหมือนกัน 
แต่พอความคิดเกิดก็ต่างกัน 
พอความโลภ ความโกรธ ข้อจำกัดเกิดขึ้น 
ยึดมั่นในชาติพันธุ์ของตัว ในผิวพรรณ วรรณะ 
ในเพศ ในวัยของตัวเอง 
.
ดังนั้นถ้าเราทันท่วงทีขณะที่ความคิดเกิด 
ปัญหาที่แก้ยากที่สุด 
จุดที่สะสางยุ่งยากที่สุด 
ทั้งปัญหาส่วนปัจเจกและสังคมโลกก็จะถูกแก้ไข...

ท่านเขมานันทะ

Image by ferofero2002 from pixabay

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)




 

การภาวนาปฏิบัติอย่างไร?


ถาม :
การภาวนาปฏิบัติอย่างไร?

ตอบ :
สั้นที่สุดก็คือ มีสติรู้ตัวทุกครั้ง
ที่มีความคิดปรากฏขึ้น 
ความคิดมันรุมเราอยู่ เราไม่รู้ตัว 
เพราะฉะนั้นความคิดก็ลากจูงเรา
ไปโน่นไปนี่ ไปตาย ไปเกิด ไปโกรธ 
ไปเกลียดตลอดเวลา ให้รู้ตัว 
อย่าปล่อยให้ความคิดเล่นงาน 
ทุกครั้งที่ความคิดเกิด เอาชนะมันให้ได้ 
คำว่าเอาชนะไม่ใช่ไปบล็อกความคิด 
คือให้รู้ทัน แค่รู้ทันเราเอาชนะได้แล้ว 
.
เรารู้ทันจากความรู้เท่าทันความคิดทุกครั้งที่เกิด 
ซึ่งเรียกในที่นี้ว่าเอาชนะความคิด จิตที่ยังไม่รับการฝึกเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ป่าเถื่อน 
ถ้าเราคุ้นเคย รู้นิสัยกันและกัน ทีนี้มันใช้งานได้ดี เหมือนม้าป่าที่เป็นใจเดียวกับเราแล้ว 
เราคิดอะไรเขารับได้ เขาคิดอะไรเรารู้ทัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข 
ชีวิตของเราเมื่อกลมกลืนดีแล้วเรียกว่าสันติสุข ไม่มีอะไรน่าต้องการไปกว่านั้นอีกแล้ว
.
ท่านเขมานันทะ

สนทนากับคุณเฉิน นักศึกษาผู้กำลังทำวิทยานิพนธ์ศิลปะที่บ้านมีนบุรี ราวต้นปี ๒๕๓๙
จากหนังสือ “เนื่องในความงาม” พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม ๒๕๔๖ โดย สนพ.อมรินทร์

Image by neelam279 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เมื่ออาการรู้ตัวออกหน้า


คนธรรมดาทั่วไปนั้นความคิดออกหน้า 
ทำอะไรแล้วก็คิด คิดแล้วก็ทำ 
ทำแล้วก็นึก นึกแล้วก็คิด 
คิดแล้วก็ทำอยู่อย่างนี้ 
ความคิดนี่นำทางอยู่ 
.
ส่วนความรู้ตัวนี่ล้าหลังมาก 
ทีนี้พอเราเร้าความรู้สึกตัวขึ้น 
ความรู้สึกตัวจะเริ่มแซง 
ก็เริ่มกวดเข้ามาโดยไม่ทำลายความคิด 
เหล่านี้ มันสลับกันไป 
คิดก็รู้ คิดก็รู้ คิดก็รู้ 
ในที่สุดอาการรู้ตัวจะออกหน้า
.
เมื่ออาการรู้ตัวออกหน้านั้น 
บุคคลจะรู้สึกตัวว่าตัวเองเปลี่ยนแปลง
ล่วงภาวะเดิม ก็คือ รู้ตัวดี 
คิดแผ่วๆ แต่ว่าชัดเจน 
เป็นความจำเป็นและเป็นสิ่งที่ดีที่เราคิดน้อย
.
คิดน้อยๆ แต่ทุกความคิดชัดเจน 
ดีกว่าคิดมากแล้วฟุ้งซ่าน
ส่วนใหญ่เป็นขยะ เราสิ้นเปลือง
กับความคิดปรุงแต่งที่ไร้ประโยชน์
มากกว่าที่จะได้ประโยชน์

ท่านเขมานันทะ

หนังสือดวงตาแห่งชีวิต พิมพ์ครั้งที่ 3

Image by Pexels from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/






 

เราต้องการความสงบชนิดตื่นตัวและรู้ตัว


“ทุกท่านคงได้ประจักษ์ตัวเองแล้วว่า ความคิดมากมายรุมเร้าจิตใจอยู่ 
ก่อนหน้านี้เราไม่รู้เลยว่าในจิตใจของเราเต็มไปด้วยความคิด
แต่ครั้นเราเหลียวมาดู ตั้งสติดูเข้าในตัวเองจึงพบว่า 
เป็นเสียยิ่งกว่าชุมทางรถไฟอันสับสนพลุกพล่าน” 
.
ความคิดมากมายหลายกระแสทั้งดี ทั้งเลว ทั้งเป็นกุศล เป็นอกุศล 
แต่ถ้าไม่มีความคิดเลย เป็นแต่ความสงบระงับ สติก็ไม่มีคู่ต่อสู้หรือคู่ปรับ 
.
“ดังนั้น เมื่อเราปฏิบัตินั้นเราไม่เอาความสงบเป็นหลัก ความสงบถือว่าเป็นผลบั้นปลาย 
นั่นคือสงบเพราะรู้ตัว รู้แจ้ง ไม่ใช่สงบเพราะไม่รู้ อยู่ภายใต้โมหะ”
.
๐ คนที่ฉีดยาสลบหรือกินยานอนหลับ เขาก็สงบ 
แต่ไม่มีความรู้ตัวไม่มีสัมปชัญญะ ความสงบชนิดนั้นไม่ต่างกับ
ท่อนไม้หรือคนที่นอนหลับสนิทไป 
.
“แต่เราต้องการความสงบชนิดตื่นตัวและรู้ตัว 
เมื่อรู้แจ้งตื่นตัวอยู่ก็จะสงบ ความสงบชนิดนี้นั้น
ทำให้เกิดดวงตาแห่งชีวิตและการภาวนาบริบูรณ์”…

ท่านเขมานันทะ

Image by Pexels from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/



 

อย่าคิดว่าการเจริญสตินั้น ต้องรู้ตัวตลอดเวลา


อย่าคิดว่าการเจริญสตินั้น
ต้องรู้ตัวตลอดเวลา 
ถ้าอย่างนั้นเป็นการสะกดจิตตัวเอง 
รู้ตัวบ้างลืมตัวบ้าง นับว่าดี 
เป็นธรรมชาติดี 
รู้ก็รู้ ไม่รู้ก็ไม่รู้ 
พอไม่รู้ก็รู้ตัวว่าไม่รู้ 
นั่นคือรู้หลุดๆ หลวมๆ 
ในที่สุดก็เกิดภาวะกลมกลืนขึ้นมา

ท่านเขมานันทะ

Image by HeiKiwi from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ความคิดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ชั่วร้ายเลวทราม


ที่จริงความคิดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ชั่วร้ายเลวทรามอะไร 
แต่ความคิดเป็นพาหะนำความโกรธ 
ความโลภ และความหลงมา 
ถ้าสามารถรู้ตัวได้ แล้วใช้ความคิดได้อย่างอิสระ 
ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็แยกทางไป 
ก็ดับไป ตามกาลเวลาอันสมควร 
.
เพราะโดยพื้นใจของเรานั้นไม่มีอยู่แล้ว
สิ่งแปดเปื้อนมลทินเหล่านั้น
ไม่มีอยู่จริงแท้และถาวร มันมีต่อเมื่อเราเผลอ 
พอเผลอก็คิดโลภ คิดโกรธขึ้นมา 
แต่ถ้าเรารู้ตัว ไม่มีความคิดโลภ 
คิดโกรธ คิดแล้วไม่รู้ตัว (หลง) เราก็มีปกติดี
.
แท้จริงจิตใจเป็นสิ่งบริสุทธิ์ตามธรรมชาติอยู่แล้ว 
คนทุกชาติทุกภาษามีจิตใจเหมือนกัน 
แต่พอความคิดก็เกิดต่างกัน 
พอความโลภ ความโกรธ ข้อจำกัดเกิดขึ้น 
ยึดมั่นในชาติพันธุ์ของตัว ในผิวพรรณวรรณะ 
ในเพศ ในวัยของตัวเอง 
.
ดังนั้น
ถ้าเราทันท่วงทีขณะที่ความคิดเกิด 
ปัญหาที่แก้ยากที่สุด จุดที่สะสางยุ่งยากที่สุด 
ทั้งปัญหาส่วนปัจเจกและสังคมโลกก็จะถูกแก้ไข

ท่านเขมานันทะ

จากหนังสือดวงตาแห่งชีวิต

Image by MabelAmber from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

จงหันเข้ามาที่ความรู้สึก


จงหันเข้ามาที่ความรู้สึก อย่าคิดออกไปไกลตัว
ความรู้สึกตัวและรู้จักใจ 
ความรู้สึกนี้แผ่กระจายกลายเป็น
ความสว่างสบายไปในทุกๆ ส่วน
 ไม่ยึดถือแต่กลับทรงอยู่ได้ดี 
ไม่ได้ทำอะไรมาก กลับได้ผล
ไม่พยายามจะแยกแยะคิดพิสูจน์อะไร 
กลับรู้กลับเห็นได้โดยตรง..
 .
หายใจเป็นความรู้สึก 
ความรู้สึกสัมพันธ์กับลมหายใจ 
คิดนึกไปเช่นไรรู้ได้เอง
คิดเอง ตัดเอง เข้าใจเอง ในตัวนี่เอง 
อย่างนี้เรียก อาตมวิทยา (Self Knowledge) 
ซึ่งได้โดยตรง ไม่ต้องคิดคล้อยตาม
หรือนึกตามแนวทฤษฎี
.
มีได้โดยอาการอย่างนี้ 
คือต้องรู้อาการจึงรู้สมุหฐาน 
เห็นอาการของตัวเอง 
กายและจิตมีปฏิกิริยากันเช่นไร
ตามที่มันเป็นอยู่เอง ตามกฎ ตามศีล(ปรกติ) 
ตามธรรมของมัน ก็จะรู้สมุหฐาน
.

ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ไปแต่งตั้งหรือใครบันดาล 
เรียกว่าการกระทำของธรรม กิริยาของธรรมชาติ 
กฎแห่งความสัมพันธ์สืบต่อกัน 
หาใช่ใครหรืออะไรแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง
ยืนอยู่ในฐานะผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ
.
ไม่มีกฎแห่งการกระทำ 
ไม่เกี่ยวกับได้หรือเสียนั้น เนื่องแต่คนไปยึดถือเอา
โดยเข้าใจผิดต่อกฎมูลฐานนี้ 
ชอบจะจดจำ ชอบจะหยุดอยู่ 
เลือกสรรบางสิ่งที่ตนชอบ 
เห็นเช่นนั้นมันเลิกยึดเอง เรียกว่าเห็นกรรมก็รู้เองว่า
ได้กระทำผิดต่อตนเองมาอย่างไร 
ที่ตรงนี้จะหน่าย คลายละวางเอง

ท่านเขมานันทะ
............................................................................

จาก แรมรายคืน 
บันทึกการเดินทางระหว่างปี ๒๕๒๒-๒๕๒๕ ครั้งไปเยือนอิตาลี สิงคโปร์ 
อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ขณะนั้นท่านยังครองสมณเพศ

Image by jggrz from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เข้มแข็ง แล้ว กลับอ่อนแอ


เข้มแข็ง แล้ว กลับอ่อนแอ
ช่วงชีวิต … แสนสั้น
ดังดอกมณฑาบาน
เพียงหนึ่งวัน…แล้วโรยรา
พบกัน…แสนสั้น
จากกัน…ช่างยาวนาน
ยึดติดอะไรแล้วไม่ทุกข์…ไม่มี
ความสุข…ไม่ใช่สรณะ
ความริษยา…คือกรดกัดกินใจ
ความรัก…เป็นสิ่งเบาในเบื้องต้น
หนักอึ้ง ในท่ามกลาง
เฉยๆ … ในที่สุด
.
“ก่อนฤดูเก็บเกี่ยวมาถึง”

ท่านเขมานันทะ

Image by Duncan_Dao from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

การภาวนานั้นคือ การรับรู้อารมณ์ใด ก็ทิ้งทันที


การภาวนานั้นคือ
การรับรู้อารมณ์ใด
ก็ทิ้งทันที 
ก้าวสู่ขณะใหม่อีกขณะหนึ่ง
เปรียบดังหัวเรือซึ่งเหินอยู่เหนือยอดคลื่น
ไม่อาจพิศวาสคลื่นลูกใดได้นานๆ 
ฟันฝ่าไปเรื่อยจนกว่าจะบรรลุจุดหมาย 

ท่านเขมานันทะ

Image by StarFlames from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

อย่ายึดตึดเพ่งเล็งต่อความรู้สึก


การภาวนาคือการเดินทาง
แต่ไม่ใช่การเดินทางไปสู่เป้าหมายนอกตัว
เป็นการเดินทางย้อนรอย
กลับเข้าสู่แหล่งที่มันกำเนิดเกิดมา
.
รู้สึกตัวที่นี่แล้วรู้สึกอยู่อย่างนี้
แต่อย่ายึดตึดเพ่งเล็งต่อความรู้สึก
รู้สึกตัวแบบเบาๆ
มีนักปฏิบัติที่เข้าใจผิดอยู่มากๆ เช่น
พยายามที่จะสะกดจิตตัวเอง
เพ่งเข้าไปข้างในซึ่งมันให้ความสงบ
แต่ไม่ให้ความหลุดพ้น
เป็นการติดยึดอยู่ในความสุขที่ประณีต
เราติดอารมณ์สุขอันนั้น มันทำให้เฉื่อยชา
ทางปัญญารู้เห็นการเปลี่ยนแปลง 
สมยอมกับอารมณ์สุขอันนั้น
แล้วในที่สุดก็ไม่อยากรู้ความจริงอื่นใด…

ท่านเขมานันทะ

Image by aalmeidah from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

รู้เฉยๆ จึงเป็นการกระทำที่เลิศสุด


วิปัสสนานั้น 
เป็นการทำกรรมเพื่อสิ้นสุดกรรม 
หรือเรียกว่ากรรมเหนือกรรมก็ได้ 
เป็นกรรมที่เรียกว่า อกรรมกริยา 
ทำชนิดไม่ทำ ดูชนิดไม่จ้อง 
เห็นชนิดที่ไม่ต้องการอะไร 
รู้โดยไม่รู้อะไร 
รู้เฉยๆ จึงเป็นการกระทำที่เลิศสุด 
พอไปรู้ว่ามันไม่มี เมื่อไม่มี 
ก็ต้องไม่ต้องปล่อย ไม่ต้องวาง 
การปล่อยวางสิ่งไม่มีนั้น 
เป็นการยึดติด

ท่านเขมานันทะ

Image by ELG21 from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ถ้าเราตั้งหลักที่จะรู้ตัวก็นับเป็นบุญกุศลยิ่ง


พระพุทธเจ้าทรงอุปมา
ให้เห็นความสำคัญ
ของการเจริญภาวนาได้อย่างเอก 
พระองค์ตรัสว่าการทำบุญสุนทาน 
การถวายสังฆทาน 
โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
และพระอรหันต์มาหมดโลกนี้ 
แล้วเราถวายภัตตาหารจะได้บุญกุศลมาก
.
แต่เทียบไม่ได้กับ
การเจริญวิปัสสนาชั่วลัดนิ้วมือเดียว 
ถ้าเราตั้งหลักที่จะรู้ตัวก็นับเป็นบุญกุศลยิ่ง 
บุญชนิดที่เทียบไม่ได้กับ
การเลี้ยงพระ ก่อสร้างเจดีย์ สร้างวัด
เทียบกันไม่ได้กับการเจริญวิปัสสนา
อาจารย์ยุคโบราณได้กล่าวไว้ว่า 
ผู้ใดที่เจริญวิปัสสนา
คือรู้ตัว ชั่วช้างสะบัดหู งูแลบลิ้น 
อานิสงส์นี้เหลือที่จะประมาณได้
.
แต่โดยทั่วไปแล้ว
ชาวพุทธไม่ค่อยตระหนัก
ถึงความจริงข้อนี้ 
ชอบกฐินทัวร์ ชอบเอิกเกริก  
ชอบจัดงานวัด งานบุญ 
เพื่อจะได้ลืมตัว เพื่อจะได้ไม่มีสติยิ่งขึ้น

ท่านเขมานันทะ

Image by Pezibear from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

คนดีนั้นคือคนอยู่เหนืออารมณ์


สุขที่เกิดจากการให้อภัยดูแล้วมันจะคล้ายคนแหย คนไม่สู้คน แต่ถ้าเรียนรู้แล้ว
คนแหยนั้นเป็นอีกประเภทหนึ่ง  คือคนโง่ดีๆ นี่เอง ขี้กลัว ไร้สติไร้การให้อภัย
ส่วนคนดีนั้นคือคนอยู่เหนืออารมณ์ ที่โกรธเกลียดคืออยู่เหนือความคิดนั่นเอง 
นั่นเป็นคนซึ่งเข้าใจคนจนกระทั่งอยู่เหนือคน
.
ดังนั้น ไม่มีศัตรูที่เป็นคน  ไม่คิดว่าใครเป็นศัตรู เขาด่า เขาโกง เขาเกลียด 
ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นศัตรูที่จะต้องตอบโต้ 
เพราะหนทางของเราในการภาวนานั้น เหมือนกับไปในห้วงอวกาศ 
ในขณะที่คนที่เขารู้สึกว่าเราเป็นศัตรูเขาเพียงเดินดิน 
ดังนั้นมันจะชนกันไม่ได้ จริงหรือเปล่า
เมื่อเขาเป็นปลาเราเป็นนก นกก็ไม่มีเรื่องอะไรของปลา 
แต่ถ้าเราเผลอไป เราเป็นนกอยู่แท้ๆ แล้วโฉบลงไปในน้ำ 
ในที่สุดเราก็ตกเป็นเหยื่อของปลา 
เราไปตอบโต้กับเขา เราก็ตกเข้าไปสู่ระดับของปัญหา
ดังนั้น รักษาหัวใจของตัวเองให้ดี 
อย่าท้อ อย่าระอา อย่าเบื่อ อย่าน้อยใจ เมื่อกระทบกระทั่งกับผู้อื่น
ผู้ที่เดินทางนี้ไม่รู้สึกว่าตัวเองได้หรือเสียอะไร 
คนไม่คบก็ไม่เป็นไร ฟ้าดินรู้
ภาษิตของจีนว่าอย่างนั้น 
เราทำความดีไม่มีใครยกยอ ไม่เป็นไรฟ้าดินย่อมรู้ 
แต่ว่าถ้าคนที่ภาวนารู้สึกตัวได้ดีแล้วนั้น ฟ้าดินอะไรก็มายุ่งไม่ได้ 
เพราะเราเหนือฟ้าเหนือดิน 
เมื่อเรารู้ตัวของเราดี 
ไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจอะไรทั้งสิ้น นั่นคือการภาวนาของเรา
.
ท่านเขมานันทะ
ช่วงชีวิต ช่วงภาวนา พิมพ์ครั้งที่ 2 ปกอ่อน หน้า 104 
Image by Karuvadgraphy from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





 

การเห็นตัวเองได้อย่างสมบูรณ์


การที่เราถอนตนมาดูข้างนอก ดูเฉยๆ 
การไปดูเฉยๆ นี่ เป็นศิลปะอันสูงส่ง 
คือ ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ 
ไม่วิพากษ์วิจารณ์ 
ดู แต่ไม่มีถ้อยคำสักคำที่วิพากษ์วิจารณ์ 
โดยทั่วไป เราอยู่ในความคิด 
ดังนั้น เวลาเราเห็นอะไร 
เราคิดซ้อน เราพูด เราอธิบายเบ็ดเสร็จ 
การเห็นของเราจึงไม่สมบูรณ์...
การเห็นตัวเองได้อย่างสมบูรณ์นั้น 
คือการอยู่เหนือความคิด

ท่านเขมานันทะ

Image by 강춘성 from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ความคิดนั้นเป็นพลังทำให้เกิดสมาธิ


สภาพปกติของทะเลคือการมีคลื่นลม
มีบ้างไม่มีบ้าง คลื่นใหญ่บ้างเล็กบ้าง 
สภาพปกติของชีวิตจิตใจก็เหมือนกัน 
ต้องมีความคิดนึกผ่านเข้ามา 
.
ถ้าเราคิดว่าสภาพปกติคือการนั่งไม่คิดอะไรเลย 
นั่นเป็นการเข้าใจผิด 
ดังนั้น ให้รู้สึกตัว
ดูเข้าไปในใจตัวเอง อย่าเข้าไปในความคิด 
อย่ามุ่งที่จะหยุดยั้งความคิด 
เมื่อเผลอเข้าไปในความคิด
แล้วก็กลับมารู้สึกตัวอีก 
อย่ามุ่งจะหยุดความคิด
.
ความคิดนั้นเป็นพลังทำให้เกิดสมาธิ คือ 
เมื่อเรารู้ตัวก็เป็นการทวนกระแสความคิด 
ก่อเกิดพลังสมาธิขึ้นตามธรรมชาติ 
กลับมารู้สึกตัว ทำอยู่อย่างนี้ 
เรียกเจริญสติภาวนาเพื่อการรู้แจ้งรู้จริง
ต่อตัวเองและสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเอง 
.
๐ ทำเช่นนี้สังเกตเช่นนี้มากเข้า 
นานเข้าความรู้สึกตัวก็นำหน้า 
ความคิดก็ถอยร่นมาอยู่ข้างหลัง 
เมื่อความคิดเข้ามาก็รู้สึกตัว ตื่นตัว 
กล้าทักทายความคิดทุกรูปแบบ 
ไม่หวั่นไหวไปกับความคิด 
เพราะความรู้สึกมีกำลังเหนื่อกว่า 
จากความรู้สึกอันนั้น
เราจะเรียน รู้ชีวิตและที่สุดของมัน 
———-
ท่านเขมานันทะ
ช่วงชีวิต ช่วงภาวนา พิมพ์ครั้งที่2 ปกอ่อน หน้า 85-86

Image by Syaibatulhamdi from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เรียกว่า สติปัญญาหรือความรู้


ถ้าเราเป็นคนมีสติดี เราจะรู้ว่า
ทุกครั้งที่อารมณ์แปรเปลี่ยน 
มันสอนเราทั้งนั้น 
มันสอนเราตรงๆ เสียยิ่งกว่า
พระเทศน์ให้ฟังเสียอีก เช่น 
จากสุขกลายเป็นเศร้าไปเสียแล้ว 
ถ้าเราดูเป็น อย่างนี้คือเราเห็นมัน 
สภาพที่รู้ ที่เห็น ที่เข้าใจด้วยตนเองอันนั้นแหละ
เรียกว่า สติปัญญาหรือความรู้
ความรู้เช่นนี้คือความรู้ที่เกิดในตัวเอง 
เมื่อมันเกิดในตัวเอง 
มันก็แก้ไขเยียวยาตัวมันเองได้

ท่านเขมานันทะ

หนังสือดั่งสายน้ำไหล

Image by N3k0 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การปฎิบัติต้องเป็นไปอย่างฉับพลัน


การปฎิบัติต้องเป็นไปอย่างฉับพลันหรืออึดใจเดียว...
คือการไม่ขึ้นอยู่กับความคิด ไม่เข้าไปในความคิด 
และไม่มุ่งขจัดความคิด 
ทันทีที่มีสภาวะรู้สึกตัวเช่นนั้นถือว่า 
เป็นทุกอย่างแห่งการปฏิบัติ หรือว่า 
เป็น ศีล สมาธิ ปัญญาโดยเบ็ดเสร็จ 
คือ ปล่อยให้สภาพที่เป็นแล้ว 
ได้ทำงานตามธรรมชาติของมันเป็น
ไม่มีแม้การกำหนด คือ 
ปล่อยให้สภาพที่เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น 
เพียงแค่ประคองไม่ให้เข้าไปในความคิด 
เท่านั้นเป็นพอ 

ท่านเขมานันทะ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


Image by lizzymay from pixabay


 

อย่าภูมิใจว่าคิดเก่ง


อย่าภูมิใจว่าคิดเก่ง 
คนที่คิดเก่งแล้วไม่รู้ว่าตนคิด 
นี้อันตรายมากกว่าคนที่คิดน้อย
แต่รู้ว่าคิด

ท่านเขมานันทะ

Image by BUMIPUTRA from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การเห็นที่สมบูรณ์ ไม่มีความคิดอยู่ในนั้น



ความรู้ที่เกิดขึ้นกับพระพุทธองค์
หรือผู้รู้นั้นเกิดขึ้นจากการตรัสรู้ 
ไม่ได้เกิดจากการคิดสะสมข้อรู้โดยวิธีตรรกะ
เที่ยงก็ไม่มี ไม่เที่ยงก็ไม่มี 
เพราะเป็นเรื่องคิดขึ้นทั้งนั้น 
ทัศนวิสัยการเห็นจะไม่สมบูรณ์เลย
ตราบใดที่ยังมีความคิด
กระซิบกระซาบแทรกแซงอยู่ 
แต่การเห็นที่สมบูรณ์
ไม่มีความคิดอยู่ในนั้น 
ดังนั้นธรรมชาติจึงเปิดเผยตัวมันเอง
มาให้ปรากฏเต็มรูปเต็มเรื่องเลย
ธรรมะนั้นไม่อาจค้นหาได้ด้วยความอยาก 
ทุกความคิดเต็มไปด้วยความอยากความปรารถนา...

ท่านเขมานันทะ

Image by Comfreak from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ความสงบเพราะ "รู้ตัว"



ความสงบที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น 
ไม่เที่ยงแท้ ถาวร 
แต่ความสงบที่เรามักไม่รู้จักกัน 
คือ ความสงบเพราะ "รู้ตัว" 
ยิ่งไม่กระทำเท่าไหร่ จิตใจยิ่งปกติ 
แต่สิ่งสำคัญต้องตื่นก่อน 
เหมือนตอนดึกเรานอนฝันร้าย 
พอเราตื่นขึ้นมา
เรารู้ว่ามันไม่เป็นความจริง.. 
เราแทบไม่ต้องทำอะไรเลยกับความกลัว 
แค่ตื่นขึ้นมา การภาวนานั้นคือ 
การ"ทวนกระแสก่อนความคิด" 
และเรื่องทั้งหมดนี้มันไม่ได้อยู่ที่ไหน 
มันอยู่ที่เรา ไม่เกี่ยวกับ 
พิธีกรรมรูปแบบอะไร 
และ การบวช การธุดงค์ ต่างๆ นานา 

ท่านเขมานันทะ

Image by Buntysmum from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา