แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อโพธินันทะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อโพธินันทะ แสดงบทความทั้งหมด

นี่เรียกว่า จิตใจของเราเป็นอิสระแล้ว


ถ้าจิตของเราเป็นอิสระ 
พอรับรู้อารมณ์ต่างๆ ทางทวารต่างๆ 
ใจเราจะนิ่งเฉยมั่นคง นี่คือสมาธิ
แล้วเราก็จะเห็นสิ่งต่างๆ มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง 
นี่เรียกว่า จิตใจของเราเป็นอิสระแล้ว
.
หลุดพ้นแล้วเสียจากการเป็นทาสของอารมณ์ต่างๆ
ปัญหาต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น เพราะมันมีตัวเรา 
เมื่อตัวเราไม่มี ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น 
การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง
หรือดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ก็คือ 
การดำเนินชีวิตอย่างเป็นอิสระจากอารมณ์ต่างๆ 
.
ในขณะเดียวกันเราก็มีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งด้วย 
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอะไรก็ได้
โดยที่เราไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ธรรมเนียมประเพณี
และวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ 
ความเป็นอิสระหมายถึงจิตใจ
ที่ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ต่างๆ
.
ที่ตกเป็นทาสก็คือเมื่อเรารับรู้แล้ว
เราจะมีความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ ชอบ ไม่ชอบ 
เกิดความรู้สึกอยากได้คือความโลภ 
เกิดความรู้สึกปฏิฆะคือความโกรธ 
นี่เรายังตกเป็นทาสของอารมณ์ 
แต่ถ้าเราเป็นอิสระไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์
ก็คือเมื่อเรารับรู้แล้วใจของเราไม่เอาสิ่งนั้น
มาปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกบวก ความรู้สึกลบ
ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นของคู่ๆ ขึ้นมา 
นี่คือเราเป็นอิสระจากอารมณ์ต่างๆ
ที่มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น
ทางกาย ทางใจ จิตที่มีอิสรภาพก็จะมีคุณภาพ 
ซึ่งจะแสดงออกเป็นบุคลิกภาพของ
ความเป็นมนุษย์ที่แท้ 
ที่ตื่นขึ้นแล้วจากการเห็นโลกในทัศนะใหม่ 
ในทัศนะที่ผิดไปจากเดิม

หลวงพ่อโพธินันทะ

Image by sharkolot from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การรู้แจ้งที่สมบูรณ์


จงรักษาจิตชนิดที่ไม่ต้องอิงอาศัยอยู่กับอะไรเลย
นี่คือธรรมกายที่แท้ของทุกคน
เรียกว่าการรู้แจ้งที่สมบูรณ์
ถ้าไม่เข้าใจอย่างซึมซาบในประเด็นนี้ 
แม้จะมีความเพียรต่อการกระทำตามความคิด
มากมายเพียงใด 
ก็ยังคงล้มเหลวต่อการลุถึงจิตเดิมแท้อยู่นั่นเอง  
แล้วเธอจะกลายเป็นพุทธะได้อย่างไร
หากปราศจากการรู้แจ้งจิตเดิมแท้ของตนเอง

หลวงพ่อโพธินันทะ

Image by flutie8211 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เรายังไม่เริ่มต้นการปฎิบัติเลย


ถ้าเรายังไม่สามารถออกจาก
โลกของความคิด..
โลกของการรับรู้อย่างแบ่งแยก
โลกของเหตุผล
โลกของการดำเนินชีวิตที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลางแล้ว..
ย่อมถือว่า
เรายังไม่เริ่มต้นการปฎิบัติเลย...

หลวงพ่อโพธินันทะ

Image by Quangpraha from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ชาวพุทธที่แท้


ชาวพุทธที่แท้จะต้องไปพ้นนิกาย
หรืออาจารย์ใดอาจารย์หนึ่งโดยเฉพาะ
จะต้องไม่ติดคำสอนของอาจารย์
แต่จะนำคำสอนของอาจารย์นั้นมา
เพื่อที่จะพัฒนาจิตใจของเรา
เราเคารพอาจารย์ แต่เราไม่ติด 
เราไม่ยึดถืออาจารย์
ถ้าเรายึดถือมันก็จะกลายเป็นกรอบ
ที่ครอบงำจิตใจของเราลงไปอีกชั้นหนึ่ง

หลวงพ่อโพธินันทะ

Image by DarkWorkX from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เพราะเรามองไม่เห็นความงามของตัวเอง



เพราะเรามองไม่เห็นความงามของตัวเอง 
จึงมองเห็นแต่ความไม่ดีของคนอื่น..

หลวงพ่อโพธินันทะ


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ถ้าไม่มี "เรา" ปัญหาเป็นแค่อาคันตุกะ



ปัญหาต่างๆ ของชีวิต กิเลส ตัณหา อุปาทาน ฯลฯ
ถ้าไม่มี “เรา” เข้าไปเป็นส่วนร่วมกับปัญหา
มันก็เป็นได้เพียงอาคันตุกะ มาแล้วก็ไป
การค้นพบตัวตนที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง
ทำให้อัตตา (ego) หายไป
ตัวตนที่แท้จึงแยกออกมาจากปัญหาได้
กลายเป็นเจ้าของบ้านที่คอยเฝ้ามองปรากฏการณ์ต่างๆ
ปัญหาจึงก็สิ้นสุดลง

หลวงพ่อโพธินันทะ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ความรู้-จิตที่ชอบคิด เป็นเครื่องปิดกั้นปัญญา



ความรู้-จิตที่ชอบคิด เป็นอุปสรรคปิดกั้นสายธารแห่งเชาว์ปัญญา
ประดุจก้อนหินที่มาขวางกั้นธารน้ำไหล
การบำเพ็ญภาวนาก็เพื่อค้นหาเชาว์ปัญญานี่แหละ
ก่อนอื่นใดเราจึงต้องหยุดจิตที่ชอบคิด
และความรู้ต่างๆ ที่เราสะสมไว้
ด้วยการใส่ใจชำเลืองมองภายใน
ความรู้และจิตที่ชอบคิดก็จะหายไปเอง
เราก็จะอยู่กับที่นี่-เดี๋ยวนี้ทันที
สายธารแห่งเชาว์ปัญญาก็จะหลั่งไหลมาสู่ตัวเรา


หลวงพ่อโพธินันทะ
ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


จิตใจที่ไม่หวั่นไหวนั่นแหละคือสัมมาสมาธิ



..สัมมาสมาธิ มันสงบในขณะที่เรารับรู้ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย 
แต่ใจไม่เอาสิ่งที่รับรู้มาปรุงแต่งเลย 
ใจสงบนิ่งไม่หวั่นไหว แม้จะมีภาพสวยๆ เสียงเพราะๆ 
มากระทบจิตใจก็ไม่หวั่นไหวเลย
แม้คำสรรเสริญหรือคำตำหนิติเตียนก็ตาม 
จิตก็ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์นั้นๆ
จิตใจที่ไม่หวั่นไหวนั่นแหละคือสัมมาสมาธิ 
ถ้าเราสัมผัสได้กับสภาพจิตที่มันเบาบางลงของขบวนการความคิด
ไม่ว่าความฟุ้งซ่าน  ความลังเลสงสัย
หรือจิตที่มันไหลไปตามอารมณ์ มันลดน้อยลงไป
 เราก็จะเริ่มสัมผัสกับจิตที่ตั้งมั่นหรือสัมมาสมาธิได้ 
จิตที่ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ที่มากระทบทางตา 
ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ จนเกิดปรีชาญาณ 
ปรีชาญาณก็จะทำหน้าที่ 
เรารู้จักปรีชาญาณก็ต่อเมื่อ
เราสามารถจะพัฒนาจิตของเรา
ให้ตั้งมั่นแล้วเป็นสัมมาสมาธิแล้ว

หลวงพ่อโพธินันทะ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ความรู้สึกว่ามีตัวเราคือ ปัญหาของมนุษย์




เพราะมีความรู้สึกว่ามี "ตัวเรา" จึงมีทุกข์
เราไปตลาดเจอคนทะเลาะกัน เราเฉย ๆ 
พอเขาเอ่ยชื่อเราเท่านั้น ทุกข์เลย 
เห็นสุนัขของคนอื่นโดนรถทับตาย เราก็เฉย ๆ 
แต่พอมันเห็นหมาเรานี่ ใจเราเป็นอย่างไร นี่ทุกข์ทันทีเลย 
มันมีเรา ของเราขึ้นมา มันเลยทุกข์
ความรู้สึกว่ามีตัวเราคือ ปัญหาของมนุษย์..
ทำอย่างไร เราจะดำเนินชีวิตโดยไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวเราได้ 
นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์พยายามปลุกเรา
ให้ตื่นขึ้นมองโลกในอีกทัศนะหนึ่ง
ที่ไม่มีตัวตนดำเนินชีวิต
ถ้าเราทำได้นั่นคือ การดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ 
หรือดำเนินชีวิตด้วยอริยมรรคมีองค์ 8..

หลวงพ่อโพธินันทะ


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ขณะภาวนา ต้องให้ความคิดหยุดโดยธรรมชาติ



ขณะการปฏิบัติหรือขณะการฝึกฝนหรือการภาวนานี้
อย่าไปพยายามหยุดความคิด หรืออย่าไปบังคับความคิด
แต่เราจะต้องปล่อยให้มันหยุดของมันเองโดยธรรมชาติของมันเอง
เห็นมันเข้ามา แล้วมันก็ผ่านไป
ถ้าเราพยายามที่จะหยุดมันแสดงว่าความคิดนั้นมันจะรบกวนเรา
แท้จริงมันมีเพียงกระแสคลื่น ในดวงจิตของเราเท่านั้น
กระแสนั้นสงบขึ้น จิตของเราก็จะผ่องแผ้ว
ที่เรียกว่า จิตประภัสสร นั่นเอง

หลวงพ่อโพธินันทะ

ไม่มี “ตัวเรา” คือ เป้าหมายของพุทธศาสนา



ปัญหามันอยู่ที่ว่า “ตัวเรา” นี่แหละ
ตัวเราจะมีความสุขหรือมีความทุกข์ 
ถ้าไม่มี “ตัวเรา” ดำเนินชีวิต
นี่คือ เป้าหมายของพุทธศาสนา 
เราจะต้องทำลาย “ตัวเรา” ซึ่งมันเกิดจากอุปาทาน 
“ตัวเรา” นี่แหละคือ ต้นเหง้าของกิเลสต่าง ๆ 
ไม่ว่าเป็นความโลภ ความโกรธ 
ถ้าไม่มี “ตัวเรา” ความโลภ ความโกรธ พวกนี้ไม่มีหรอก. . .

หลวงพ่อโพธินันทะ

นักปฏิบัติจะต้องเห็นคุณค่าของการภาวนา



        นักปฏิบัติจะต้องเห็นคุณค่าของการภาวนา,ไม่ติดอยู่ในภาษาคำพูด หรือคำสอนต่างๆ, คำสอนต่างๆ ที่เราจดจำมา, แม้เราจะรู้มากมายอย่างไร,เราก็ไม่มีทางที่จะเข้าถึงความจริงได้, เป้าหมายของพุทธศาสนา,ก็คือการปฏิบัติเพื่อละ, เพื่อวาง, เพื่อปล่อยความยึดถือต่างๆ,เพื่อเข้าถึงธรรมชาติที่สูงสุดที่เรียกว่า "บรมธรรม”

                                                                                            หลวงพ่อโพธินันทะ

ทำอย่างไรมัจจุราชจึงจะตามหาตัวเราไม่เจอ



โมฆราชไปถามพระพุทธเจ้าว่า
ทำอย่างไรมัจจุราชจึงจะตามหาตัวเราไม่เจอ
. . . . .
พระพุทธเจ้าบอกว่าเธอจงมีสติสัมปชัญญะ
มีสติปัญญาถอนความรู้สึกว่ามีตัวตนออกเสีย
เมื่อนั้นเธอก็จะไม่ตาย
ถ้าไม่มีตัวเรา มันก็ไม่มีใครตาย
ถ้าไม่มีตัวเรา ไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน
ก็ไม่มีเกิด ไม่มีตาย
นั่นคือเข้าถึงสภาวะสัจจะสูงสุด

หลวงพ่อโพธินันทะ

ตัวตนยิ่งน้อย ยิ่งสงบ




ตัวตนของเรายิ่งน้อยลงมากเท่าไหร่ 
เราก็จะพบความสุข
ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า 
“นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง” 
สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี 

หลวงพ่อโพธินันทะ

มีตัวเรา จึงมีทุกข์



          เพราะมีความรู้สึกว่ามีตัวเรา จึงมีทุกข์ เราไปตลาดเจอคนทะเลาะกันเราเฉยๆ พอเขาเอ่ยชื่อเราเท่านั้น ทุกข์เลย เห็นสุนัขของคนอื่นโดนรถทับตาย เราก็เฉยๆ แต่พอมันเห็นหมาเรานี่ ใจเราเป็นอย่างไร นี่ทุกข์ทันทีเลย มันมีเรา ของเราขึ้นมา มันเลยทุกข์ ความรู้สึกว่ามีตัวเราคือ ปัญหาของมนุษย์

                                                                                                            หลวงพ่อโพธินันทะ

ถ้าจิตของเราเป็นอิสระ



          ถ้าจิตของเราเป็นอิสระ พอรับรู้อารมณ์ต่างๆทางทวารต่างๆ ใจเราจะนิ่งเฉยมั่นคง นี่คือสมาธิ แล้วเราก็จะเห็นสิ่งต่างๆ มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง นี่เรียกว่า จิตใจของเราเป็นอิสระแล้ว หลุดพ้นแล้วจากการเป็นทาสของอารมณ์ต่างๆ…
          ที่ตกเป็นทาสก็คือเมื่อเรารับรู้แล้วเราจะมีความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ ชอบ ไม่ชอบ เกิดความรู้สึกอยากได้คือความโลภ  เกิดความรู้สึกปฏิฆะคือความโกรธ นี่เรายังตกเป็นทาสของอารมณ์...

                                                                                                     หลวงพ่อโพธินันทะ

จิตที่เข้าถึงทางสายกลาง




จิตที่เข้าถึงทางสายกลาง 
คือจิตที่ไปพ้นแล้วจากสังสารวัฏฏ์ 
จิตที่พ้นไปจากความรู้สึก
ว่ามีตัวเราเป็นศูนย์กลาง 
นั่นแหละคือการปฏิบัติ
ของพระพุทธองค์...

หลวงพ่อโพธินันทะ

ปรีชาญาณเกิดในมิติของจิตเหนือสำนึก



ทางสายกลางเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะจิต
ที่อยู่เหนือจิตสามัญสำนึก 
เราจึงจะพัฒนาให้เกิดปรีชาญาณได้ 
ปรีชาญาณเกิดในมิติของจิตเหนือสำนึก 
ไม่ใช่มิติของจิตสามัญสำนึก 
ในมิติจิตสามัญสำนึก 
เป็นปัญญาระดับเหตุผลเท่านั้นเอง 
แต่ปรีชาญาณ หรือญาณทัศนะ หรือปัญญาญาณ 
หรือภาวนามยปัญญา มันเป็นธรรมชาติรู้ ที่อยู่ระดับจิตเหนือสำนึก 
ปัญญาระดับนี้แหละ ที่ทำลายความยึดถือต่างๆ ได้ 
การเรียนรู้ของเรา ต้องใช้ปัญญาระดับจิตเหนือสำนึกไปเรียนรู้ 
ไม่ใช่เรียนรู้ด้วยปัญญาระดับเหตุผล

หลวงพ่อโพธินันทะ

จิตว่างจากตัวเรา เข้าถึงพระนิพพาน



เมื่อใดที่เราเห็นจิตประภัสสร 
หรือจิตว่างจากตัวเรา 
ขณะนั้นเราเข้าถึงพระนิพพานแล้ว

หลวงพ่อโพธินันทะ

กิเลสเหมือนผู้มาเยือน ไม่ช้าก็ไป



กิเลสเหมือนกับผู้มาเยือนเดี๋ยวไม่ช้าก็ไป เรียนรู้ตัวเรา ให้พบกับจิตที่ปรกติ...
พระพุทธศาสนาสอนให้เรา ฝึกปฏิบัติ ศึกษาเรียนรู้ “จิตปรกติ” ของตัวเอง

หลวงพ่อโพธินันทะ