แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต แสดงบทความทั้งหมด

งานสำคัญของพวกเราก็คืองานดับทุกข์


” การลงทุนที่ดีที่สุด “
งานสำคัญของพวกเราก็คืองานดับทุกข์
เพราะการได้มาเกิดเป็นมนุษย์นี้
เป็นโอกาสที่ดีที่สุด
ภพของมนุษย์นี้เปรียบเหมือนเพชรนิลจินดา
ที่มีคุณค่ามาก เราจึงไม่ควรเอา
เพชรนิลจินดาไปแลกกับก้อนหินก้อนกรวด
ควรจะเอาไปแลกกับสิ่งที่มีคุณค่า
พอๆ กันหรือดีกว่า
สิ่งเดียวที่ดีกว่าหรือพอๆ กัน
ก็คือมรรคผลนิพพาน
ส่วนลาภยศสรรเสริญสุขนี้
เป็นเหมือนก้อนหินก้อนกรวด
ที่ไม่มีคุณค่าทางจิตใจ
แต่กลับจะทำให้จิตใจมีความทุกข์มากขึ้น
ไม่ได้มีน้อยลงไป
ความสุขที่ได้ไม่คุ้มกับความทุกข์ที่ได้มา
ถ้าอยากเป็นนักลงทุนที่ฉลาด
ก็ต้องเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดี
ให้เงินปันผลดี มีคุณค่าเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
จึงจะเป็นการลงทุนที่กำไร
ชีวิตของเราก็เป็นอย่างนั้น
ถ้าเราให้เวลากับสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ
ก็จะเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด
ถ้าให้เวลากับสิ่งที่ให้ความทุกข์ให้โทษกับจิตใจ
ทำให้จิตใจเสื่อมลงต่ำลง
ทำให้จิตใจเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพต่างๆ
ก็จะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า
กับภพชาติของมนุษย์ ภพชาติของมนุษย์นี้
เหมาะกับการประพฤติปฏิบัติธรรม
การบำเพ็ญเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์
เพื่อมรรคผลนิพพาน...
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
จุลธรรมนำใจ ๑๗ กัณฑ์ที่ ๓๙๘
วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๒
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ธ.ค.68 


 

สักแต่ว่ารู้


คำว่าสมาธิกับคำว่าสักแต่ว่ารู้
นี้ไม่เหมือนกัน 
อยู่ในสมาธิก็สักแต่ว่ารู้ 
ออกจากสมาธิก็สักแต่ว่ารู้ได้
คือให้รู้เฉยๆ เห็นอะไร
ก็อย่าไปคันไม้คันมือขึ้นมา 
เห็นแล้วก็ปล่อยวางๆ 
ก็สักแต่ว่ารู้ไป 
ใครด่าก็สักแต่ว่ารู้ ใครชมก็สักแต่ว่ารู้ 
ไม่มีปฏิกิริยากับสิ่งที่รับรู้... 
นั่นแหละคือปัญญาแล้ว 
.
ให้รู้ว่าสักแต่ว่ารู้ว่านั่นแหละ
การสร้างความสุขใจที่ถาวรที่ถูกต้อง...
ถ้าสักแต่ว่ารู้แล้วจะไม่มีความทุกข์กับอะไรทั้งนั้น 
มันไม่สักแต่ว่ารู้ มันรู้แล้วมันอยากขึ้นมา 
มันก็เลยทุกข์

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by Andhoj from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เป้าหมายหลักของพระพุทธศาสนา


เป้าหมายหลักของพระพุทธศาสนานี้
มีไว้เพื่อสอนวิธีการดับทุกข์ทางใจเท่านั้น 
ไม่ได้สอนให้ไปร่ำรวย 
ให้ไปเจริญทางลาภยศสรรเสริญ 
ทางความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายแต่อย่างใด 
เพราะความเป็นจริงแล้ว 
ลาภยศสรรเสริญและความสุข
ทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้นี่แหละ
เป็นตัวที่สร้างความทุกข์ให้กับใจ 
ใจที่ไม่ฉลาดถ้าได้ไปสัมผัสกับลาภยศสรรเสริญสุขแล้ว 
ก็จะเกิดความอยาก เกิดอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น 
อยากจะให้เจริญในลาภยศสรรเสริญสุข
ไปตลอดเวลา โดยที่ไม่เห็นสภาพความเป็นจริง
ของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ว่าอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ 
ก็คือเป็นของที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน 
มีการเจริญได้ ก็มีการเสื่อมได้เป็นธรรมดา.. 
แล้วก็เป็นอนัตตา คือไม่เป็นสิ่งที่จะควบคุมบังคับ
ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใดได้ 
ถ้าผู้ใดมีความอยากให้สิ่งเหล่านี้
เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน 
เป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับ 
ก็จะเกิดความทุกข์ทรมานใจขึ้นมา 
นี่แหละเหตุของความทุกข์…

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by Darkmoon_Artfrom pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

แท้จริงแล้ว "ความสุข" ก็คือ "ความทุกข์"


แท้จริงแล้ว
"ความสุข" ก็คือ "ความทุกข์" ชนิดหนึ่ง
ยามไม่มี มันก็โหยหา ยามมี มันก็รู้สึกว่า
….. ไม่เคยมากพอ …..
"เห็น" เหมือนกัน แต่ .... "คิด" ไม่เหมือนกัน
จึง ทุกข์และสุข …. ต่างกัน

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by geralt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การฉีดวัคซีนให้กับใจ


การเจอความผิดหวังบ้างในชีวิต 
ก็เหมือนกับการฉีดวัคซีนให้กับใจ 
ทำให้รู้ว่าจะไม่เป็นไปตามความหวังเสมอไป 
คราวต่อไปก็จะไม่หวัง 
ถ้าหวังก็ไม่ยึดติดกับความหวังนั้น... 
สิ่งที่ควรมีไว้ในจิตใจ คือ "อนิจจสัญญา" 
ความรู้เกี่ยวกับความไม่เที่ยงแท้แน่นอน
ของสิ่งต่างๆ ในโลกนี้

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by kalhh from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เป็นการเสพความทุกข์


ความสุขที่ได้รับจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ 
เป็นความสุขที่ปนไปด้วยความอยาก 
เมื่อเสพแล้ว แทนที่จะเกิดความอิ่มความพอ 
ก็จะเกิดความอยาก ที่จะเสพเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ 
เมื่อมีความอยากขึ้นมากไปเรื่อยๆ 
ก็จะมีความทุกข์เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ 
เพราะความอยากนี้เป็นต้นเหตุของความทุกข์ใจ 
ดังนั้นการเสพความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย 
จึงไม่ได้เป็นการเสพความสุข 
แต่เป็นการเสพความทุกข์

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by merlinlightpainting from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เป็นเพียงเสียง


เราไปบังคับลมพัด
บังคับเสียงจักจั่นได้หรือไม่
เขาเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
คนที่ด่าเรา..ก็มีเหตุมีปัจจัย 
ทําให้เขาด่า
คนที่ชม..ก็มีเหตุมีปัจจัย 
ทําให้เขาชม “ก็เท่านั้น”
ชมแล้วก็ผ่านไป ..ด่าแล้วก็ผ่านไป
“เป็นเพียงเสียง”
ไม่เป็นปัญหา..ถ้าฟังด้วยธรรม
ฟังด้วยเหตุด้วยผล ฟังด้วยปัญญา
“เป็นไตรลักษณ์หมด”
มีเกิด มีดับ อนัตตา ..
ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by pixel2013 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

 

คิดปรุงแต่ง-สักแต่ว่ารู้


ใจนี้มีสองส่วน 
ส่วนหนึ่งเราเรียกว่า คิดปรุงแต่ง 
อีกส่วนหนึ่งคือ สักแต่ว่ารู้ 
เวลาหยุดคิดปรุงแต่ง 
เราก็จะ สักแต่ว่ารู้ 
ใจก็จะรู้เฉยๆ 
รู้โดยไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ 
รู้โดยไม่คิดอยาก
ให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ 
ให้รู้เฉยๆ การรู้เฉยๆ นี้
เป็นภาวะ ที่ทำให้ใจไม่มีความทุกข์ 
ถ้าใจไปรู้ตามความคิดปรุงแต่ง 
ใจมักจะคิดไปในทางสร้างความทุกข์ให้แก่ใจ

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by Dannysee from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



"ตัดความผูกพัน" ที่จำเป็น "ต้องตัด"


"ตัดความผูกพัน" ที่จำเป็น "ต้องตัด" 
เพราะไม่ตัดวันนี้ วันหน้าก็จะต้องถูกตัดอยู่ดี! 
เพราะหลักของความเป็นจริงคือ 
"เราจะต้องพลัดพรากจากกันในที่สุด"
การพลัดพรากแบบที่ธรรมชาติบังคับ
มันเป็นการพลัดพรากอย่างทุกข์ทรมาน
แต่ถ้าพลัดพรากแบบที่พร้อมจะพลัดพราก
จะเป็นการพลัดพรากกันอย่างสุขสบายใจ
ที่จำเป็น "ต้องตัด" ไม่ได้หมายความว่า
ไม่มีความเมตตาต่อกัน
เพียงแต่ไม่มีความยึดติดอยู่กับบุคคลต่างๆ
เพราะรู้ว่าไม่ช้าก็เร็ว
เราจะต้องแยกกันไปคนละทิศคนละทาง..

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความสุขที่แท้จริง เกิดจากความไม่อยาก


ความสุขที่แท้จริง เกิดจากความไม่อยาก 
แต่ความอยากมันสร้างความรู้สึกว่า 
ต้องได้สิ่งที่อยากถึงจะได้ความสุข 
ถ้าไม่ได้สิ่งที่อยากแล้วจะได้ความทุกข์ 
มันทุกข์จริงอยู่เมื่อเวลาที่ไม่ได้สิ่งที่อยาก 
แต่ถ้าเราทนไปได้ เดี๋ยวความอยากมันก็หายไปเอง 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by aakash gupta from pexels

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


มีแต่จะสลัดทิ้งไปปล่อยวางไป


การปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนานี้.. 
มีแต่จะสลัดทิ้งไปปล่อยวางไป
เพราะว่าเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นเอง 
อนิจจัง ก็คือเป็นความสุขชั่วคราว 
อนัตตา ก็คือไม่อยู่ภายใต้คำสั่งของเรา 
ถ้าเราไปอยากให้เขาไม่เสื่อม
อยากให้เขาอยู่กับเราไปตลอด 
เราก็จะต้องเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา 
แต่ถ้าเราปล่อยเขาไป ไม่ต้องการเขา 
เขาจะอยู่ก็ปล่อยเขาอยู่ไป 
เขาจะไปก็ปล่อยเขาไป ต่างฝ่ายต่างอยู่กัน 
ถ้ายังอยู่ด้วยกัน ก็อยู่ด้วยกันไปแบบไม่มีความอยาก
ให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ 
ใจก็จะว่างจากเขาไป ใจว่างใจก็จะเกิดความสุขขึ้นมา 
จะไม่ทุกข์กับการเจริญกับการเสื่อมของเขา 
เขาจะเจริญก็สักแต่ว่ารู้ไป เขาจะเสื่อมก็สักแต่ว่ารู้ไป
ขอให้สักแต่ว่ารู้ กับทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้น 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by Yumu123 from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ผู้มีสติปัญญาย่อมรู้จัก...การวางเฉย


ผู้มีสติปัญญาย่อมรู้จัก...การวางเฉย
การปล่อยวาง รู้จักคำว่าช่างมัน ไม่เดือดร้อน
ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็ไม่เดือดร้อน
ช่างมันเสียบ้าง
เรื่องไหนพอจะทำได้ แก้ไขได้
ก็ทำไป แก้ไขไป
แต่อย่าไปคิดว่าจะแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างได้
แม้แต่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์
ท่านยังไม่แก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างเลย
แม้แต่ชีวิตของท่าน ท่านยังไม่แก้ไขเลย
ท่านปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
ไม่สบาย มียากินก็กินไป หายก็หายไป
ไม่หายก็ยอมรับตามความเป็นจริง"

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by Pezibear from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



นิพพานัง ปรมัง สุญญัง


นิพพานัง ปรมัง สุญญัง
ความสุขระดับของพระนิพพานนี้ก็เกิดจาก...
▪การมีจิตที่ว่างจากทุกสิ่งทุกอย่าง 
▪ไม่ยึด ไม่ติด ไม่พึ่งพาอะไรต่างๆ มาเป็นเครื่องมือ ให้ความสุข 
▪ไม่ยึดไม่ติดกับลาภยศ สรรเสริญ กับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ 
▪ไม่ยึดไม่ติดกับ รูปเวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ 
ไม่ยึด ไม่ติดกับธรรมารมณ์ต่างๆที่มีอยู่ภายในจิตคือปล่อยวางหมด 
▪สลัดทิ้งไปหมด จึงทำให้ใจนี้ว่างเต็มร้อย
พอใจว่างเต็มร้อยเป็นปรมัง สุญญัง 
ใจก็จะเป็นปรมัง สุขัง เป็นบรมสุขขึ้นมา

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
Image by geralt on pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





อย่าไปอยากให้มันสุขไปตลอด


จิตมันติดกับร่างกาย เหมือนมีกาวตราช้างยึดติดไว้..
อย่าไปอยากให้มันสุขไปตลอด 
ถ้าอยากก็จะสร้างความทุกข์ซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง..
ทุกข์ที่เกิดจากสมุทัย ความอยาก หรือไม่อยาก..
..เกิดจากอุปาทานความยึดติด 
ถ้าไม่มีธรรมะ จะมีทุกข์นี้ซ้อนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว 
เป็นทุกข์ที่ทรมานรุนแรง 
มากกว่าทุกข์ที่เกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วยของร่างกาย.. 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

 ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

วิ่งหาสุข คือวิ่งหาทุกข์


ทุกครั้งที่เราวิ่งเข้าหาความสุข 
เราก็วิ่งเข้าหาความทุกข์กัน
พอเจอความทุกข์ เราก็วิ่งหนีความทุกข์
เพื่อจะไปหาความสุขใหม่ 
ก็วิ่งเข้าไปหาความทุกข์ใหม่อีก
เพราะความสุขที่เราเข้าใจว่า
เป็นความสุขนั้น ความจริงแล้ว..
"เป็นความทุกข์"
ที่เป็นความทุกข์ก็เพราะว่า 
"ไม่เที่ยงแท้แน่นอน"
ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับของเรา 
เวลาเราได้มา เราก็ไม่สามารถที่จะสั่ง 
ให้สิ่งที่เราได้มา ความสุขที่เราได้มานั้น
อยู่กับเราไปตลอด ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง...

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



คนที่จะก้าวหน้าในธรรมอยู่ที่สติเป็นหลัก



คนที่จะก้าวหน้าในธรรมนี้อยู่ที่สติเป็นหลัก 
ใครมีสติแล้วนี้จะหลุดพ้นได้อย่างง่ายและรวดเร็ว 
แต่ถ้าไม่มีสตินี้ จะไม่มีวันที่จะหลุดพ้นได้เลย 
ดังนั้นผู้ปฏิบัติจึงจำเป็นจะต้องหมั่นเจริญสติอยู่เรื่อยๆ 
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนจะทำอะไร 
อย่ามาเจริญสติเฉพาะเวลาที่นั่งสมาธิ 
เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะไม่มีกำลัง
ที่ๆจะหยุดความคิดปรุงเเต่งได้..


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การเป็นพระอรหันต์หยุดความอยากได้ก็พอ



พระอรหันต์บางรูป เช่น หลวงปู่มั่นนี้
ท่านก็มีเทวดามาฟังเทศน์ฟังธรรมกับท่าน
ท่านสามารถติดต่อกับเทวดาได้
แต่พระอรหันต์ไม่ทุกรูปที่มีพลังจิต
สามารถติดต่อกับกายทิพย์ได้
แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับการปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น
เพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์
เพราะการจะบรรลุหลุดพ้นให้เป็นพระอรหันต์นี้
ไม่จำเป็นที่จะต้องมีพลังจิต ติดต่อกับกายทิพย์ได้
เพียงแต่มีพลังที่จะหยุดความอยากได้เท่านั้นเอง
ทำให้จิตรวมเป็นอุเบกขาได้เท่านั้นก็พอ

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




ให้กลัวเสียมรรค ผล นิพพาน มากกว่ากลัวเสียเพื่อน



พื่อนของเราส่วนใหญ่
มักจะเป็นศัตรูในคราบของเพื่อนโดยที่เราไม่รู้สึกตัว
เขาจะชวนเราไปทางลาภ ยศ สรรเสริญ
ไปหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งเราเองก็มีความยินดีอยู่แล้ว
พอมีใครมาชวนไปในทางนี้ก็เลยมีข้ออ้างทันทีว่ากลัวจะเสียเพื่อน
ยินดีที่จะเสียมรรค ผล นิพพาน
มรรค ผล นิพพาน นี้ถ้าได้มาแล้วมันจะเป็นของที่อยู่กับเราอย่างถาวร
แต่เพื่อนที่เรากลัวจะเสียนี้ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องตายจากกันอยู่ดี
แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรในทางธรรมเลย 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เราไม่มีปัญญา มองไม่เห็น เราเลยหลงกัน



ร่างกายของเราก็เป็นการรวมตัวของธาตุทั้ง ๔ คือดิน น้ำ ลม ไฟ 
แล้ววันหนึ่งร่างกายนี้ก็จะละลายไปเหมือนน้ำแข็ง..
เราจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งเหล่านี้ว่า เป็นตัวเราเป็นของเรา 
เพราะถ้าเรายึดแล้ว มันจะทำให้เราอยากให้มันอยู่กับเรา 
แล้วพอเราอยากแล้ว มันจะทำให้เราทุกข์..
ร่างกายคนอื่นจะตาย เราทุกข์หรือเปล่า..
ตายก็ตายไปสิเรื่องของเขา ใช่ไหม 
ร่างกายที่เราคิดว่าเป็นตัวเราของเรา
ก็เหมือนกันกับร่างกายของคนอื่น ไม่ได้เป็นของเรา 
แต่เราไม่มีปัญญา มองไม่เห็น เราเลยหลงกัน 
ไปยึดไปติดกับร่างกาย แล้วก็อยากให้มันไม่ตาย ก็เลยทุกข์กัน 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

สุขของพระนิพพาน คือสิ่งที่วิเศษที่พระศาสนามอบให้เรา



สุขของพระนิพพาน สุขของจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ 
ผู้ปราศจากกิเลสความโลภ ความโกรธ ความหลงแล้ว 
เป็นสุขที่ไม่มีความทุกข์เจือปนอยู่เลย 
มีความสุขตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง 
ตลอดไม่มีที่สิ้นสุดเรียกว่า “ตลอดอนันตกาล”
นี่แหละคือสิ่งที่วิเศษที่พระศาสนา
จะมอบให้แก่เราได้

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา