แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงบทความทั้งหมด

ปฏิบัติก็คือ


ปฏิบัติก็คือ
จิตมีความสุข ก็รู้
จิตมีความทุกข์ ก็รู้
จิตเฉยๆ ก็รู้
แค่นี้ก็เรียกว่าปฏิบัติแล้ว
เฝ้ารู้เฝ้าดูไป
คนทั้งหลาย
มัวแต่สนใจในรูป ในเสียง
ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสทางกาย
หรือในเรื่องราวที่คิด
อย่างคิดอะไรเพลินๆ
ใจมันก็มีความสุขขึ้นมา
อย่างคนแก่นะคิดถึงอดีต มีความสุข
เด็กๆ ก็ฝันเฟื่องไปถึงอนาคต
แล้วมีความสุข
โตขึ้นเราจะเป็นนักบินอวกาศ
จะเป็นโน่น จะเป็นนี่
(คิด) เพลินไป มีความสุข
มันไม่ได้ย้อนมาดูว่าตอนนี้
จิตสุข หรือจิตทุกข์ หรือเฉยๆ
ถ้าย้อนมาสังเกตเรื่อยๆ นะ
ต่อไปมันก็จะเห็นเลย
จิตสุขก็ไม่เที่ยง จิตทุกข์ก็ไม่เที่ยง
จิตเฉยๆ ก็ไม่เที่ยง
จิตสุข เราก็สั่งให้มันสุขอย่างนี้ตลอด
ก็สั่งไม่ได้
จิตทุกข์ เราห้ามมันทุกข์ ก็ไม่ได้
จิตเฉยๆ เราจะไปสั่งให้มันสุข
ให้มันทุกข์อะไรขึ้นมา
อย่าเฉยนาน อะไรอย่างนี้ มันก็ห้ามไม่ได้
เฝ้ารู้เฝ้าดูไปนะ
จนเห็นความจริง (ว่า) จิตมันเป็นอนัตตา
มันสั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้
ไม่อยู่ในอำนาจของเราที่จะสั่งตามใจชอบ
เฝ้าดูไปนะจะเห็นว่า
เฝ้าดูแค่เวทนา (ทางใจ) ๓ ตัวนี้แหละ
สุดท้ายมันก็จะเห็นจิตเอง
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ ดูไปเรื่อยๆ
มันจะเข้าใจธรรมะขึ้นมา
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

30 เม.ย.69


 

วิธีเอาชนะทุกข์ใจ



สิ่งที่ชาวพุทธเราเรียน
จุดสูงสุดก็เรียนรู้ชีวิตตัวเอง
ทำความเข้าใจกับชีวิตของตัวเอง
ความทุกข์อันนี้หมายถึง
ความทุกข์ทางใจของเรา
ส่วนความทุกข์ทางร่างกาย มันเป็นเรื่องปกติ
ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องทุกข์
ส่วนความทุกข์ทางใจเป็นสิ่งที่เราเอาชนะได้
วิธีเอาชนะก็คือ
การเรียนรู้ความจริงของชีวิตตัวเอง
สิ่งที่เป็นตัวเราเขา
ประกอบด้วยร่างกายกับจิตใจ
แล้วเราก็เรียนรู้ความจริง
ของร่างกายของจิตใจไป
ความจริงของร่างกาย ต้องแก่
ต้องเจ็บ ต้องตาย
ความจริงของจิตใจ
ต้องสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง ใจยอมรับได้
รู้สึกว่าธรรมดามันเป็นอย่างนี้ล่ะ
พอเรายอมรับธรรมดาได้
ก็คือเราเห็นธรรมะแล้ว
เรียกว่าเราเห็นธรรมะแล้ว
พอใจยอมรับธรรมดาได้
ใจจะไม่เกิดความอยาก มันจะอยากทำไม
อยากไม่แก่อย่างนี้ อยากไปแล้วก็ป่วยการ
อย่างไรมันก็แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย
อย่างไรมันก็หนีไม่ได้
อยากไปก็เหนื่อยเปล่าๆ ทุกข์เปล่าๆ
เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธ
ไม่ใช่ศาสนามองโลกแง่ร้าย
แต่สอนให้เราดูความจริงของชีวิตเราจริงๆ
ทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ
ถ้าเราเข้าใจธรรมดาของร่างกาย
ธรรมดาของจิตใจ
นั่นล่ะคือการเข้าใจธรรมะ
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
30 มกราคม 2569
ที่มา MindfulnessfortheWisdom
Image by geralt from pixabay

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

9 มี.ค.69


 

ความจริงของขันธ์ 5


ความจริง 3 ระดับ
พอภาวนา สุดท้ายเราก็จะรู้
ความจริงของขันธ์ 5
ความจริงเบื้องต้นคือ
มันไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มี
ความจริงขั้นกลางก็คือ
ร่างกายนี้เป็นตัวทุกข์
ความจริงขั้นท้ายก็คือ
จิตนั้นเป็นตัวทุกข์
ความจริง 3 ระดับ
ถ้าเข้าใจความจริงสุดขีดเรียกว่า
รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ 4 แล้ว
จิตก็จะไม่เข้าไปรวมกับอารมณ์อีกต่อไป
จิตไม่เสวยอารมณ์
จิตรู้อารมณ์แต่ไม่เข้าไปเสพอารมณ์
ฉะนั้น จิตพวกเรา
สังเกตไหมมันจะวิ่งเข้าไปเสพอารมณ์
เวลารู้อะไรมันจะไหลเข้าไปเกาะตรงนั้น
มีตัณหา มีอุปาทาน
แล้วก็ไปเสพอารมณ์อยู่ตรงนั้น
ถ้าภาวนาสุดขีด
จิตมันไม่เสพอารมณ์ มันรู้
จิตชนิดนี้ ตำราเขาเรียกว่า มหากิริยาจิต
ของเรามันเป็นกุศลจิต อกุศลจิต
แต่ของพระอรหันต์ท่านเป็นกิริยาจิต
คือจิตที่ไม่เสพอารมณ์ รู้เห็นไปเท่านั้นเอง
บอกแผนที่อันนี้ไว้ให้ทรงจำไว้
หรือไม่ก็เวลาเขาเอาไปขึ้นยูทูป
ขึ้นอะไรเซฟเอาไว้
วันหนึ่งข้างหน้าจะได้ใช้
เพราะว่าต่อไปไม่มีใครสอนหรอก
.
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
20 กรกฎาคม 2568
รับฟังเพิ่มเติมได้ที่ https://youtu.be/uHT4CkGeZlU?si=yM5cgw9pZhVNq5sY

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

2 ก.พ.69


 

ไม่ได้ยากเลยนะ


...ไม่ได้ยากเลยนะ
ที่จะพัฒนาจิตใจ ให้บรรลุอริยธรรม
แค่เราเห็นความจริง
แค่จิตยอมรับความจริง
ว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับไป
ทุกอย่างในกาย เกิดแล้วดับ
ทุกอย่างในใจ เกิดแล้วดับ
แค่นี้เอง ทำไมทำไม่ได้
ที่ทำไม่ได้ ก็เพราะว่า
เราลืมกายลืมใจของเราทั้งวัน
เราไปหลงโลกภายนอก
เรามัวแต่สนใจสิ่งภายนอก
เราไม่ย้อนมาที่ตัวเอง
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69


 

ร่างกายเหมือนงูเห่า


ร่างกายเหมือนงูเห่า
"ร่างกายนี้ที่เรารักเราหวงแหน
เหมือนเรากำลังกอดงูเห่าอยู่
ตอนงูเห่ามันอารมณ์ดี มันก็ไม่ว่าอะไรเรา
อารมณ์ร้ายมันก็กัดเรา
ร่างกายนี้ตอนมันยังไม่เจ็บป่วย
เราก็รู้สึก แหมดี ยังหนุ่มยังสาวจะรู้สึกดี
พอเจ็บป่วยพอแก่
คราวนี้ร่างกายที่เราอุตส่าห์เลี้ยงอย่างดี
ประคบประหงมอย่างดี
ตื่นเช้าขึ้นมา พาไปอาบน้ำ พาไปอึไปฉี่
พาไปกินข้าว เลี้ยงดูอย่างดี
หาเสื้อผ้าสวยๆ มาให้ใส่
หารถยนต์มาให้มันนั่ง ปรนนิบัติดูแลอย่างดี
เหมือนเราเลี้ยงงูเห่าไว้ตัวหนึ่ง เลี้ยงดูอย่างดี
มันก็ยังไม่อาละวาด ถึงจุดหนึ่งมันก็อาละวาด
ร่างกายนี้มันก็อาละวาดเราแล้ว
มันแก่ มันเจ็บ มันตาย ดูลงไปเรื่อยๆ
ร่างกายไม่ใช่ของดีหรอก
เหมือนเราเลี้ยงงูเห่าอยู่ทั้งตัว
อย่างไรวันหนึ่งก็ต้องกัดเราแน่นอน
พอเห็นอย่างนี้ มันก็เบื่อร่างกาย
ร่างกายไม่ใช่ของดี ของวิเศษ
.
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
13 สิงหาคม 2566
รับฟังเพิ่มเติม
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

5 ม.ค.69


 

ความปรุงแต่งเป็นตัวร้ายกาจ


ความปรุงแต่งเป็นตัวร้ายกาจ
ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น
ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส
ตรงที่กระทบตรงนั้นไม่มีบุญไม่มีบาป เฉยๆ
มาเกิดกุศลอกุศลก็เกิดที่จิต
ตัวที่จะทำให้เราทุกข์
เลยไม่ใช่แค่ตามองเห็น หูได้ยิน
.
ตัวที่ทำให้เราทุกข์ก็คือตัวจิตนั้นมันปรุง
ปรุงแบบนี้มีความทุกข์ ปรุงแบบนี้มีความสุข
ปรุงอย่างนี้เป็นกุศล ปรุงอย่างนี้เป็นอกุศล
ปรุงแต่งทั้งวัน
.
ความปรุงแต่งนี้เป็นตัวร้ายกาจ
ลึกลงไปถึงที่สุดรากเหง้าของความปรุงแต่ง
ก็คือตัวอวิชชา
เราไม่รู้ความจริงของธาตุของขันธ์
เราเลยเกิดความเกิดขึ้นมา มีชีวิตขึ้นมา
มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจขึ้นมา
.
ทีนี้มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แล้วไปกระทบอารมณ์อีก
จะห้ามการกระทบอารมณ์ห้ามไม่ได้
มีตาก็ต้องเห็นรูป มีหูก็ต้องได้ยินเสียง
มีจมูกก็ต้องได้กลิ่น มีลิ้นก็ต้องรู้รส
มีใจกระทบธรรมารมณ์ทั้งหลาย
โดยเฉพาะเรื่องราวที่ใจเราคิดขึ้นมา
เราห้ามไม่ได้
.
แต่พอมันกระทบอารมณ์แล้ว
ถ้าสติเราว่องไวพอ
ก็จบตรงที่การกระทบอารมณ์ ไม่ปรุงต่อ
ถ้าสติเราไม่ไวพอ ก็จะเกิดความปรุงแต่งต่อ
.
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
15 ตุลาคม 2566
ภาพ The Bridge towards Awareness

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

7 พ.ย.68 


 

ไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรคผลได้หรอก


ไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรคผลได้หรอก
จิตบรรลุของจิตเอง
เมื่อจิตมีศีล สมาธิ ปัญญาแก่รอบ
ปัญญาแก่รอบคือเห็นอริยสัจนั่นล่ะ
เห็นอริยสัจก็คืออะไร
เห็นขันธ์ 5 นี้คือตัวทุกข์
ถ้าเห็นอย่างนี้ จิตก็ไม่หยิบฉวยขันธ์ 5 ขึ้นมา
ไม่มีการปล่อยวาง
ไม่ได้เกิดการปล่อยวางอะไรทั้งสิ้นเลย
.
จิตมันไม่ไปหยิบฉวยภาระขึ้นมา
ก็ไม่ต้องปล่อย
ไม่หยิบก็ไม่ต้องปล่อย
ถ้าหยิบก็ยังต้องปล่อย
ที่หยิบเพราะอะไร
เพราะโง่ ไม่เห็นอริยสัจ
ไม่รู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็หยิบขึ้นมา
เดี๋ยวพอดูไปๆ
มันเป็นไตรลักษณ์ก็ปล่อย เดี๋ยวก็หยิบอีก
.
เพราะฉะนั้นอยากปล่อยเด็ดขาด
ไม่ใช่หาทางปล่อย ไม่ใช่ฝึกจิตให้ว่าง
ฝึกจิตให้ว่างก็คือความปรุงแต่ง
เรียกอเนญชาภิสังขาร
ความปรุงแต่งมี 3 แบบ
ปรุงชั่วเรียกอปุญญาภิสังขาร
ปรุงดีเรียกปุญญาภิสังขาร
พยายามจะไม่ปรุงเรียกอเนญชาภิสังขาร
อย่างพยายามทำจิตว่างๆ
อันนี้เป็นอเนญชาภิสังขาร
.
จะพ้นสังขารได้ต้องทำลายอวิชชา
เรียนรู้ลงมาที่กาย เรียนรู้ลงมาที่จิตใจ
เรียนรู้จนเห็นว่าจริงๆ
กายนี้คือตัวทุกข์ จิตนี้คือตัวทุกข์
แล้วเขาวางของเขาเอง
ที่เขาวางของเขาเอง
เพราะเขาไม่หยิบฉวยขึ้นมา
การวางอันนี้ไม่เหมือนเวลาที่เราปฏิบัติ
เรายึดแล้วปล่อย ยึดแล้วปล่อย
แต่ตรงที่จิตรู้แจ้งแทงตลอด
มันวางในขณะที่รู้แจ้งแทงตลอดเลย
ในขณะจิตนั้นเลย
เพราะฉะนั้นรู้ทุกข์เมื่อไร
ก็ละสมุทัยเมื่อนั้น
ละสมุทัยเมื่อไร
ก็แจ้งนิโรธเมื่อนั้น
แจ้งนิโรธเมื่อไร
มรรคก็เจริญขึ้นเมื่อนั้น
.
อันแรกเลย การปฏิบัติยากหรือง่าย
การปฏิบัติจะยากหรือง่าย
อยู่ที่ตัวเราเองต่างหาก
ถ้าเราสะสมมาน้อยมันก็ยาก
ถ้าทำมาเยอะแล้วมันก็ง่าย
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติจะบอกว่าง่ายหรือยาก
อันนั้นยังไม่ชัดเจน พูดยังไม่ครอบคลุม
ฉะนั้นจริงๆ มันไม่ใช่ยาก หรือมันไม่ได้ง่าย
มันอยู่ที่เราสะสมมาได้แค่ไหน
แล้วการปฏิบัติก็ไม่มีอะไรหรอก
เรียนรู้กาย เรียนรู้ใจของตัวเองไป
แล้วเรียนไปตามลำดับ ตามขั้นตามตอนไป
.
อย่างเราภาวนาไม่ต้องไปคิดหรอก
ว่าทำอย่างไรจะปล่อยวางจิตได้
ก็ปล่อยวางกายยังไม่ได้เลย
จะไปปล่อยวางจิตได้อย่างไร
หรือยังละสักกายทิฏฐิ
ละความเห็นผิดว่าตัวเรามีอยู่
ละตัวนี้ไม่ได้
ยังไม่ต้องไปพูดเรื่อง
การปล่อยวางร่างกายหรอก
เรายังหลงผิดว่าเรายังมีตัวเราอยู่เลย
.
เพราะฉะนั้นสู้ไปตามลำดับ
เป้าหมายแรกที่เราต้องสู้
สู้กับความเห็นผิดของตัวเอง
ที่ว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ
สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา
ก็คือรูปนาม คือกาย คือใจ คือขันธ์ 5 นั่นเอง
เรียนรู้ลงที่กายแล้วก็เห็น
ร่างกายก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์
ไม่มีตัวตนถาวร
สุขทุกข์ ดีชั่ว หรือกระทั่งตัวจิต
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ก็ไม่มีตัวตนถาวร
เอาตรงนี้ก่อน ไม่ต้องข้ามขั้นไปถึงว่า
ทำอย่างไรจะปล่อยวางร่างกายได้
ทำอย่างไรจะปล่อยวางจิตได้เด็ดขาด
เรียกสู้ไปตามลำดับ
.
ถ้าอยู่ๆ กระโดดเลย ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง
มีวิธีอันหนึ่งก็คือทำจิตให้ว่าง
ทำจิตให้ว่างก็เหมือนกับไม่ได้ยึดถืออะไรเลย
แต่จริงๆ คือยึดถือจิตที่ว่างนั่นล่ะ
เพราะฉะนั้นเรียนอย่าข้ามขั้น
ทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน
บรรลุเมื่อไรไม่ใช่หน้าที่ของเรา
หน้าที่ของเราทำเหตุ
เจริญสติเจริญปัญญาเรื่อยไป
.
ถ้าเหตุสมบูรณ์แล้วผลมันก็มาเอง
รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไร มันก็ละสมุทัย
มันก็เข้าถึงพระนิพพานในขณะเดียวเลย
เกิดขึ้นพร้อมๆ กันเลย
ฉะนั้นค่อยๆ ฝึก ไม่ต้องรีบร้อนหรอก
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

15 ต.ค.68