แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส แสดงบทความทั้งหมด

เหตุที่ต้องฝึกจิตให้ถึงธรรม


ถ้าเกิดว่าเราไม่ยอมฝึกตัวเอง
มันจะวิ่งไปตามสัญชาตญาณดิบล้วนๆ เลย
เป็นออโต้ไพลอต
เวลาเครื่องบินบินสู่ที่สูง
เขาจะปรับเป็นออโต้ไพลอต บินอัตโนมัติ
สภาพจิตของเราก็เหมือนกัน
พออะไรกระทบหน่อย
มันก็จะเป็นออโต้ไพลอต
ต้องโกรธ ต้องเกลียด ต้องชอบ
ต้องชังไปตามเรื่องของมัน
ธรรมดาอยู่อย่างนี้เลย
ใครปล่อยไปอย่างนี้ พออายุมากขึ้น
พอสังขารเริ่มเสื่อมโทรม
ก็กลายเป็นคนแก่ที่น่าเกลียดมากขึ้นเรื่อยๆ
ทิฐิมานะมาก ใครบอกก็ไม่ฟัง หัวรั้น
เห็นคนแก่ดื้อน่ารำคาญ บอกก็ไม่ได้
ลูกหลานบอกก็กลัวบาป
จะดุเหมือนเด็กก็ไม่ได้
ฉะนั้น #ฝึกตัวเอง
ขี้บ่นอะไรอย่างนี้นะสังเกตนะ
มันค่อยๆ สั่งสม
ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวยังไม่บ่นเท่าไหร่
พออายุมากขึ้นยิ่งบ่นมากขึ้น
ตัวเองก็ไม่รู้ตัวเอง
ปากบ่นไม่ใช่ปากบ่นอย่างเดียวนะ
แปลว่าใจมันแย่ไปด้วย
ใจมันคอยจับผิดคนนู้นคนนี้
ไอ้นู่นก็ไม่ดีไอ้นี่ก็ไม่ถูก
ตัวเองก็ทำลายตัวเองอยู่อย่างนั้น
โดยที่ไม่รู้ตัว เพราะมันค่อยๆ
สั่งสมมากจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ
มันเห็นเป็นอย่างนั้น
บางคนก็ทิฐิมานะแรงจนน่ารังเกียจ
แต่ตัวเองก็ไม่เห็นตัวเองนะ
เคยเจอมาเยอะผู้สูงอายุที่มีทิฐิมานะมากๆ
มีความรู้สึกว่าความคิดของตนเองถูกที่สุด
การกระทำของตนเองถูกต้องที่สุด
จะต้องอย่างนู้นอย่างนี้เป๊ะๆ
ไปหมดทุกเรื่อง ใครก็ไม่อยากเข้าใกล้
ใครก็ไม่อยากร่วมงานด้วย
ใครก็ไม่อยากพูดคุยด้วย เยอะแยะไปหมด
อันนี้ต้องไปดูไปสังเกตตัวเองให้ดี
.
ทำวัตรเช้า วันเสาร์ที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๖ (๓/๓)
พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส
เจ้าอาวาสวัดวังหิน จ.พิษณุโลก
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

30 เม.ย.69


 

ถ้าไม่เอาทั้ง 2 อย่างก็จบเรื่อง


กุศลเกิดขึ้น ผลคือความสุข
พอสุขก็เพลิดเพลิน
พออกุศลเกิด ผลคือความทุกข์
ราคะ โทสะ ก็รู้ทันเร็ว
แต่พอเป็นกุศลดูไม่ทันละ
พอความสุขเกิด..เพลิดเพลิน
ความทุกข์เกิด..รู้ทัน
ภาวนาไปสักพักก็จะรู้ทันเอง
ว่าตอนนี้จิตเป็นสุขนะ
แทนที่จะไปหลงเพลิดเพลิน
ก็ต้องถอนออกมา..ถอนความยึดถือ
ความสุขก็ยังคงอยู่อย่างนั้น
จนกว่าจะหมดกำลังของมัน
แล้วแต่เหตุปัจจัย หมดเหตุปัจจัย
ความสุขก็ดับไป อย่างนี้เป็นต้น
ต้องเฝ้าสังเกตดูทั้ง 2 มุม
เพราะว่าอันนี้คือธรรมเป็นของคู่
ถ้ามีสุขเดี๋ยวก็มีทุกข์
ถ้ามีชอบเดี๋ยวก็มีชัง
ถ้าไม่เอาทั้ง 2 อย่างก็จบเรื่อง
แต่ถ้าจะเอาอย่างหนึ่ง
ก็ต้องได้อย่างหนึ่งเป็นของแถม
เป็นเรื่องปกติอยู่อย่างนี้
อันนี้ต้องไปสังเกตดูเอาเอง
พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวํโส
เจ้าอาวาสวัดวังหิน จ.พิษณุโลก
ตอบคำถามเย็นวันศุกร์ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๖
Cr. คุณเอ้ กลุ่มวัฒน์ใจ
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

ชนะแบบพระพุทธเจ้า


ผู้คนต่างแก่งแย่งแข่งขัน
หวังว่าสักวันจะเป็นผู้ชนะ
ทุกครั้งที่มีใครชนะ
นั่นหมายถึง เขากําลังยืนอยู่
บนซากปรักหักพังแห่งความทุกข์
ความผิดหวังพ่ายแพ้ของคนอื่น
รอเวลาให้มีผู้กล้าคนใหม่
ขึ้นมาโค่นบัลลังก์แห่งผู้ชนะ
บัลลังก์นี้จึงไม่เคยยั่งยืน
ไม่เคยมีใครชนะได้อย่างแท้จริง
เพียงรอวันที่จะได้ชิมรสชาติ
แห่งความพ่ายแพ้เท่านั้น
พระพุทธเจ้าจึงไม่สรรเสริญ
การเอาชนะคนอื่น
แต่ยกย่องการชนะตนเอง
ถึงกับตรัสว่า ชนะสงครามเป็นพัน ๆ ครั้ง
ก็สู้ชนะตนเองเพียงครั้งเดียวไม่ได้
ชนะแบบพระพุทธเจ้า
จึงเป็นความชนะที่
ไม่มีวันกลับมาพ่ายแพ้ได้อีก
เป็นชัยชนะที่มีแต่ผู้กล้า
ที่จะขัดเกลาแก้ไขตนเอง
และ สละ-ละ-วาง ความยึดถือเท่านั้น
จึงจะค้นพบ
.
จากหนังสือ “ชนะแบบพระพุทธเจ้า”
โดย พระมหาวิเชียร ชินวังโส
พิมพ์ครั้งที่1: พฤษภาคม ๒๕๖๐
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

30 มี.ค.69


 

คนที่เกิดมาร้อยปี แต่ไม่เคยเห็นความเกิดดับ


ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะอยู่ เราจะเห็นได้เลย
ปีใหม่ ปีเก่า ไม่ได้มีอะไรแตกต่าง
ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น สนุกสนาน
เพลิดเพลิน อะไรสักอย่าง
มีแค่เรื่องธรรมดาที่กำลังเกิดขึ้น
ตั้งอยู่ ดับไปแค่นั้นเอง
วันเวลาเราก็สมมติมันขึ้นมา
นี้ปีเก่า นี้ปีใหม่ ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก
แต่ถ้าวันนี้ ถ้าดูกายดูจิตตัวเอง
เห็นความเกิดความดับขึ้นมาได้เมื่อไร
แปลว่าสัญญาขันธ์มัน save ข้อมูลไว้แล้ว
จิตมันจำข้อมูลนี้ไว้
จะเกิดภพชาติต่อไป ถ้ายังไม่ถึงมรรคถึงผล
รับรองได้มันจะไม่กลับไปหลงเหมือนเดิม
พระพุทธเจ้าท่านถึงสรรเสริญว่า
คนที่เกิดมาร้อยปี แต่ไม่เคยเห็นความเกิดดับ
สู้คนเกิดมาวันเดียว
แล้วเห็นความเกิดดับของรูปของนามไม่ได้
ขนาดนั้นเลยนะ ไม่ใช่ธรรมดาเลยนะ
เพราะอะไร ถ้ามันเห็นสักครั้งหนึ่งนะ
มันไปละความเข้าใจผิดได้เลย
มันมีสัมมาทิฏฐิขึ้นมา
โอ้ นี้มันไม่ใช่ของเรานี่นา
เราไปบังคับอะไรมันไม่ได้เลยนี่นา
อยากเกิดมันก็เกิด
อยากดับมันก็ดับ
ตามเหตุปัจจัยของมัน
มันจะเข้าใจของมันเอง
ทีนี้ถ้าเกิดว่าฝึกมากี่ปีต่อกี่ปี
ก็ไม่เคยเห็นว่ามันเกิดมันดับยังไง
เห็นว่ามันเป็นตัวเป็นตนยังงั้น
นั่งสมาธิทีไร ก็สงบ สบายขึ้นมาทุกที
เป็นผู้วิเศษขึ้นมาทุกที
ไปเที่ยวรู้ ไปเที่ยวเห็นอะไรแปลกๆ
อย่างนี้แปลว่า ไม่ได้ประเสริฐอะไรเลย
เพราะอะไร เพราะพวกนี้เราเล่นกันมา
ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว
ถ้ามันมีขึ้นมา ก็แค่มีของเก่า มาแค่นั้นแหละ
ไปเที่ยวเห็นพญานาค พญาครุฑอะไรก็แล้วแต่
ไม่ได้มีสาระแก้ทุกข์อะไรสักอย่าง
ต่อให้เห็นหวยวิ่งมาเป็นตัวๆ
ก็แก้ทุกข์ได้ชั่วคราว ถ้าไปซื้อแล้วถูกนะ
ก็แก้ทุกข์ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ
แล้วก็ทุกข์เหมือนเดิมอีก ไม่มีอะไร
แต่ถ้าเห็นความเกิดดับของรูปนาม
แม้ว่ากายใจจะทุกข์อยู่
แต่มันจะเข้าใจขึ้นมาเลยว่า
อ้อนี้มันทุกข์นะ แต่ไม่มีคนทุกข์
มันมีทุกข์อยู่นะ แต่ไม่มีผู้ทุกข์
ทุกข์เท่านั้น ตั้งอยู่ เกิดขึ้น ดับไป
นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด
นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ
แต่ไม่มีคนทุกข์
ไม่มีเราทุกข์ ไม่มีเขาทุกข์
มีแต่ความทุกข์ ประจำโลก
มันเป็นของมันอยู่แบบนี้
คนก็ทุกข์แบบคน แมวก็ทุกข์แบบแมว
ก้อนหินก็ทุกข์แบบก้อนหิน
คือมันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มันเสื่อมอยู่เสมอ
มันเสื่อมช้า เสื่อมเร็ว ก็แล้วแต่
มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น
พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส
วัดวังหิน จ.พิษณุโลก
ทำวัตรเย็น 29 ธันวาคม 2561
ภาพ the Bridge towards awareness

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69


 

มีแต่เรื่องรับรู้แล้ววางมันลง


... การฝึกจิตไม่มีเรื่องอะไรยิ่งไปกว่านี้
มีแต่เรื่องรับรู้แล้ววางมันลง
ไม่วุ่นวายกับมัน อย่าปล่อยไป
ตามอำนาจของความรู้สึก รู้สึกชอบ รู้สึกชัง
รู้สึกโกรธ รู้สึกเกลียด รู้สึกรัก รู้สึกหลง
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในใจของเรา
มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา
เปลี่ยนแปลงเกิดดับ
... ความรู้สึกเหล่านี้คืออะไร
ไม่ใช่ใจด้วยซ้ำไป
ใจมันมีหน้าที่เพียงรับรู้เท่านั้นเอง…

พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส

Image by bitnikgao from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


3 ส.ค.67



 

ระวังการ ‘ยึดมั่น’


ระวังการ ‘ยึดมั่น’
ในความ ‘ไม่ยึดมั่น’
เอา ‘อัตตา’ ไป ‘วางอัตตา’

พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส

Image by Siegella from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อัตตาเป็นเพียงสภาพที่จิตมันปรุงขึ้นมา


จะดับความทุกข์ได้
ก็ต้องละความยึดถือให้ได้เสียก่อน
ธรรมชาติของคน
มีอะไรก็ยึดสิ่งนั้น
ถึงไม่มี ก็อยากจะมี
พุทธศาสนาสอนเรื่องอนัตตา
ไม่ได้สอนเรื่องอัตตา
อัตตาเป็นเพียงสภาพที่จิตมันปรุงขึ้นมา
เพราะฉะนั้นที่เราทุกข์อยู่นี้
มันไม่ได้ทุกข์เพราะอัตตา
แต่ทุกข์เพราะยึดถือว่ามีอัตตา
คิดว่ามันมีอยู่
แต่แท้ที่จริงมันไม่เคยมี...

พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส

Image by Quangpraha from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/



 

อนัตตาอย่าไปแปลว่าไม่มีอะไร


อนัตตาอย่าไปแปลว่าไม่มีอะไร
อนัตตามันมีอยู่
แต่มีอยู่แบบไม่มีใครเป็นเจ้าของ
มีอยู่แบบไม่มีใครบังคับอะไรได้
มีอยู่เต็มโลกเต็มจักรวาลเลย
แต่ไม่มีอะไรเป็นอะไร
ไม่มีอะไรเป็นของใคร แค่นั้นเอง

พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส

Image by hs-photografie from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ไม่มีใครต้องไปนิพพานตรงไหน


...การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญในเบื้องต้น 
พระพุทธเจ้าทรงเน้นเรื่องการศึกษามาก 
แต่ไม่ได้ไปเน้นว่าคุณจะต้องศึกษาจบปริญญาตรี 
ปริญญาโท ปริญญาเอกอะไรที่ไหน 
ให้กลับมาศึกษาที่จิตตัวเองโดยใช้กล้องก็คือ 
ตัวไตรสิกขา ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นตัวตั้งต้น 
.
คำว่าศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าจะเอาหลักปริยัติมาจับ 
ต้องรักษาศีล 5 ต้องฝึกนั่งสมาธิ อะไรอย่างนี้ 
ก็จะทำให้เรายิ่งสับสน ให้เอาสภาวะข้างในเลย 
ศีลคืออะไร คือการที่จิตเป็นปกติ 
สมาธิคืออะไร คือการที่จิตตั้งมั่น 
ปัญญาคืออะไร คือการที่จิตรู้เท่าทัน 
.
ถ้าจิตตั้งมั่น เป็นปกติ รู้เท่าทันได้เมื่อไหร่ 
ก็แปลว่า คุณจะเข้าไปรู้เห็นสภาวธรรม
หรือธรรมชาติทั้งหลาย ตามความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น 
ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม จิตมันผิดปกติ เช่น 
จิตมันยึดถืออะไรสักอย่างหนึ่ง 
จิตไม่ตั้งมั่น จิตไม่รู้เท่าทัน 
การศึกษานั้นก็จะกลายเป็น
การศึกษาประเภทที่ว่า “หลงรู้”
.

เพราะฉะนั้นมันจะเข้าไปรู้จริงๆ 
เมื่อจิตตั้งมั่น รู้เท่าทัน ขณะนั้นจะเป็นการศึกษาจริงๆ 
และเป็นการได้เห็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติจริงๆ 
ซึ่งไม่ได้หมายความคุณจะต้องศึกษาไป 1 ปี  5 ปี 
2 ปี 20 ปี แล้วถึงจะเจอ ไม่ใช่
ถ้าคุณศึกษาถูกต้อง คุณสามารถจะเห็นได้
เดี๋ยวนี้ ทันที เข้าใจได้เดี๋ยวนี้ทันที 
เพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่เข้าใจทั้งหมดเท่านั้นเอง 
เข้าใจวันละนิด วันละหน่อยไปเรื่อยๆ 
จนกระทั่งเมื่อเห็นว่า ตัวตนจริงๆ ไม่มี 
ตัวเราจริงๆ ไม่เคยมีอยู่เลย 
เราจะได้รู้ว่า เราไม่ได้ไปนิพพานอะไรที่ไหน 
ไม่มีใครต้องไปนิพพานตรงไหน 
เพราะว่านิพพานก็มีอยู่อย่างนั้น 
เพียงแต่ว่าธาตุรู้เข้าถึงสภาวะอย่างนั้นแล้ว 
จึงไม่ต้องมีใครบรรลุอะไร เป็นอะไรๆ ทั้งสิ้น

พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส

Image by gdmoonkiller from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

รู้อารมณ์คือรู้ทุกข์


ในขณะที่กำลังรู้อารมณ์ใด 
อารมณ์หนึ่งอยู่นั้น นั่นคือกำลังทำหน้าที่รู้ทุกข์ 
 (การยึดมั่นถือมั่นในกายใจว่าเป็น "เรา" 
นั่นแหละ คือสุดยอดของทุกข์) 
หน้าที่ที่ควรทำในทุกข์คือ "การรู้" (ปริญญกิจ) 
ไม่ใช่ "การละทุกข์"
ในขณะที่กำลังรู้ทุกข์อยู่นั่นเอง 
ตัณหาอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ที่เรียกว่า "สมุทัย" เกิดไม่ได้ 
เรียกว่ากำลังทำหน้าที่คือ "การละ" 
เหตุแห่งทุกข์ไปในตัวเสร็จสรรพ (ปหานกิจ) 
ในขณะที่กำลังรู้ทุกข์อยู่นั้น 
กิเลสสงบระงับชั่วคราว (ตทังคนิโรธ) 
เรียกได้ว่ากำลังทำหน้าที่  "ประจักษ์แจ้ง" ในนิโรธอยู่ 
(สัจฉิกิริยากิจ)

พระอาจารย์มหาวิเชียร  ชินวังโส

Image by LevaNevsky from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





 

ต้องหมั่นสังเกตดูจิตตัวเอง


ในแต่ละวันเราเผลอ หรือ เรารู้สึกตัวมากกว่ากัน
ถ้ามันเผลอมากกว่า แปลว่าโมหะมันครอบงำ
มันก็จะพาเราไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้โดยง่าย
หรืออยู่ด้วยความโกรธอยู่บ่อยๆ 
ก็แปลว่ามันจะพาเราไปลงนรกได้ง่ายๆ 
หรือถ้าจิตเรามันโลภโมโทสันอยู่เรื่อย
ก็แปลว่ามันจะพาเราไปเป็นเปรตเป็นอสุรกายได้ง่ายๆ
เพราะฉะนั้นต้องหมั่นสังเกตดูจิตตัวเองอย่างนี้ 
ก็ให้รู้ทันเดี๋ยวนั้น 
อย่าไปห้ามนะ เพราะเราห้ามมันไม่ได้ 
กำลังโลภอยู่ก็ให้รู้ทัน 
กำลังโกรธอยู่ก็ให้รู้ทัน
กำลังหลงอยู่ก็ให้รู้ทัน
ก็ให้รู้ว่ามันไม่รู้สึกตัวอยู่แค่นั้น
แล้วกลับมารู้สึกตัว
มันจะได้มาก ได้น้อยช่างมัน
จะรู้มากรู้น้อย....ไม่เป็นไร

พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส 

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา