แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แสดงบทความทั้งหมด

แล้วเมื่อไรเล่าจะไปเห็น


อันธรรมะของจริงทั้งหลาย
มีพร้อมอยู่ที่ตัวของเรานี้ครบถ้วน
แต่ก็ยังไม่เห็นตามเป็นจริงของมัน
แล้วเมื่อไรเล่าจะไปเห็น
เมื่อไม่เห็น
ตามเป็นจริงของมันอยู่ตราบใด
ก็ได้ชื่อว่า
ยังหลงยืดหลงถือมันอยู่ตราบนั้น
เมื่อยังมีชีวิต
ก็ยังหลงยึดถือมันอยู่
ตายไปแล้ว
ก็ยังยึดถืออยู่ตามเดิม ใครจะมาแก้ให้
หากมาพิจารณา
ให้รู้แจ้งเห็นตามเป็นจริง
เมื่อยังมีชีวิตอยู่นี้ไม่หลงยึดถือแล้ว
เราเองก็เป็นสุข
เพราะอยู่ด้วยความรู้
ความเข้าใจตามเป็นจริง
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ภาพ the Bridge towards awareness

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ธ.ค.68 


 

ถึงจะวางได้


เวทนา สุข-ทุกข์-เฉยๆ เกิดขึ้น
เพราะ มีเหตุปัจจัย
เมื่อเหตุปัจจัยไม่มี เวทนาก็หายไป
สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เสื่อมสูญไปหมด
ในผลที่สุด ... ก็ไม่มีสิ่งใด ที่แน่นอนถาวร
เห็นขันธ์ ๕ เป็นของไม่แน่นอนถาวร ถึงจะวางได้
"วาง" นั้นคือ ตัวอนัตตา
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

29 ก.ย..68 

 


 

ผู้ที่นำเอาทุกข์มาพิจารณา


ความจริงอริยสัจ คือทุกข์และสมุทัย 
มีพร้อมอยู่แล้วในตัวของเราทุกๆ คน 
ทั้งทุกขสัจจ์มีชาติเป็นต้น 
ทุกๆ คนก็มีมาแล้วทั้งนั้น 
แต่คนเราไม่ทำความรู้ 
ปล่อยวางละเมินไปเสีย 
เห็นว่ามันเป็นของไม่ดี ไม่น่าพอใจ 
ไม่อยากได้ ก็เลยไม่สนใจ นำมาพิจารณา 
.
แต่หาได้รู้ไม่ว่านั่นเป็นของจริงของประเสริฐ 
เมื่อเกิดขึ้นในดวงใจของบุคคลใดแล้ว 
ผู้นั้นถึงแม้จะเป็นปุถุชน
ก็จะกลายเป็นพระอริยะเจ้า
.
ไปตามเอาแต่สุขจอมปลอม
มากลบทุกข์ที่แท้จริงไว้ 
เวลาทุกข์ที่แท้จริงประดังปรากฏออกมาจริงจังเข้า 
สุขหลบหน้าหายตัวไปหมด ช่วยอะไรไม่ได้
ปล่อยให้เราเดือดร้อนเป็นทุกข์อยู่คนเดียว 
โทษแห่งการไม่นำเอาความทุกข์มาพิจารณา
ให้เห็นตามเป็นจริงมันเป็นเสียอย่างนี้ 
.
ผู้ที่นำเอาทุกข์มาพิจารณา
ให้เห็นตามเป็นจริงแล้ว 
ทุกข์ทั้งหลายจะไม่เข้ามาเบียดเบียนเขาได้ 
เพราะความรู้จริงเห็นจริงเสียแต่เบื้องต้น 
ทุกข์เลยเป็นของธรรมดา 
เป็นสภาวะธรรมที่มีอยู่ประจำโลก 
ทุกคนเกิดขึ้นมาแล้วหนีไม่พ้น 
ใครจะร้องไห้เป็นทุกข์หรือไม่ 
ทุกข์มันก็เป็นอยู่มีอยู่อย่างนั้น 
.
ทางที่จะพ้นได้ มิใช่เมื่อทุกข์มาถึงเข้าแล้ว 
เป็นทุกข์ร้องไห้คร่ำครวญ 
แต่จะต้องละตัวเหตุคือความทะยานอยาก 
มีอยากใคร่ในกามเป็นต้นเสีย 
ที่เรียกว่าสมุทัย 
คือความทะยานอยากใคร่ในการเป็นต้น 
ซึ่งมีอยู่แล้วในใจของพวกเราทุกๆ คน 
แต่พวกเราเห็นสมุทัยเป็นของหวาน 
ไม่เข้าใจว่าเป็นศาสตรายาพิษ 
จึงพากันรับประทานเข้าไป
ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินมาก 
แต่เมื่อมันทำพิษติดคอเข้าแล้ว 
ทุกๆ คนจะพากันดิ้นด่าวระทมทุกข์
ต่างก็ช่วยอะไรกันไม่ได้

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

Photo by Philippe Leone on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เราจึงละของเราเอง


ผู้ที่ละมานะทิฏฐิโดยไม่เห็นว่า
การละเช่นนั้นเป็นการน้อยหน้าต่ำตา
หรือโง่เง่าเต่าตุ่นอะไร 
ผู้นั้นมีความเห็นถูกต้อง ไม่หลง 
เพราะการละทิฏฐิมานะ
เราไม่ต้องอาศัยคนอื่น ไม่มุ่งถึงคนอื่น 
เรามุ่งในตัวของเราเอง 
.
มานะ อาสวะ และกิเลสทั้งหลาย
เกิดขึ้นที่ตัวของเรา 
มันทำให้เดือดร้อนวุ่นวาย 
เราไม่ได้ละเพื่อคนอื่น 
เราละเพื่อตัวของเราคนเดียว 
เพราะความเดือดร้อนเกิดขึ้นที่ตัวของเราต่างหาก 
เราเห็นโทษแล้วจึงละ
.
คนอื่นจะชมว่าดีหรือชั่ว
ก็เรื่องของเขาต่างหาก 
เขาจะว่าเราโง่เง่าเต่าตุ่น 
ไม่มีปัญญาสามารถ 
นั่นก็เรื่องของเขาต่างหาก 
ส่วนเราเห็นโทษแล้วว่ามันไหม้
เผาผลาญอยู่ในใจของเรา 
เราจึงละของเราเอง 
ผู้เห็นอย่างนี้จึงจะละได้ 
และไม่ต้องรอให้คนอื่นละหมดแล้วเราจึงค่อยละ

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

Image by HG-Fotografie from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

พระพุทธศาสนาสอนให้ ทิ้ง


คนสามัญนั้น...
สิ่งที่ชอบใจ ก็รับเอา  
สิ่งที่ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ
ก็โกรธ  แต่ก็รับเอา  รับเอาความโกรธ
สิ่งที่ชอบใจ รับเอา  
ด้วยความสมัครใจ ความดีใจ  
สิ่งที่ไม่ชอบใจ รับเอา  ด้วยความโกรธ  
รับเอาทั้งสองอย่าง ไม่ยอมทิ้งสักอย่าง
.
ส่วนพระพุทธเจ้าทรงรับ เสมอภาค
ทรงรับแล้ว  ทิ้งเลย
คือในพระทัยของพระองค์  ไม่มี...เสียแล้ว
ไม่ทราบจะเอาไปไว้ที่ไหน  ไม่มี...ที่เก็บไว้
เหตุนั้น...ให้ยกบูชาพระพุทธเจ้า
ให้หมดทุกสิ่ง ทุกอย่าง  
แล้วเรา...ก็ไม่ต้องเอาอะไรคราวนี้

ทิ้ง...แล้วได้
ของไม่เอาคือ...ของว่าง  ของสงบ
ความเยือกเย็นนั่นแหละ  
เป็นของตอบแทน
ถ้าเราทิ้งได้  มันก็ได้ตรงนี้  
พูดง่ายๆ ว่า...พระพุทธศาสนาสอนให้ ทิ้ง...
ทิ้ง...แล้วจึงได้
ถ้า...ไม่ทิ้งเราก็  ไม่ได้

หลวงปู่เทสก์  เทสรังสี

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





 

ธรรมที่แท้ จะต้องเข้าถึงสภาพเดิม


จะเป็นรูปธรรม หรือนามธรรมก็ตาม 
ถ้าเป็นธรรมที่แท้แล้ว จะต้องเข้าถึงสภาพเดิม 
ผู้มีปัญญามาพิจารณาเพิกถอน 
สมมติบัญญัติเปลือกนอกออกแล้ว
เข้าไปเห็นสภาพของเดิมในธรรมนั้นๆ 
เรียกว่า ผู้เห็นสัจธรรม ของจริง ของแท้ 
งานของจิตมันผิดจากงานของกาย 
ซึ่งทำสำเร็จแล้วเป็นอันเสร็จจริงๆ 
ไม่ต้องมีการประวิงมันอีกต่อไป
จึงเรียกว่า เสร็จกิจ

หลวงปู่เทสก์  เทสรังสี

Image by NickyPe from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ดอกไม้ของมาร


เมื่อมีสติแล้ว อะไรจะมาผูกมัดไม่ได้ 
ถ้ามีสติอยู่ทุกเมื่อ มันก็ไม่หลงใหล 
นั่นแหละมารไม่สามารถจะมองเห็นได้ 
ตัวมาร คือ ไม่มีสติ 
ตัวมาร คือ ความลุ่มหลง 
คือ ความประมาท เพลิดเพลินในกามคุณทั้งห้า 
อันมี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัสกาย) 
เป็นดอกไม้ของมาร
เมื่อไปชมดอกไม้ มันก็ดักเอาตรงนั้นน่ะสิ
ตาเห็นรูป มารก็ไปดักเอาตรงนั้น 
มีความยินดีพอใจ หลงมัวเมาประมาท ตรงนั้นแหละ
ไปถูกบ่วงมารแล้ว 
หูได้ยินเสียง มันก็ดักเอาตรงนั้น 
ที่ชอบใจไม่ชอบใจอะไรต่างๆ ถูกบ่วงหมด 
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทั้งหมดทั้งดีและชั่ว เรียกว่าถูกบ่วงมารทั้งนั้น 
เราทุกคนไม่มี “สติ” ได้ชื่อว่า ถูกบ่วงของมารแล้ว
.
หลวงปู่เทสก์  เทสรังสี

ที่มา : ชีวิตเป็นของน้อย

Image by Oolmadefoto from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ก็เพราะเหตุเห็นไม่จริงนั่นแหละ..


..ใครๆ ก็เห็นกายกันทุกคนละ แต่มันไม่เห็นจริง 
ไม่เห็นเป็นอนัตตา ไม่เห็นเป็นทุกขัง 
ไม่เห็นตามสภาพเป็นจริง
ทุกอย่างจึงปล่อยวางไม่ได้ 
จึงได้ทุกข์ ที่เราเดือดร้อนกันอยู่ทุกวี่ทุกวันนี้
ก็เพราะเหตุเห็นไม่จริงนั่นแหละ..

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

Image by sbtlneet from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

หลักปฏิบัติธรรม


หลักปฏิบัติธรรม

1. ให้รักษาศีลข้อเดียว คือรักษาใจให้ปกติ
2. อย่าส่งจิตออกนอก 
3. อยู่กับผู้รู้เสมอๆ 
4. หาใจให้เจอ (ใจ คือความเป็นกลาง) 

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

Image by LN_Photoart from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

หลักอนัตตา...


หลักอนัตตา...
ในทางพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้
ด้วยปัญญาอันชอบ พระองค์มิได้ตรัสว่า...
อนัตตา...เป็นของไม่มีตนมีตัว เป็นของ...ว่างเปล่า
.
พระองค์ตรัสว่า...
ตัวตน คือ...ร่างกายของฅนเราอันได้แก่...
ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ มันมีอยู่แล้ว
แต่...จะหาสิ่งที่เป็นสาระในขันธ์ ๕ นั้น ไม่มี
ดังนี้ ต่างหาก
.
เมื่อสรุปให้สั้น ๆ แล้ว
ผู้ที่ยังยึดอัตตาอยู่...พระองค์ก็สอนให้ประกอบ
ภารกรรม เพื่อ...ประโยชน์แก่อัตตา
โดยทางที่ชอบที่ควรไปก่อน จนกว่าผู้นั้น...
จะเห็นชัดแจ้ง ด้วยตนเอง ว่า...
สิ่งที่เราถือว่า...
อัตตาอยู่นั้น...แท้จริงแล้ว มิใช่ อัตตา
มันเป็นเพียง...มายา...หรือของไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ แล้วพระองค์จึงสอน...
อนัตตา...ที่แท้จริง.
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
Image by jggrz from pixabay
จากเพจวัดพระธาตุขุนบง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จึงจะหมดภาระ


ธรรม ๓ ประการ คือ...
ปีติ ๑.  
ความสละ ๑. 
ความรู้เท่า ๑.
มีคุณค่า ต่าง ๆกัน
ปีติ
มีดี ที่เป็นเครื่องอยู่แลสงบนิวรณ์
เป็นวิหารธรรม  เครื่องอยู่ในปัจจุบัน
ความสละ
เพราะเห็นโทษภัย  ในสิ่งนั้นๆ จึงสละได้
ตามกำลังแลภูมิ  ของตน...
ความรู้เท่า
ในขันธ์  อายตนะ  ธาตุ  เป็นต้น
เพราะมาพิจารณาเห็น ในสิ่งนั้นๆ 
ตามเป็นจริง..แล้ว...ปล่อยวาง...จึงจะหมดภาระ

หลวงปู่เทสก์  เทสรังสี

Image by ELG21 from pixabay

จากเพจ วัดพระธาตุขุนบง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เพียงรู้ทันอารมณ์ทั้งสุขและทุกข์


ใจ..นี้แหละเป็นผู้สร้างปัญหา
ไปหลงอารมณ์ว่าเป็นตัวเป็นตน 
เลยถูกอารมณ์ผูกรัดเอาไว้ 
ใจ..จึงว้าวุ่นหาความสงบในชีวิตไม่ได้ 
ผู้มีปัญญาท่านจึงศึกษาอารมณ์ 
เพื่อแก้จิตแก้ใจไม่ติดข้องกับมัน
เห็นอารมณ์ก็ตั้งอยู่ตามสภาพของมัน 
เป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเท่านั้น 
สุขเกิดขึ้นก็รู้ ทุกข์เกิดขึ้นก็รู้ 
จิตตามรู้อารมณ์ทุกขณะ 
ถ้าจิตโน้มไปหาสุข เราก็ดึงมันไว้ 
ถ้าจิตเอียงไปทางทุกข์ เราก็ดึงมันไว้  
จะดึงมันด้วยวิธีใด
ที่จริงไม่ใช่การดึงอะไรหรอก 
เพียงรู้ทันอารมณ์ทั้งสุขและทุกข์
ว่ามันเป็นตัว "วัฏฏะ" หมุนวน
แปรเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย
เมื่อรู้เท่าธรรมดาของโลกอยู่อย่างนี้ 
โดยไม่ติดข้องในอารมณ์ทั้งปวง 
จะเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้...

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

Image by FelixMittermeier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา






 

พระพุทธศาสนาสอนให้ ทิ้ง


คนสามัญนั้น...
สิ่งที่ชอบใจ  ก็รับเอา   
สิ่งที่ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ  ก็โกรธ
แต่ก็รับเอา  รับเอาความโกรธ
สิ่งที่ชอบใจ รับเอา  
ด้วยความสมัครใจ  ความพอใจ
สิ่งที่ไม่ชอบใจ รับเอา
ด้วยความโกรธ  รับเอา ทั้งสองอย่าง
ไม่ยอมทิ้ง...ทุกอย่าง
ส่วนพระพุทธเจ้า ทรงรับเสมอภาค
ทรงรับ  แล้วทิ้งเลย
คือในพระทัยของพระองค์  ไม่มีเสียแล้ว
ไม่ทราบจะเอาไปไว้ที่ไหน  ไม่มี ที่เก็บไว้
เหตุนั้น...
ให้ยกบูชาพระพุทธเจ้า ให้หมดทุกสิ่ง ทุกอย่าง
แล้วเรา...
ก็ไม่ต้องเอาอะไร  คราวนี้
ทิ้ง...ได้แล้ว ของเอา คือ...
ของว่าง...ของสงบ...ของเยือกเย็น นั่นแหละ
เป็นของตอบแทน
ถ้าเราทิ้งได้  มันก็ได้ตรงนี้  พูดง่ายๆ ว่า...
พระพุทธศาสนาสอนให้ ทิ้ง...
ทิ้งแล้ว...จึงได้  
ถ้าไม่ทิ้ง  เรา...ก็ไม่ได้

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
Cr.เพจ วัดพระธาตุขุนบง

Image by Grey85 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 


...มรรคผลนิพพานไม่ใช่อื่นไกล 
คือผู้มาชำระใจของตนให้บริสุทธิ์
ด้วยปัญญาอันชอบแล้ว 
มองเห็นโลกตามสภาพความเป็นจริง
ด้วยปัญญาอันชอบนั้น 
แล้วไม่เข้าไปยึดถือในโลกทั้งปวง 
จะเรียกว่ามรรคผลนิพพาน หรืออะไรก็ตาม 
คนต่างหากเสื่อมสูญจากมรรคผลนิพพาน 
ก็เท่านั้น เพราะไม่ปฏิบัติให้เข้าถึงตรงนั้น 
พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็ไม่ได้เอามรรคผลนิพพานมาจากที่อื่น 
ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เอามาจากที่อื่นเลย 
สัพพัญญุตญาณมารู้ของจริงก็ของในโลกนี้ทั้งนั้น 
รู้ด้วยพระองค์เองจึงเรียกว่าสัพพัญญุตญาณ...

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

Image by shogun from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

พระพุทธศาสนาอยู่ได้ด้วยเปลือก กระพี้และแก่น


เปลือกของศาสนา คือ ทาน ศีล และศาสนพิธีต่างๆ 
ถ้าทำถูกต้องแล้วจะกลายเป็นกระพี้ 
คือทำจิตให้เบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส จนเกิดปีติอิ่มใจ 
ทาน ศีล นั้นจะเข้ามาภายในใจ
หล่อเลี้ยงน้ำใจให้แช่มชื่นอยู่เป็นนิจ 
นี่ได้ชื่อว่า ทำเปลือกให้เป็นกระพี้
.
เมื่อพิจารณาไปถึงความอิ่ม
และความแช่มชื่นเบิกบานของใจ 
ก็เห็นเป็นแต่ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากปัจจัย 
คือความพอใจเป็นเหตุ เมื่อความพอใจหายไป 
สิ่งเหล่านั้นดับไปเป็นของไม่เที่ยงเป็นธรรมดา 
เราจะยึดเอาไว้เป็นของตัวตนไม่ได้ 
เป็นอนัตตาไม่มีใครเป็นใหญ่เป็นอิสระ 
แล้วก็ปล่อยว่างเห็นเป็นสภาพตามความเป็นจริง 
เมื่อพิจารณาถูกอย่างนี้ได้ชื่อว่า 
ทำกระพี้ให้เป็นแก่นสาร 
พระพุทธศาสนาอยู่ได้ด้วยเปลือก กระพี้และแก่นอย่างนี้
.
ถ้ามีแต่แก่นอย่างเดียว หากเป็นต้นไม้ 
ก็เรียกว่าต้นไม้ตายย่อมอยู่ไม่ได้นาน
ถ้ามีแต่กระพี้ หากเป็นต้นไม้ 
ก็เรียกว่าต้นไม้หาสาระไม่ได้ 
นอกจากจะทำเป็นฟืนเท่านั้น

ถ้ามีเปลือกอย่างเดียว 
หากเป็นต้นไม้ เช่น ต้นมะละกอ 
พลันที่จะหักเร็วที่สุดเมื่อลมพายุพัดมา
พระพุทธศาสนาวัฒนาถาวรได้นานปานนี้
ก็ด้วยมีทั้งเปลือก กระพี้และแก่น ครบบริบูรณ์

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

Image by Mirkowa73 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา







 

ถ้าไม่เป็นกลาง...


ถ้าไม่เป็นกลาง...
ไม่เหนือโลก ไม่พ้นจากโลกไปได้ 
ต้องมีทุกข์ อยู่...อย่างนั้น...ร่ำไป
ใจ ที่เป็นกลาง ๆ 
แล้วจะมีอะไร กระทบกระเทือนอีก 
ขอให้รักษา...
ความเป็นกลางนั้นไว้ ให้มั่นคงเถอะ 
ไฟนรก...
ต้องดับลง ณ.ที่นั่นแหละ

หลวงปู่เทสก์  เทสรังสี

Image by xusenru from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ก็เป็นวิมุติเท่านั้นเอง


ของมันเกิดๆ ดับๆ อยู่อย่างนั้น
เรื่องธรรมธาตุเป็นอย่างนั้น 
เราไปสวมเข้า เอาจิตวิญญาณเข้าไปถือไว้ 
นั้นแหละมันหนาแน่นยิ่งกว่าหนา 
มันบังอยู่ตรงนั้น 
ไม่เห็นชัดตามเป็นจริงของมันตรงนั้น 
ถ้าหากเห็นชัดตามความเป็นจริง
ของนั้นไม่มีหรอก สมมุติบัญญัติเฉยๆ 
ว่าตน ว่าเรา ว่าเขา 
ถ้าเราเห็นสมมุติแล้วเราไม่ยึดถือ 
ก็เป็นวิมุติเท่านั้นเอง

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

Image by Andrewkim from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ผู้ที่จะปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์


ผู้ที่จะปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์แล้ว 
ไม่มีสิ่งใดนอกจากปฏิบัติทางจิตทางใจ 
ให้ปล่อยวางละสิ่งทั้งปวงหมด 
แล้วมาอยู่เป็น “กลาง”..
เมื่อไม่มีสุขไม่มีทุกข์ 
ไม่มีหยาบไม่มีละเอียด 
ตลอดจนไม่มีสมมติบัญญัติ 
มันจึงพ้นจากโลกได้

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จะเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้


สุขเกิดขึ้นก็รู้ ทุกข์เกิดขึ้นก็รู้ 
จิตตามรู้อารมณ์ทุกขณะ
ถ้าจิตโน้มไปหาสุข เราก็ดึงมันไว้ 
ถ้าจิตเอียงไปทางทุกข์ เราก็ดึงมันไว้  
ที่จริงไม่ใช่การดึงอะไรหรอก 
เพียงรู้ทันอารมณ์ ทั้งสุขและทุกข์ 
ว่ามันเป็นตัว วัฏฏะ 
หมุนวนแปรเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย
เมื่อรู้เท่า ธรรมดาของโลก อยู่อย่างนี้ 
โดยไม่ติดข้องในอารมณ์ทั้งปวง 
จะเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จุดมุ่งหมายของการภาวนา


จุดมุ่งหมายของการภาวนาแท้ 
คือ การพิจารณาเห็นอัตภาพขันธ์อันนี้
เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 
มีสภาวะเกิดดับอยู่อย่างนั้น 
จนจิตสลดสังเวชเบื่อหน่าย 
คลายความกำหนัดยินดีในรูปนาม 
ปล่อยวางอุปาทานเสียได้ 
ด้วยอำนาจวิปัสสนา 
นั่นจึงจะเรียกว่าภาวนา

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


Photo by Zdeněk Macháček on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา