แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท แสดงบทความทั้งหมด

ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว


ถ้ารู้ความจริง
ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว
สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ
คือการที่ต้องกลับมาเกิด
ความตายเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนต้องเจอ
หนีไม่พ้น เมื่อรู้ว่าจะต้องตายแน่นอน
ก็ไม่ควรประมาท เร่งปฎิบัติเรียนรู้ กาย-ใจ
จนวาง กาย-ใจ นี้ได้
แล้วจะถือว่าเรา
ได้เตรียมตัวก่อนตายแล้ว
หลังความตายก็จะไม่กลับมาเกิดอีก
เพราะจิตได้คลายความยึดมั่นแล้ว
จากธาตุ 4 ขันธ์ 5
นี่คือสิ่งที่ต้องเตรียมตัว
จริงๆ ต้องเตรียมตัวก่อนตาย
ไม่ควรรอเวลาให้ความตายมาถึง
รีบเรียนรู้กายเรียนรู้ใจ
จนปล่อยวางได้จริงๆ
เมื่อถึงเวลานั้น ความเป็นความตายจะมาถึง
ก็ไม่ได้สนใจแล้ว เพราะรู้แล้วว่า
อะไรตาย อะไรไม่ตาย
ที่ตายเป็นเพียงร่างกายของจิต
จิตไม่ได้ตาย ถ้าจิตเข้าสู่อริยมรรค
อย่างน้อยพระโสดาบัน
ภพชาติที่ยังเหลือก็ไม่เกิน 7 ชาติ
ถ้าโชคดีเข้าสู่พระอรหัตตผล
เมื่อถึงตอนนั้น การเสียชีวิต
ก็ไม่เสียดายแล้วกับร่างกายเน่าๆ นี้
ให้ฝึกฝนเรียนรู้ สังเกตและชำเลืองรู้
จนรู้หายสงสัยและอิสระขึ้นนะ
พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

13 พ.ค.69



 

ต้องไม่ยึดดี ยึดชั่ว


อย่าไปให้ความสำคัญกับความดี
ถ้าทำดีเพื่อให้ใครๆ มองว่าดี
แต่การทำดีมันมีความสบายใจ
ทำได้แต่ไม่ยึด
มันเป็นเรื่องของใจ
อย่าเอาใจมาเป็นภาระ
อย่าไปเชื่อใจที่ติดดี
แล้วไปติเตียนความชั่วของคนอื่น
เพราะการไปมองคนอื่นชั่วเมื่อไหร่
ใจดวงนี้กำลังคิดชั่วเข้าให้แล้ว
ต้องไม่ยึดดี ยึดชั่ว
และเอามาเป็นภาระ
ปล่อยวางเสียทั้ง 2
เพราะชั่วและดีอัปรีย์เท่ากัน
และเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
เพราะการเข้ายึดสิ่งใด
สิ่งนั้นเป็นทุกข์ทั้งหมด
พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

เรียกว่าบรมสุข


การไม่ทำบาปทั้งปวง ด้วยกาย วาจา ใจ
เพียรทำกุศลให้ถึงพร้อม
เพียรชำระเหตุอันเป็นเครื่องเศร้าหมอง
ของจิต เพื่อทำจิตของตนให้ขาวรอบ
นี่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

สังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
การเข้าไประงับความยึดมั่นถือมั่น
ต่อสังขารเหล่านั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง
ธรรมชาติทั้งหลายล้วนเป็นอนัตตา
ถ้าไม่ยึดมั่นต่อธรรมชาตินั้นๆ
ว่าวิเศษวิโส ว่าดี ว่าชั่ว
ปล่อยวางธรรมชาตินั้น ให้เป็นปกติ
เราก็จะอยู่อย่างปกติ
นี้เป็นความสุขอย่างยิ่ง เรียกว่าบรมสุข

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

13 ก.พ.69


 

ทุกๆ สรรพสิ่งมันก็มีแค่นี้


เมื่อชำเลืองรู้ จะรู้แต่เรื่องเดิมๆ 
เพราะอาการเดิมๆ ความรู้ความเห็นเดิมๆ 
แล้วก็มีผู้รู้ตัวเดิม สิ่งที่ถูกรู้
ก็มีแต่อาการที่เหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ 
ซ้ำรอยเดิมๆ อยู่อย่างนี้ และจบลงที่เดิม 
นั่นหมายความว่า ทุกๆ สรรพสิ่งมันก็มีแค่นี้ 
มันเป็นอย่างนั้นของมันเองได้ทั้งหมด 
ชำเลืองต่อไปก็จะได้บทเรียนแบบเดิมๆ 
แล้วเราควรจะทำอย่างไรต่อไปได้ล่ะ 
นอกจากจะยอมรับกับทุกๆ ธรรมชาติ 
แล้วก็ปล่อยให้เขามี  ตามที่เขามี 
และปล่อยให้เป็นตามที่เขาเป็น 
รู้จะได้หมดภาระไปจากทุกๆ อาการ
ของสิ่งที่ถูกรู้และถูกเห็นนั้นเสีย…

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

Image by CharlVera from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

สุดท้ายเราไม่ได้อะไรเลย


....เมื่อเข้าใจสภาวธรรมแล้ว 
ทุกๆ สภาวธรรมล้วน
เป็นอนัตตา บังคับให้ตั้งอยู่ไม่ได้ 
บังคับให้ดับไม่ได้ เป็นธรรมชาติ 
เกิดขึ้นจากเหตุและปัจจัย 
ดับไปก็เพราะเหตุและปัจจัย 
คือสภาวธรรมที่มีอยู่ในใจ 
.
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นสภาวธรรมใดที่เกิด
ล้วนเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา 
จะรู้ว่าธรรมนี้ ก็ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล 
ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา 
เพราะธรรมะคือ ธรรมชาติ 
ปล่อยวางกาย ปล่อยวางเวทนา ปล่อยวางอาการจิต 
ปล่อยวางธรรมได้ นี้คือสติธรรม 
เรียกว่าสัมมาสติ สติปัฏฐานสี่…
.
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็มีแค่นี้ 
สุดท้ายเราไม่ได้อะไรเลย 
แค่ปฏิบัติธรรม แค่รู้ธรรม 
และในที่สุด เราก็ต้องวางธรรมนั้นด้วย 
ไม่ได้เอาธรรมะข้อใดไปเลย 
ทิ้งธรรมคืนสู่ธรรมชาติ...

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

หนังสือเพราะเห็นผิด จึงผิดธรรม
เมื่อเห็นถูก จึงถูกธรรม

Image by Wyxina from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/



 

ปฏิบัติแบบไม่ต้องปฏิบัติ


สุขทุกข์ก็มีด้วยกันทุกรูปทุกนาม 
แต่ทุกๆ ชีวิตอยากจะแก้ไขความจริง 
เวลามีทุกข์มาก็วิ่งหนี เวลามีสุขมาวิ่งหาและยึดไว้ 
ทั้งๆ ที่ไม่รู้ความจริงว่าสุขกับทุกข์
ก็เหมือนกลางวัน กลางคืน 
แค่อยู่เฉยๆ เดี๋ยวก็มืดแล้ว 
อยู่เฉยๆ เดี๋ยวก็สว่าง 
สุขและทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจก็เช่นกัน
รู้ซื่อๆ รู้อยู่เฉยๆ เดี๋ยวอาการนั่นก็ดับลงเอง 
จงไปฝึกรู้อย่างนี้ทุกวัน นี่เรียกว่าปฏิบัติแบบไม่ต้องปฏิบัติ 
ไม่คิด ไม่จำ ไม่ทำ แค่ฝึกรู้สังเกตอาการเท่านั้น
ยากตรงไหน ไม่ได้ยากเลย ยากตรงที่จะทำให้มีให้เป็น 
แต่กลับไม่ให้ธาตุรู้ เรียนรู้ในสิ่งที่มี ที่เป็น 
เพราะการคิดจะทำคือการปรุงแต่ง 
แต่การฝึกรู้แนวนี้ก็คือปฏิบัติแบบ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องจำ 
แค่รู้ซื่อๆ อย่าหวังในอนาคต แต่จงใช้รู้อยู่กับปัจจุบันขณะ 
เพราะการใช้ความคิดเป็นการปรุงแต่ง 
ไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง การที่ไม่ใช้คิด
แต่ใช้รู้ซื่อๆ จะอยู่กับของจริงๆ ของสดๆ ได้ 
ของจริงๆ ของสดๆ นี้ จึงเรียกว่าสัจธรรม 
คือความจริงที่เขาแสดงอาการอยู่ตลอด
แค่ฝึกรู้สังเกตอาการเท่านั้น
.
เสียเวลาดับทำไมให้ต้องเหนื่อย 
นั่นคือหมดภาระหมดหน้าที่ไม่ต้องทำอะไร
แค่รู้ซื่อๆ รู้ตรงๆ ไปกับอาการนั้น 
รู้จะตกงานไปเอง เพราะรู้ไม่ต้องทำอะไร 
ให้รู้นั้นรู้ไปเลย ไม่ต้องจำไว้ ไม่ต้องคิดไว้ว่าจะรู้ 
.
เหมือนที่เคยบอกว่าการปฏิบัติ 
ถ้าเราใช้สติ หรือฝึกสติ ฝึกสมาธิ เดินจงกรม 
ก็ต้องมีผู้กระทำ แต่วิปัสสนาแบบฝึกรู้นั้น ไม่ต้องทำอะไร 
จึงสบาย แค่รู้อย่างเดียว เพียงแค่รู้ 
เพียงแค่รู้อาการกาย รู้อาการใจทำงาน 
.
และต้องรู้ให้ถูกด้วย รู้กาย รู้ใจ คือรู้ธาตุสี่ทำงาน 
รู้เย็น ร้อน อ่อน แข็ง รู้แค่สี่อาการ ไม่ต้องรู้อาการอื่น 
รู้ใจก็คือ รู้ความรู้สึก รู้ความจำ รู้ความคิด รู้อาการ
รับรู้ ที่กำลังทำงาน รู้แค่ภายในกาย ภายในใจ 
กายภายนอก ใจที่ส่งออกนอกไม่ต้องออกไปตามรู้ 
รู้อยู่ที่กาย เดี๋ยวใจส่งออกก็จะกลับมาเอง 
.
รอบๆ ตัว กายใจของคนอื่น ไม่ต้องไปสนใจ 
ตัดทิ้งให้หมด เพราะไม่ใช่ภาระ ไม่ใช่หน้าที่ของรู้
ที่จะไปรู้เรื่องของเขา ฉลาดเรื่องคนอื่นมาเยอะแยะไปหมด 
แต่กลับโง่เรื่องตัวเอง ไม่รู้จักอารมณ์ของตัวเอง 
แต่รู้จักคนนั้นรู้จักคนนี้หมด คนนั้นไม่ดี คนนี้ดี 
คนนั้นไม่เข้าท่า คนนี้เข้าท่า คนนั้นทำอย่างนั้น 
คนนั้นไม่ควรทำอย่างนี้ แต่ตัวเอง ไม่เคยรู้เลย
ว่าอะไรควร หรือไม่ควร ใจตัวเองเป็นอย่างไรไม่รู้ 
เพราะว่ามาหลง หลงว่ากายใจนี้เป็นตัวเป็นตน 
หลงว่ากายใจนี้ เป็นของๆ เรา 
ทั้งๆ ที่ใจเราใจเขา มันก็คือ
ธรรมชาติอันเดียวกันที่บังคับไม่ได้..

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

Image by ELG21 from pixabay 


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จะไปเสียเวลาดับทำไมให้ต้องเหนื่อย


สุขทุกข์ก็มีด้วยกันทุกรูปทุกนาม 
แต่ทุกๆ ชีวิตอยากจะแก้ไขความจริง 
เวลามีทุกข์มาก็วิ่งหนี 
เวลามีสุขมา วิ่งหาและยึดไว้ 
ทั้งๆ ที่ไม่รู้ความจริงว่าสุขกับทุกข์
ก็เหมือนกลางวัน กลางคืน 
แค่อยู่เฉยๆ เดี๋ยวก็มืดแล้ว
อยู่เฉยๆ เดี๋ยวก็สว่าง 
สุขและทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจก็เช่นกัน
รู้ซื่อๆ รู้อยู่เฉยๆ เดี๋ยวอาการนั่นก็ดับลงเอง 
จะไปเสียเวลาดับทำไมให้ต้องเหนื่อย 
นั่นคือหมดภาระหมดหน้าที่ไม่ต้องทำอะไร 
แค่รู้ซื่อๆ รู้ตรงๆ ไปกับอาการนั้น
รู้จะตกงานไปเอง เพราะรู้ไม่ต้องทำอะไร 
ให้รู้นั้นรู้ไปเลย ไม่ต้องจำไว้ 
ไม่ต้องคิดไว้ว่าจะรู้ เหมือนที่เคยบอกว่า
การปฏิบัติ ถ้าเราใช้สติ หรือฝึกสติ 
ฝึกสมาธิ เดินจงกรม ก็ต้องมีผู้กระทำ 
แต่วิปัสสนาแบบฝึกรู้นั้น ไม่ต้องทำอะไร 
จึงสบาย แค่รู้อย่างเดียว เพียงแค่รู้ 
เพียงแค่รู้อาการกาย รู้อาการใจทำงาน...

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

หนังสือเพราะเห็นผิด จึงผิดธรรม
เมื่อเห็นถูก จึงถูกธรรม

Image by Tama66 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/




 

ไม่ควรรอเวลาให้ความตายมาถึง


ถ้ารู้ความจริง ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว 
สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือการที่ต้องกลับมาเกิด
______________________________________

ความตายเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนต้องเจอ 
หนีไม่พ้น เมื่อรู้ว่าจะต้องตายแน่นอน
ก็ไม่ควรประมาท เร่งปฎิบัติเรียนรู้ กาย-ใจ 
จนวาง กาย-ใจ นี้ได้ 
แล้วจะถือว่าเราได้เตรียมตัวก่อนตายแล้ว 
หลังความตายก็จะไม่กลับมาเกิดอีก 
เพราะจิตได้คลายความยึดมั่นแล้วจากธาตุ 4 ขันธ์ 5 
.
นี่คือสิ่งที่ต้องเตรียมตัว จริงๆ ต้องเตรียมตัวก่อนตาย 
ไม่ควรรอเวลาให้ความตายมาถึง
รีบเรียนรู้กายเรียนรู้ใจ จนปล่อยวางได้จริงๆ
เมื่อถึงเวลานั้น ความเป็นความตายจะมาถึง
ก็ไม่ได้สนใจแล้ว เพราะรู้แล้วว่าอะไรตาย
อะไรไม่ตาย ที่ตายเป็นเพียงร่างกายของจิต 
.
จิตไม่ได้ตาย ถ้าจิตเข้าสู่อริยมรรค 
อย่างน้อยพระโสดาบัน
ภพชาติที่ยังเหลือ ก็ไม่เกิน 7 ชาติ 
ถ้าโชคดีเข้าสู่พระอรหัตตผล 
เมื่อถึงตอนนั้น การเสียชีวิต ก็ไม่เสียดายแล้ว
กับร่างกายเน่าๆ นี้ 
.
ให้ฝึกฝนเรียนรู้ สังเกต
และชำเลืองรู้ จนรู้หายสงสัยและอิสระขึ้นนะ
.
พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

Image by anaterate from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ปฏิบัติแล้วเราจะไม่ได้อะไรนะ


ปฏิบัติแล้วเราจะไม่ได้อะไรนะ 
ไม่มีใครเห็นธรรม ไม่มีใครบรรลุธรรม
มีแต่ธรรมชาติเขาเห็นกันเอง
จิตนี้ไม่มีอาการไม่มีเกิดไม่มีดับ
เราอย่าไปหลงอาการของกายใจ
ที่กำลังแสดงและปรุงแต่ง
จงรู้ซื่อๆ กับอาการที่เกิดขึ้นในกายใจของเรา
จะอาการที่กาย ใจจะฟุ้งจะสงบ
มันเป็นธรรมทั้งหมด

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

Image by Santhoshnatrajan from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง


คนเราหวั่นไหวมากที่สุด ก็คือ หวั่นไหวต่อความรู้สึก
หากเราเข้าใจถึงความรู้สึกของตัวเราเอง
ของกายเรา ของใจเรา เราจะเห็นว่าความรู้สึกนี้
มันบังคับบัญชาไม่ได้
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วรู้ก็ฉลาดขึ้น
เพราะเข้าถึงสภาวะของความรู้สึกแล้วว่า
มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง
การปฏิบัติธรรมก็เพื่อการขัดเกลาความรู้ของเรา
ให้เกิดความเห็นถูก

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

Image by cocoparisienne from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

แนววิปัสสนาคือฝึกรู้ตามความเป็นจริง


น้อมกราบพระอาจารย์เจ้าค่ะ
เพิ่งมาใหม่และเพิ่งฝึกค่ะ 
มีความคิดฟุ้งออกนอกตลอดคิดไปไกลเผลอไปนานตลอด
ช่วงเวลาฝึกตามรูปแบบจิตสงบ
รวมลงได้สัก 10 นาที ..หายเข้าไปว่างจ้าแบบนั้น
ไม่รู้ว่าจะต้องทำไงต่อ รู้ๆ วนๆ ไป
ขอถามว่าต้องฝึกแบบไหนคะ
กราบขอบคุณพระอาจารย์ค่ะ

พระอาจารย์ตอบ.
แนววิปัสสนาคือฝึกรู้ตามความเป็นจริง 
ในสิ่งที่ถูกรู้ 
เวลาสงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ 
นิ่งอยู่ก็รู้ หลุดออกไปก็รู้ 
ให้วางรู้ซื่อ ๆ อยู่กับกายเบาๆ เพื่อเรียนรู้อาการต่างๆ 
และรู้จะได้บทเรียนในความเป็นพระไตรลักษณ์ 
จากอาการต่างๆ นั้นเอง 
ต้องค่อยๆ ฝึกไปนะ รู้จะฉลาดขึ้นมานะ

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

Image by darksouls1 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ไม่ได้ทำใจให้สงบ


วิปัสสนาก็คือการรู้กาย รู้ใจ
การระลึกรู้กาย ระลึกรู้ใจ
ไม่ได้ทำใจให้สงบ
เพราะความสงบจะทำให้เราไม่รู้
เรื่องของกาย ไม่รู้เรื่องของใจ
ความสงบเป็นเพียงแค่การพักจิต
จะพักอยู่กับความสงบอย่างเดียว
ก็จะได้แค่ความสุข
จากความสงบเท่านั้น
แต่ว่าจะไม่ได้เข้าใจอะไรเลย

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

Image by aalmeidah from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จิตบรรลุนิพพาน หรือจิตบรรลุธรรม


สรรพสิ่งในโลกนี้ ที่เห็นได้ สัมผัสได้
จับต้องได้ ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น
สิ่งใดถูกปรุงแต่ง สิ่งน้ันย่อมมีอาการแปรปรวน
เปลี่ยนแปลงและดับไปในที่สุด  
จิตที่ยังติดยึดการปรุงแต่งของขันธ์ 
ยังต้องประสบกับความทุกข์ 
ส่วนจิตที่ไม่ยึดการปรุงแต่งของขันธ์แล้ว 
จะสงบ และมีอาการเป็นหนึ่ง 
คือมีสภาวะเดียวกับนิพพาน 
จึงเรียกว่าจิตบรรลุนิพพาน หรือจิตบรรลุธรรม

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

หนังสือทางลัด สู่สันติสุข

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

นอกจากรู้ตามความเป็นจริง


ไม่มีอุบายใดๆ ที่จะไปดับอาการต่างๆ ได้
นอกจากรู้ตามความเป็นจริง 
จนผู้รู้มีกำลัง และไม่ดำริ
ไปกับอาการของสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น
จนเหลือแต่รู้ซื่อๆ 
เมื่อไม่ดำริ คือไม่นำออกมาใช้จนเขาคุ้นเคย 
เห็นอาการนั้นๆ เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป
จึงเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะ
ละความยึดมั่นต่ออาการนั้น 
ไม่ใช่ไปแก้ไขอาการให้มันไม่มี 
แต่ยอมรับในสิ่งที่มีที่เป็นและ 
ปล่อยสิ่งที่มีที่เป็นให้เป็นเรื่องของอาการไป
จมก็รู้ว่าจม ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ 
แตะรู้เบลอๆ รู้เบาๆ ที่อาการนั้นๆ
จนเขาอ่อนกำลังลงและดับไป
เป็นธรรมชาติไม่มีผู้เข้าไปทำ 
มีแต่ผู้รู้ซื่อๆ จนผู้รู้มีกำลังขึ้นมา 
เขาจะอยู่เหนืออาการด้วยตัวของผู้รู้เอง

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

Image by anaterate from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เราสามารถเรียนรู้ เพื่อจะได้ไม่หลง


ความโกรธคืออาการ
เขาเป็นธรรมชาติที่จะต้องเกิดขึ้น 
เมื่อมีสิ่งมากระทบ จะเกิดความพอใจและไม่พอใจตามมา 
ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุและปัจจัย 
แต่เราสามารถเรียนรู้ได้
เพื่อจะได้ไม่หลงไปกับอาการนั้นๆ 
จนเห็นอาการนั้นเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป 
วาง รู้ซื่อๆ เมื่อมีอาการ 
จนผู้รู้ฉลาดเพราะเห็นโทษต่ออาการพอใจ
และไม่พอใจ ดับไปและจางลงในที่สุด 
โดยที่เราไม่ไปดำริ 
และไม่นำออกมาใช้บ่อยๆ
จนอาการนั้นจะไม่ปรากฏอีกต่อไป
เพราะรู้ฉลาดขึ้น

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

Image by KEREM_TASER from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การเรียนรู้ทางธรรมจึงต่างจากทางโลก


การเรียนรู้ทางธรรมจึงต่างจากทางโลกอย่างสิ้นเชิง 
เรียนรู้ทางโลกต้องใช้ความคิดตลอด
ต้องใช้ความจำตลอด
เพราะเราต้องการข้อมูลเหล่านั้น
เอามาใช้กับทางโลก 
แต่ในทางธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องจำ
เราไม่จำเป็นต้องคิด
และเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย 
แค่เอารู้ไปฝากและปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรู้
ให้เขาเรียนรู้ไป
การที่เราไม่ได้จำไม่ได้คิดนั้น
เราจะได้ข้อมูลใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน 
ข้อมูลนี้เกิดขึ้นในใจภายในกายตลอดเวลา

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

Image by FelixMittermeier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา