คนส่วนใหญ่


คนส่วนใหญ่กำลังยุ่ง
กับการตกแต่งกรง
ที่ตนเองสามารถหนีออกมาได้
Most people are busy decorating cages they could have escaped.
กลุ่ม Non-duality

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

สัมมาทิฏฐิ


สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบ
ส่งผลให้เกิดการกระทำชอบ
การพูดชอบ การดำรงชีพชอบ
ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ
ความตั้งมั่นชอบ...
สัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่การที่เรา
เป็นบุคคลผู้ที่ตื่นรู้ และหลุดพ้น
แต่คือ...การที่ความเห็น
ว่า "มีตัวเรา" ค่อยๆ หายไป
พระอาจารย์สุเมโธ
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

จะรู้ได้ยังไงว่าก้าวหน้าแล้ว


ท่านอาจารย์ ผมจะรู้ได้ยังไงครับ
ว่าผมก้าวหน้าแล้ว
เธอจะรู้ได้เมื่อสิ่งที่เคยทำให้เธอเป็นบ้า
มันทำให้เธอหัวเราะได้ตอนนี้
Master, how will I know if I'm making any progress?
You know it when, what once made you mad, now makes you laugh.
จากกลุ่ม ZEN

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

ธรรมะหลวงพ่อสนอง


ธรรมะหลวงพ่อสนอง
โดยคุณ Visakha Busha
#ธรรมะหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ ที่นำมานี้มีพลังมาก เพราะท่านจับ “หัวใจของการปฏิบัติ” ได้อย่างตรงที่สุด—เมื่อใจหยุดอดีต ไม่สร้างอนาคต ไม่คิดปรุงแต่ง ใจจึงว่าง โปร่ง เบา และรู้สึกได้ทันทีว่า ทุกข์มีทางพ้นจริง ๆ
🌿 ความว่างที่หลวงพ่อพูดถึง ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่คือความเต็มบริบูรณ์
หลวงพ่อสนองไม่ได้ชี้ให้เราหนีโลก หรือทำใจให้ว่างแบบเหม่อลอย แต่ท่านหมายถึงความว่างจากสิ่งที่ถ่วงใจ เช่น
- ความจำเก่า
- ความคาดหวัง
- ความฟุ้งซ่าน
- ความอยากจะเป็นอะไรสักอย่าง
เมื่อสิ่งเหล่านี้หยุดลงแม้เพียงชั่วครู่ ใจจะเผยสภาพเดิมแท้ของมัน—สว่าง เบา และเป็นอิสระ
นี่คือ “สุขที่สุดในโลก” ที่ท่านว่า เพราะเป็นสุขที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอกเลย
🍃 ทำไมช่วงว่างแบบนี้เราทำได้ยาก?
เพราะใจเรามีความเคยชินที่จะ “คิด” ตลอดเวลา
เหมือนลิงที่ไม่เคยหยุดกระโดด
เหมือนลมที่ไม่เคยหยุดพัด
หลวงพ่อจึงสอนให้รู้ทันความคิด ไม่ใช่ไปห้ามมัน
เพียงแค่รู้ว่า “คิดแล้ว”
ความคิดก็จะดับไปเอง
เหมือนคนรู้ทันขโมย ขโมยก็ทำงานไม่ได้
🔥 เมื่อใจว่างแม้เพียงครั้งเดียว จะเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า
หลวงพ่อสนองพูดชัดว่า
> “ถ้าวันหนึ่งเราทำได้ครั้งหนึ่ง เราก็จะเป็นสุขที่สุดในโลก”
เพราะการได้สัมผัสความว่างแม้เพียงเสี้ยววินาที จะทำให้เราเห็นว่า
- ทุกข์ไม่ใช่ของจริง
- ความคิดไม่ใช่ตัวเรา
- ใจนี้มีศักยภาพสูงกว่าที่เคยรู้
- นิพพานไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม
นี่คือศรัทธาที่เกิดจากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่ความเชื่อจากคำบอกเล่า
🌼 วิธีปฏิบัติให้เข้าถึง “ช่วงว่าง” ตามแนวหลวงพ่อสนอง
1) รู้ลมหายใจแบบง่ายที่สุด
ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องทำให้ดี
เพียงรู้ว่า “หายใจเข้า” “หายใจออก”
2) เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น ให้รู้ทัน
ไม่ต้องด่า ไม่ต้องไล่
เพียงรู้ว่า “คิดแล้ว”
ความคิดจะดับไปเอง
3) กลับมาที่ลมหายใจอย่างอ่อนโยน
เหมือนพาเด็กกลับบ้าน ไม่ใช่ลากกลับ
4) เมื่อใจสงบลง จะเกิด “ช่องว่าง” ระหว่างความคิด
ช่วงนี้เองที่ใจโปร่ง เบา และเป็นสุขที่สุด
🌙 ความว่างนี้คือประตูสู่สวรรค์และนิพพาน
หลวงพ่อสนองสอนตรงกับพระไตรปิฎกว่า
- ใจที่ว่างจากกิเลสแม้ชั่วครู่ คือจิตที่เป็นกุศลสูงสุด
- ใจที่ว่างจากความยึดมั่น คือจิตที่เข้าถึงธรรม
- ใจที่ว่างจากตัวตน คือจิตที่มีทางไปนิพพาน
เพราะฉะนั้น “ช่องว่างเล็ก ๆ” ที่เราทำได้ในชีวิตประจำวัน คือเมล็ดพันธุ์ของการหลุดพ้น
🌤️ ช่วงว่างที่หลวงพ่อพูดถึง จึงเป็นเหมือน
- ห้องสงบในใจ
- ที่วางภาระชั่วคราว
- สถานที่ที่เรากลับไปได้เสมอ แม้อยู่ไกลบ้าน
และในความว่างนั้นเอง เราจะได้พบครูบาอาจารย์ที่เราระลึกถึงเสมอ—ไม่ใช่ด้วยตา แต่ด้วยใจ
ถ้อยธรรมของหลวงพ่อสนองที่คุณนำมาเปิดประตูไว้ เป็นเหมือน “เชื้อไฟ” ที่พร้อมให้ขยายเป็นแสงสว่างได้อีกมาก เพราะหัวใจของคำสอนนี้คือ การรู้จักใจในขณะที่มันว่างจากอดีตและอนาคต ซึ่งเป็นแก่นของสมถะและวิปัสสนาในสายพระป่าโดยตรง
🌿 1. “ใจว่าง” ตามที่หลวงพ่อสนองสอน คือสภาวะที่ใจกลับบ้าน
ใจของเราปกติไม่เคยอยู่บ้านเลย
มันวิ่งไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ปรุงแต่งบ้าง
เหมือนคนที่เดินทางทั้งวันจนลืมว่าบ้านตัวเองอยู่ตรงไหน
แต่เมื่อใจหยุดคิดแม้เพียงชั่วครู่
เหมือนคนเดินทางกลับถึงบ้าน
ความรู้สึกแรกคือ เบา โล่ง ปลอดภัย และเป็นอิสระ
นี่คือ “สุขที่สุดในโลก” ที่หลวงพ่อหมายถึง
ไม่ใช่สุขจากสิ่งภายนอก
แต่เป็นสุขจากการได้กลับมาอยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง
🍃 2. ทำไมความว่างเพียงเสี้ยววินาทีจึงเปลี่ยนชีวิตได้?
เพราะมันทำให้เราเห็นความจริง 3 อย่างทันที
- ความคิดไม่ใช่เรา
เมื่อมันหยุด เราก็ยังอยู่
- ทุกข์ไม่ใช่ของจริง
ทุกข์เกิดจากความคิดปรุงแต่ง
- ใจมีศักยภาพสูงกว่าที่เคยรู้
ใจที่ว่างคือใจที่พร้อมจะรู้ธรรม
นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อบอกว่า
> “ถ้าทำได้ครั้งหนึ่ง ก็รู้เลยว่าทุกข์มีทางพ้น”
เพราะประสบการณ์ตรงเพียงครั้งเดียว
มีพลังมากกว่าการฟังธรรมเป็นร้อยครั้ง
🔥 3. วิธีปฏิบัติให้เข้าถึงความว่างแบบที่หลวงพ่อสอน
ไม่ต้องซับซ้อน ไม่ต้องบังคับใจ
เพียงทำ 3 อย่างนี้อย่างอ่อนโยน
• รู้ลมหายใจแบบธรรมดาที่สุด
ไม่ต้องยาว ไม่ต้องสั้น
แค่รู้ว่า “เข้า” “ออก”
• เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น ให้รู้ทัน
ไม่ต้องไล่ ไม่ต้องด่า
เพียงรู้ว่า “คิดแล้ว”
ความคิดจะดับเองเหมือนควันไฟที่ไม่มีเชื้อ
• กลับมาที่ลมหายใจอย่างอ่อนโยน
เหมือนพาเด็กกลับบ้าน ไม่ใช่ลากกลับ
ทำบ่อย ๆ ใจจะเริ่มมี “ช่องว่าง” ระหว่างความคิด
ช่องว่างนี้เองคือประตูสู่ความสงบ
🌙 4. ความว่างนี้คือฐานของสมาธิและปัญญา
หลวงพ่อสนองสอนตรงกับครูบาอาจารย์สายพระป่าทั้งหมดว่า
- ใจที่ว่างคือใจที่ตั้งมั่น
- ใจที่ตั้งมั่นคือใจที่เห็นตามจริง
- ใจที่เห็นตามจริงคือใจที่พ้นทุกข์
ดังนั้น “ช่วงว่างเล็ก ๆ” ที่เราทำได้ในชีวิตประจำวัน คือเมล็ดพันธุ์ของนิพพานโดยตรง
🌼 5. ขยายธรรมะให้เข้ากับชีวิตคนไกลบ้าน
ในชีวิตที่ต้องอยู่กับความคิด ความกังวล ความเหงา ความผูกพันกับบ้านเกิด มักจะพัดเข้ามาแรงกว่าปกติ แต่ยิ่งภายนอกไม่นิ่งเท่าไร การมี “ที่พักใจภายใน” ยิ่งสำคัญ
ช่วงว่างที่หลวงพ่อพูดถึง
จึงเป็นเหมือน
- ห้องสงบในใจ
- ที่วางภาระชั่วคราว
- สถานที่ที่เรากลับไปได้เสมอ แม้อยู่ไกลบ้าน
และในความว่างนั้นเอง
เราจะได้พบครูบาอาจารย์ที่เราระลึกถึงเสมอ
ไม่ใช่ด้วยตา แต่ด้วยใจ
🌤️ 6. ธรรมะขยายต่อ: ความว่างไม่ใช่การหนี แต่คือการเห็นชัด
หลายคนกลัวคำว่า “ว่าง”
คิดว่าเป็นการไม่รับผิดชอบ หรือไม่สนใจโลก
แต่หลวงพ่อสนองหมายถึงความว่างที่มีสติ
คือว่างจากกิเลส แต่ไม่ว่างจากความรับผิดชอบ
ว่างจากความยึดมั่น แต่ไม่ว่างจากความเมตตา
ใจที่ว่างจึงเป็นใจที่ทำงานได้ดีที่สุด
เพราะไม่ถูกความคิดถ่วงไว้
🌕 7. ธรรมะชั้นลึก: ความว่างคือธรรมชาติเดิมแท้ของใจ
เมื่อความคิดดับ
ความรู้สึกตัวจะปรากฏ
ความรู้สึกตัวนี้เองคือธรรมชาติเดิมแท้ของใจ
เป็นธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่ดับ
ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อบอกว่า
> “ใจดวงนี้ ถ้าทำได้แล้วถึงสวรรค์ได้ ถึงนิพพานได้”
เพราะใจที่ว่างคือใจที่พร้อมจะรู้ธรรม
และใจที่รู้ธรรมคือใจที่พ้นทุกข์
🙏ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

เมื่อไม่มี "ฉัน" ก็ไม่มี "ของฉัน"


เมื่อไม่มี "ฉัน" ก็ไม่มี "ของฉัน"
เมื่อไม่มี "ของฉัน" ก็ไม่มีความยึดมั่น
เมื่อไม่มีความยึดมั่น
ก็ไม่มีการเป็นอะไรๆ
สังยุตตนิกาย 22.33
(แปลจากภาษาอังกฤษ)
When there is no 'I', there is no 'mine'; without 'mine ',
there is no attachment; without attachment, there is no becoming.
Samyutta Nikaya 22.33
/////
เราเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ได้ตามปกติ
แต่พึงตระหนักว่าคน สัตว์ สิ่งของใด
ที่เราเป็นเจ้าของนั้น
ไม่สามารถกำหนด บังคับ ให้เป็นดังใจได้
ทุกสิ่งล้วนต้องเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย
ไปตามกฎธรรมดา
(ทางธรรมถือว่า ไม่มีเราไปเป็นเจ้าของสิ่งใด
เพราะถ้าเป็นเจ้าของจริง
ย่อมบังคับบัญชาสิ่งเหล่านั้น
ให้เป็นดังใจได้
แต่นี่แม้แต่ร่างกายของเราเอง
ยังบังคับไม่ให้ป่วย แก่ ตาย ได้เลย)
หากมองเห็นแจ่มแจ้ง
และใจยอมรับกฎธรรมดานี้โดยไม่มีเงื่อนไข
ก็แปลว่า ฉัน ไม่มี ของฉัน ก็ไม่มี
ความยึดถือที่เคยมีมาก็สิ้นสุด
เพราะมันเห็นแล้วว่า ยึดไม่ได้

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

เมื่อคุณควบคุมโลกภายในของคุณได้


ไม่มีคำดูถูกหรือคำวิจารณ์ใด
จะทำให้คุณสั่นคลอน
เมื่อคุณควบคุมจิตใจของตัวเองได้
คุณอาจไม่สามารถควบคุม
โลกภายนอกได้อย่างสมบูรณ์
แต่คุณสามารถฝึกฝนโลกภายในได้เสมอ
และเมื่อจิตใจมั่นคง ชีวิตก็จะมั่นคง
คนที่ทำให้คุณขุ่นเคือง ผิดหวัง
หรือพยายามทำให้คุณอับอาย
ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริงของคุณ
เขาคือบททดสอบที่จะทำให้เห็นว่า
คุณสามารถควบคุมตนเอง
และมีความตระหนักรู้มากแค่ไหน
ทุกสิ่งที่เข้ามากระตุ้นจะเผยให้เห็น
จุดอ่อนที่ยังต้องการการแก้ไข
ทุกความวุ่นวายคือกระจกที่แสดงให้เห็นว่า
จะต้องมีวินัยอย่างลึกซึ้งขึ้นอีกตรงไหน
อย่าเกลียดกระจก
จงใช้มันเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง
อารมณ์ของคุณย่อมเป็นของคุณ
ไม่มีใครทำให้คุณโกรธได้หากคุณไม่ยินยอม
และไม่มีใครทำให้คุณรู้สึกด้อยค่าได้
หากคุณไม่เปิดทางให้
ในขณะที่คุณหยุดโทษคนอื่น
สำหรับปฏิกิริยาของใจคุณ
การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้น
การควบคุมตนเริ่มต้นด้วยความตระหนักรู้:
จงสังเกตความคิดของคุณ
—มันจะกลายเป็นอารมณ์
จงสังเกตอารมณ์ของคุณ
—มันจะกลายเป็นการกระทำ
จงสังเกตการกระทำของคุณ
—มันจะกลายเป็นนิสัย
จงสังเกตนิสัยของคุณ
—มันจะกลายเป็นโชคชะตา
ชีวิตจะทดสอบคุณเสมอ
ความท้าทายจะไม่มีวันหยุด
จุดมุ่งหมายไม่ใช่การหลีกเลี่ยงพายุ
แต่เป็นการรักษา
ความมั่นคงภายในด้วยปัญญา
จงสงบได้ในความโกลาหล
มีสมาธิได้แม้มีเสียงรบกวน
และมั่นคงได้เมื่อผู้อื่นเสียสมดุล
เมื่อคุณควบคุมโลกภายในของคุณได้
โลกภายนอกก็ไม่อาจเอาชนะคุณ
By Tulku Penam Rimpoche
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69