แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลุงหวีด บัวเผื่อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลุงหวีด บัวเผื่อน แสดงบทความทั้งหมด

มันแค่ ตื่นเฉยๆ


สติ คือ ความระลึก รู้ตัวอยู่
การรู้ตัว ไม่ได้หมายความว่า 
เป็นการเอาสติไปไว้ที่ใดที่หนึ่งให้มันหนัก
มันแค่ ตื่นเฉยๆ ตื่นขึ้นมาเฉย ๆ 
จะทำอะไรอยู่ก็ได้ พูดจา หัวเราะ 
คุยกับเพื่อนฝูง ได้ทั้งนั้น
..
เราไม่ได้ไปคุมน่ะ ว่าเราจะไปเลือกแต่ของดี ๆ .. ไม่ใช่
เรารับได้ทั้งดีและชั่ว รับได้หมดเลย 
แต่ให้รู้ว่า มันคืออะไร เท่านั้นเอง
ไม่ได้ไปตำหนิ ว่าอันนั้นดี อันนั้นไม่ดี 
ไม่ติดดี ไม่ติดชั่ว
เสียงนั้นดี เสียงนี้ไม่ดี ฉันไม่ชอบ 
ฉันชอบแต่เสียงที่ฉันต้องการ ก็กลายเป็นกิเลสไป
ถ้าเราฟังสักแต่ว่าฟัง 
เราก็อยู่ตรงนั้น อย่างสบายๆ 
..
ไม่ว่าตรงนั้นดี ตรงนี้ชั่ว 
ตรงนี้ชอบ ตรงนี้ไม่ชอบ 
ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น
ไม่จำเป็นต้องไปประคับประคอง 
ให้ดีหรือชั่ว
ไม่จำเป็นต้องไปประคับประคอง 
ให้มันเงียบหรือไม่เงียบ 
ไม่ต้องคำนึงถึงตรงนั้น 
ให้คำนึงถึงเฉพาะ  
การรู้ตัวทั่วพร้อมของเราเท่านั้น
นอกนั้นไม่เกี่ยวเลย
..
เพราะสิ่งเหล่านั้น มันเป็นธรรมชาติ
เป็นไตรลักษณ์ของมันเอง อย่างนั้น
เดี๋ยวอารมณ์ดี อารมณ์ชั่ว 
อารมณ์พอใจ อารมณ์ไม่พอใจ 
เกิดๆ ดับๆ ของมันเองอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมดา
หากเราไปรังเกียจ ก็กลายเป็น กิเลส ทันทีเลย
..
ถ้าไปรัก ก็ติดอีก ติดดี ติดชั่ว สองตัวนี่แหละ
ซึ่งที่จริง ตามทางเดินแล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้น 
รับได้ตลอด ทั้งดีและชั่ว 
เป็นอย่างนั้นตลอด
..
ที่จริงเขาเหล่านั้น ก็ไม่ได้ดี ไม่ได้ชั่วอะไร 
มีแต่ใจของเราตัวเดียวที่ไปเที่ยวบอกว่า
อันนั้นดีอันนั้นชั่ว
จริงๆ แล้ว มันเป็นธรรมหมด 
ตอนนี้มันไม่สงบเลย อันนี้ก็เป็นธรรม 
ตอนนี้สงบจริงๆ มันก็เป็นธรรมอีก
แต่เป็นแต่ธรรมที่เกิดดับไม่เที่ยงแทัแน่นอน
หากเราไม่ติดตรงนี้ ก็เรียกว่าเราไม่ยึด 
เราไม่มีอุปาทานตรงนี้ 
เราก็สบาย อยู่อย่างสบาย ๆ 
...
ลุงหวีด บัวเผื่อน

Image by LN_Photoart from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เห็นตถาคต คือ การเห็นจิตที่บริสุทธิ์


ความเป็นกลาง ความสะอาด ความบริสุทธิ์นั้น
ก็หมายถึง จิตดวงนี้เอง
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ซึ่งก็คือ
การเห็นจิตที่บริสุทธิ์ ณ ปัจจุบันนั่นเอง
จิตที่บริสุทธิ์ จึงเป็นจิตที่อยู่นอกเหตุเหนือผล
เหนือสมมติ เหนือบัญญัติ
เหนือเกิด เหนือดับ
เรียกว่า เป็นวิมุติ
หมดภาระ หมดสิ้นการงาน
หมดคำพูด จึงหยุด
แล้วปล่อยคำว่าหยุดลงเสียด้วย

ลุงหวีด บัวเผื่อน

Image by rombout67 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

เมื่อไม่พบจิต ก็คือความหลง


ความดี ความไม่ดี ความชอบ ความไม่ชอบ
อะไรเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับจิต
มันเป็นสมมุติทั้งนั้น
ทั้งบุญ ทั้งบาป มันไม่เกี่ยวกันเลย 
การกระทำทั้งหมดไม่เกี่ยวกับจิต
ผิดหรือถูกไม่เกี่ยวกับจิตเลย....
เมื่อไม่พบจิต ก็คือความหลง
จะต้องเวียนเกิดเวียนตายอีก ไม่มีประมาณ....
แต่เมื่อเราพบจิต 
ภพทั้งหลายมันสั้นลงแล้ว

ลุงหวีด บัวเผื่อน

Image by TamalRoy from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

คำว่า "เรา" นี่แหละก็คือ อวิชชาตัวใหญ่


พระพุทธเจ้าต้องการให้เรารู้ตรงนี้เท่านั้น...
จิตตัวนี้มันไม่มีเราเป็นเจ้าของ
จิตมันจะเป็นอิสระจากขันธ์ทุกขันธ์
อย่างไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น
ปัญหาที่มีนั้นก็มีแต่เราเข้าไปเป็นเจ้าของจิต
พอมีเราเข้าไปเป็นเจ้าของจิตปุ๊บ
ทุกอย่างมันเป็นเราหมด
ไม่ว่าจะเป็นจิต เป็นรูป
เป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ความพอใจไม่พอใจอะไรต่างๆ
โลกทั้งโลกมันก็เป็นเราไปหมด
เพราะอะไร
ก็เพราะมันมีเราตัวเดียวเท่านั้น
คำว่า "เรา" นี่แหละก็คือ
อวิชชาตัวใหญ่

ลุงหวีด บัวเผื่อน

Image by Andhoj from pixabay

หนังสือจิตที่พ้นจากทุกข์

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จิตใจเราต่างหาก ที่ไปวุ่นวายกับเขา


ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็น "สิ่งถูกรู้" ทั้งนั้น
เราไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่ถูกรู้
เพราะสิ่งที่ถูกรู้นั้นไม่มีตัวตนเลย
เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
มีแค่รู้ เฉพาะที่รู้ของเรานี่แหละ 
รู้นี้รู้เดียวนอกนั้นไม่มี นอกนั้นไม่เป็นผู้รู้เลย
เป็นสิ่งที่เป็นไตรลักษณ์ทั้งหมด 
เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ของมันอย่างนั้น
ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดทั้งหมด
แม้แต่อารมณ์ต่างๆ ก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป 
.. ไม่ได้มาทำร้ายจิตใจเราเลยน่ะ
จิตใจเราต่างหาก ที่ไปวุ่นวายกับเขา
เพราะฉะนั้น เมื่อเราดับความวุ่นวาย
ของจิตเราได้มันก็สบาย 
ตัดภพตัดชาติไปได้เยอะเลย

ลุงหวีด บัวเผื่อน

Image by footiechic from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



สมาธิตัวละเอียด


เพียงเอาสติมารักษาผู้รู้ให้ต่อเนื่อง
ให้ระลึกได้อยู่ตลอดเวลาว่า
"เรามีผู้รู้อยู่นะ"
แล้วความสงบก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
จริงๆ ก็เป็นสมาธิอีกอย่างหนึ่ง
แทนที่จะเป็นสมาธิเพราะคำบริกรรม
หรือสิ่งภายนอกดับไป
ซึ่งนั่นเป็นสมาธิตัวหยาบ
แต่นี่เป็นสมาธิตัวละเอียด
คือภายนอกมีหมด
แต่ภายในนิ่งอยู่ รู้อยู่อย่างนั้น
สงบหรือไม่สงบก็รู้
เอาแค่รู้ ไม่เกี่ยวกับสงบหรือไม่สงบ

ลุงหวีด บัวเผื่อน

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ความว่างที่แท้จริง



เราไม่ต้องไปสงบความคิดเขาหรอก 
ความคิดเขาจะมีหรือไม่มี 
ใจของเราก็สงบเหมือนเดิม 
ข้างนอกมันมีหมด 
มีความคิดปรุงแต่งเกิดขึ้น 
แต่ข้างใน (ตัวจิต)มันสงบอยู่ 
อันนี้ถึงเป็นความว่างที่แท้จริง 
จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ความสงบของจิต 
กับสิ่งภายนอกเหล่านั้นเป็นคนละสิ่งกัน 
ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันเลย ถึงอยู่ด้วยกัน 
มันก็ไม่เกี่ยวข้องกัน 
เหมือน"น้ำกลิ้งบนใบบัว" 
ซึ่งไม่ติดกัน ไม่เกี่ยวเนื่องกัน 
"มันเป็นความว่างที่ไม่ไปกดไตรลักษณ์" 
ข้างนอกเขาก็เป็นไตรลักษณ์ของเขา 
คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป 
เราจะไปห้ามเสียงนี้ไม่ให้เกิด...ห้ามไม่ได้ 
จะไปห้ามอารมณ์ต่างๆ นั้น ไม่ให้มี...ไม่ได้ 
เพราะสิ่งนี้เป็นธรรมอันหนึ่ง 

ลุงหวีด บัวเผื่อน

Image by han2taiwan from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เมื่อเราไม่พบจิต


จิตเป็นของถาวรที่ไม่รู้จักสูญจักสิ้น...เป็นอมตะ 
เมื่อเราไม่พบจิตก็คิอ 
ความหลงที่เราจะต้องเวียนเกิดเวียนตายอีก ไม่มีประมาณ 
แต่เมื่อเราพบจิต ภพทั้งหลายมันสั้นลง 
จิตนี้ พ้นจากสภาวะของทุกข์โดยสิ้นเชิงมานาน เหลือเกินแล้ว 
แต่เราหลงมันไป....หลงไป...ไม่เอาจิต 
แต่ไปคว้าเอาสิ่งที่มันทุกข์ เป็นทุกข์ 
แล้วก็คิดว่าสิ่งนั้นคือเรา เป็นเรา เป็นของเรา

ลุงหวีด บัวเผื่อน

Image by DarkWorkX from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




ผู้ที่รู้จักธาตุรู้จะเป็นตัวของตัวเอง




เราเกิดมาไม่มีประมาณแต่เราไม่เคยเห็นตัวเองเลย 
มัวเข้าใจว่าตัวเอง คือ กาย เวทนา สัญญา สังขาร 
และวิญญาณ ซึ่งนั่นผิดทั้งหมด
เราคือธาตุรู้หรือจิตต่างหาก
ซึ่งก็คือความรู้สึกนั่นเอง ...

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า 
ให้ทวนกระแสเข้ามาสู่ภายใน 
เราจึงควรทวนกระแสเข้ามาภายใน
แล้วก็จะพบธาตุรู้หรือจิตได้ไม่ยาก
ธาตุรู้ ก็คือ ผู้หลับผู้ตื่นหรือตัวชีวิตหรือตัวเป็นโดยตรง 
ธาตุรู้ไม่มีตัวตน ไม่มีสีสัน 
ไม่มีนิมิตเครื่องหมายใดๆ 
ธาตุรู้เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เพราะไม่มีตัวตนแต่สามารถรู้สึกได้
ความแตกต่างระหว่างผู้ที่รู้จักธาตุรู้ กับผู้ที่ไม่รู้จักธาตุรู้ 
ก็คือ ผู้ที่รู้จักธาตุรู้แล้วนั้นจะเป็นตัวของตัวเอง 
สามารถควบคุมตัวเองได้ เพราะมีการรู้ตัวโดยตลอด 
ผู้ที่รู้จักธาตุรู้นั้นจะอยู่กับตัวเองเสมอ 
คือไม่ไหลไปตามความคิด สมมุติว่าเราอยู่จันทบุรี 
แล้วเราคิดไปที่ต่างจังหวัด กรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ 
ธาตุรู้นี้จะอยู่กับตัวเอง ไม่ลืมตัวเอง 
เพราะธาตุรู้กับตัวเองคืออันเดียวกัน
แต่ผู้ที่ไม่ได้อยู่กับธาตุรู้ เมื่อคิดไปต่างจังหวัด 
กรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ 
ธาตุรู้ก็จะลืมตัวเองและตามความคิดนั้นไปทุกหนทุกแห่ง 
นั่นหมายความว่าจิตไม่เป็นปัจจุบันธรรม 
เป็นจิตที่ขาดสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ที่ทำก่อนคิด 
จึงมักเป็นผู้ที่ผิดพลาดในการกระทำอยู่เสมอ


ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความว่างกับความสงบ


ความว่างกับความสงบแตกต่างกันตรงที่
ความสงบต้องไม่มีความคิด ไม่มีอารมณ์
ต้องมีการกำกับกำหนด
ให้มีแต่ความสงบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ส่วนความว่าง แม้ว่าจะมีความคิดหรือมีอารมณ์เกิดขึ้นบ้าง
แต่เมื่อย้อนดูจิตก็ยังว่างๆ อยู่ โดยไม่ต้องบังคับแต่อย่างใด
จิตที่ว่างจะเบากว่าจิตที่เป็นสมาธิ
เพราะไม่ต้องกำหนดหรือบังคับ
จึงเป็นจิตที่พร้อมจะเดินด้านปัญญาต่อไป
เพราะสามารถใช้สังขารความคิด
มาพิจารณาธรรมตามความจริงได้...

ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความเพียรที่ต้องฝึกให้เป็นนิสัย



การภาวนานั้น การรู้ตัวทั่วพร้อมสำคัญที่สุด
ก็คือการมีสติสัมปชัญญะ
คำว่าสติสัมปชัญญะนี้ ไม่ใช่สติของคนธรรมดาทั่วไป
แต่เป็นสติของนักปฏิบัติโดยตรง
สติคือตัวระลึก สัมปชัญญะคือการรู้ตัว
เราต้องมีสติให้มีการรู้ตัวอยู่ตลอด
การรู้ตัวนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาความรู้สึกนี้
ไปไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
เพียงแต่ให้มีความรู้สึกตื่นขึ้นที่ใจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
การตื่นนี้ตื่นเพื่ออะไร
ก็เพื่อคอยดูว่ามีสิ่งใดกระทบ
ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
เมื่อมีสิ่งกระทบแล้ว เรามีความรู้สึกอย่างไร
มีความโลภ ความโกรธหรือไม่
มีอารมณ์ดีชั่วเช่นไร
พิจารณาดูว่าอารมณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้น
เป็นคุณหรือเป็นโทษกับตนเองหรือไม่
ให้เราเห็นและพิจารณาใคร่ครวญเช่นนี้
อยู่ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง ยกเว้นหลับ
นี่คือความเพียร ที่เราต้องฝึกให้เป็นนิสัย
มีความเพียรเป็นหลักให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นยืน เดิน นั่ง นอน
หรือทำสิ่งอื่นใดอยู่ในอิริยาบถทั้ง ๔
นี่คือสติสัมปชัญญะ

ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ฆราวาสไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นเพียงความนึกคิด



...ที่ถือกันนักถือกันหนาว่า 
ฆราวาสไม่สามารถปฏิบัติให้ถึงมรรคผลนิพพานได้ 
อันนี้ก็ได้แต่นึกคิดกันไป คาดหมายกันไป 
คิดว่าคงจะถึงไม่ได้หรอก เพราะเราไม่ใช่พระ 
เรายังมีกิเลสเต็มตัว เรายังมีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบอยู่ 
มันก็ปรุงไป จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้มันเป็นความคิดเท่านั้นเอง 
เป็นความคิดที่กิเลสหลอกมา 
เป็นกิเลสตัวหนึ่งที่มันปั้นขึ้นมาเป่าหูเจ้าของว่า อย่าไปปฏิบัติเลย เกินบุญ 
มันเลยบุญวาสนาของฆราวาสที่จะทำอย่างนั้นได้ แล้วเราก็ไปเชื่อมันอีก 
แทนที่จะฉลาดขึ้นก็โง่ลงไปอีก 
หลอกเราให้ตกนรกหมกไหม้หมุนเวียนเปลี่ยนไปใน ๓ แดนนี้ 
จะทำความดี จะปฏิบัติพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง 
มันก็มาขวางกั้นซะ เหมือนกับตัดหนามมาขวางทางตัวเองอย่างนั้น 
ขุดบ่อขุดเหวมาขวางเราไว้ ด้วยความคิดนิดเดียวเท่านี้ 
มันก็สามารถปิดกั้นทางเดินของเราได้
นี่ก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ท่านพยายามจะแนะนำสั่งสอนเรา..

ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



พระไตรปิฎกที่แท้จริงอยู่ในใจของเรา



ความจริงพระไตรปิฎกมี ๒ ฉบับ
ฉบับที่เป็นสมมุติ คือ ฉบับที่เป็นแบบแปลนที่ท่านสอนไว้
อันนั้นน่ะเป็นเพียงแผนผังหรือแผนที่เท่านั้น
ให้เรามาหาตำราจริง หาพระไตรปิฎกที่แท้จริงที่อยู่ในใจของเรา..
เราอย่าทิ้งใจของเรา คอยดูแลว่าสิ่งใดจะมากระทบ ส่วนใดบ้าง
เมื่อกระทบแล้ว มีอาการใดเกิดขึ้นอีกบ้าง ทั้งดีทั้งชั่ว
ให้เรารู้เห็นตลอด ๒๔ ชั่วโมง ยกเว้นเวลาหลับสนิท
นี่คือพระไตรปิฎกฉบับดั้งเดิมขนานแท้
ที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนเรามา

ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

วางขันธ์ ๕ คือไม่มีเราเป็นเจ้าของ




คำว่าวางขันธ์ ๕ นี้ต้องเข้าใจว่า
ขันธ์ ๕ ทั้งหมด มันยังอยู่นะ
ทั้งรูปก็ยังอยู่ ทั้งเวทนาก็ยังอยู่
สัญญาก็ยังอยู่ สังขารก็ยังอยู่
วิญญาณก็ยังอยู่ แต่ว่ายังอยู่นั้นนะ
อยู่แบบเราปล่อยวาง
อยู่แบบปล่อย ก็คือ รู้เข้าใจว่า
ไม่มีเราเป็นเจ้าของ


ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การทำเพื่อตัวเองก็คือ ทาน ศีล ภาวนาเท่านั้น




ชั่วชีวิตที่เกิดมา 
มัวแต่มุ่งหน้าทำมาหากินอยู่ตลอด
..ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลย ทำเพื่อกายเท่านั้น
เพื่อกายพ่อ เพื่อกายแม่ เพื่อกายพี่ เพื่อกายน้อง
ไม่ได้ทำให้เราเองเลย ทั้งที่เหนื่อยแสนเหนื่อย...
การทำเพื่อตัวเองก็คือ ทาน ศีล ภาวนาเท่านั้น
ที่จะทำให้เราหมดภพหมดชาติ
ไม่ยึดถือภพไม่ยึดถือชาติ...


ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เราหลงไป...ไม่เอาจิต




จิตนี้ พ้นจากสภาวะของทุกข์โดยสิ้นเชิง
มานานเหลือเกินแล้ว
แต่เราหลงมันไป...หลงไป...ไม่เอาจิต
แต่ไปคว้าเอาสิ่งที่มันเป็นทุกข์
แล้วก็คิดว่าสิ่งนั้นคือเรา เป็นเรา เป็นของเรา

ลุงหวีด บัวเผื่อน

ติดตามหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์อีกมากได้ที่ : 
บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
https://www.facebook.com/Jaturataweep/

"รู้" ตัวเดียว ตัดภพตัดชาติ




เราเอา “รู้” ตัวเดียว
จับ รู้ ตัวเดียว ..
จับ รู้ ไว้ ..
เราก็ได้กำไรตั้งหลายอย่างแล้ว
อะไรเกิดขึ้น เราไม่จับเลย
ตัดภพตัดชาติไปตั้งมากมาย
จนไม่รู้จะคณานับอย่างไร

ลุงหวีด บัวเผื่อน

สงบก็รู้…จบ ไม่สงบก็รู้…จบ




ถ้าหากว่าเราสามารถทำจิตให้เป็นกลาง
ระหว่างความสงบและความไม่สงบ 
เราก็จะกลับมาหาใจของเราคือผู้รู้ 
ให้รู้แล้วจบ รู้แล้วจบ สงบก็รู้…จบ ไม่สงบก็รู้…จบ 
เมื่อจิตเป็นอย่างนี้ สภาวะปกติของจิตก็จะเกิดขึ้น ...
กลายเป็นว่าไม่สงบเราก็ปล่อย สงบเราก็ปล่อยวาง 
จึงไม่มีอะไรเป็นศัตรูกับอะไรทั้งนั้น 
หมดความปรารถนา หมดความต้องการ 
จึงรู้แล้ว “สักแต่ว่ารู้” เพราะไม่มีตัวตนของเราไปบังคับ 



ลุงหวีด บัวเผื่อน

การปิดอบายภูมินี้ไม่ใช่เรื่องยาก




อย่ามองว่า การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงมรรคผลนั้น
เป็นสิ่งที่สูงเกินไป ไม่เช่นนั้นมันก็บั่นทอนเราหมดว่า
เราไม่มีวาสนาบารมีที่จะไปถึงตรงนั้น
ความคิด มันหลอกเราเรื่อย ๆ ..
การปิดอบายภูมินี้ไม่ใช่เรื่องยาก
เพียงแต่เรามีสติปัญญา ให้รู้จักหา ผู้รู้ ให้เจอ
แล้วอยู่กับ ผู้รู้ ให้ได้ ๒๐ - ๓๐ % ในแต่ละวัน
แค่นี้ก็ปิดอบายภูมิแล้ว..

ลุงหวีด บัวเผื่อน

อยู่กับผู้รู้ คือการปฏิบัติธรรม




การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องจริงๆ ก็คือ อยู่กับผู้รู้ 
และจะทำอะไร ทำได้ทั้งนั้น 
อย่างหลวงปู่เจี๊ยะ ท่านตีขวานตีเหล็ก ตีทั้งวันๆ ตีเพื่ออะไร 
ถึงอย่างไรก็อย่าให้ขาด อย่าให้สติขาดจากผู้รู้ 
อันนั้นเป็นพอแล้ว เป็นพอเลย 
นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม พร้อมไปกับการปฏิบัติทางโลก 
ก็คือ เราไม่ได้แยก อันนี้ทางโลก อันนี้ทางธรรม...


ลุงหวีด บัวเผื่อน