แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส แสดงบทความทั้งหมด

ที่พึ่งแห่งจิตที่แท้จริง


จิตเป็นธาตุรู้ 
มีธรรมชาติรู้อารมณ์ 
สิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่จิต
การอยู่กับผู้รู้ คือ 
ความรู้ตัวอยู่ เรียกว่า ผู้รู้
ความยินร้ายก็อยู่ที่จิต 
ความยินดีก็อยู่ที่จิต
ถ้ามีสติรู้ทันแล้ว
กิเลสจะเข้าครอบงำไม่ได้
.
ที่พึ่งแห่งจิตที่แท้จริง
คือใจที่ตื่นรู้อยู่ภายใน 
กับปัจจุบันขณะ
เรียนรู้สิ่งใดๆ ในโลก
ล้วนเป็นประโยชน์
แต่หามีประโยชน์ที่แท้จริง
เท่ากับการเรียนรู้กายและใจตนเอง
.
อารมณ์ภายนอกล้วนไม่เที่ยง
อารมณ์ภายในเสื่อมสลายทุกขณะดุจกัน
.
เราอาจจะคิดเรื่องความจริง...
แต่เราลืมความจริงว่าเรากำลังหลงคิด
.
สติจำเป็นในทุกที่ ในทุกเรื่อง 
กับทุกสิ่ง กับทุกอย่าง
เป็นธรรมะที่มีอุปการคุณมาก 
เพราะมันไม่ล่องลอย
ไม่ลืมใจ มันต้องมีที่ตั้ง 
.
ที่ตั้งของมัน คือกายและใจ
เมื่อใดที่เราคิดเบียดเบียน 
ปัญญาเราจะดับ
.
สมาธิมันเป็นกิริยาของจิต 
ไม่ใช่กิริยาของกาย
ร่างกายเป็นเพียงเครื่องมือ
ที่ใช้ในการสื่อสารกับโลกเท่านั้น
.
กายและใจเหมือนเหรียญสองด้าน
เมื่อไหร่เรารู้ที่กาย เราจะรู้ที่ใจด้วย
ทุกสิ่งไม่มีตัวตน
เพราะอาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้น
มีตัวกูขึ้นมาเมื่อไหร่บรรลัยเมื่อนั้น 
มีเราขึ้นมาเมื่อไหร่ บรรลัยเมื่อนั้น
.
เราชอบคิดเรื่องความจริง 
แต่ความจริง คือ กำลังหลงคิดอยู่
เราชอบปรุงแต่งเรื่องความรู้ 
แต่ไม่รู้ว่า กำลังปรุงแต่งอยู่
.
ไม่ไหลต่อเนื่องเป็นเรื่องราว
แต่รู้สึกเข้ามาตรงๆ 
ถึงความใสที่ไร้ตัวตน
ตามเห็นบ่อยๆ 
จะรู้ว่า...เกิด...ดับ...บังคับไม่ได้
.
พวกเราอย่าทิ้งสติ
ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน
จากกายที่เคลื่อนไหว 
การรู้จักอิริยาบถใหญ่
รู้จักอิริยาบถย่อย 
เพื่อให้รู้จักสภาวะต่างๆ ของรูปธรรม
สักแต่ว่าอาศัยเป็นที่ตั้งแห่งรู้
เพื่อไม่เป็นที่อาศัยแห่งความไม่รู้
“ให้มีฉันทะในการปฏิบัติ
แต่อย่ามีตัณหาในผล”

“กวีธรรม”
พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by congerdesign from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ความคิดก็ทำลายความเป็นกลางไม่ได้


ใจเป็นกลางอยู่ที่หนึ่ง
ความคิดอยู่ที่หนึ่ง ไม่ปนกัน
ถ้าไม่ทิ้งความเป็นกลางไปยุ่งกับความคิด
 ความคิดก็ทำลายความเป็นกลางไม่ได้ 

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

หนังสือ โถ...จิต!

Photo by DESIGNECOLOGIST on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/



 

การเผลอไหลเข้าไปอาศัยอยู่ใน ความคิดปรุงแต่ง


การเผลอไหลเข้าไปอาศัยอยู่ใน
ความคิดปรุงแต่ง
คือการเข้าไปอาศัยในภพ – ชาติ – ทุกข์ฯ
เผลอเพลินไปในการปรุงแต่งด้วยเจตนาใด
ในขณะนั้นจะลืมความจริงของกาย – ใจ
ว่าไม่ใช่ตัวตน
แต่จะหลงอยู่ในเวทนาอารมณ์จากเจตจำนงนั้น
การเข้าไปอาศัยอยู่ในเจตนา
คือกรรมภพ – ชาติ
จึงพ่วงเอาโสกะความคร่ำครวญ
ทุกข์โทมนัสคับแค้นใจ
ครั้นมีสติหลุดออกมารู้สึกตัว
ถึงตัวใจที่ปกติอยู่ก่อน
ความคิดจากเจตนานั้นจึงดับ
คือกรรมภพดับ – ชาติดับ
ความคร่ำครวญรำพึงรำพัน
ทุกข์คับแค้นใจจึงดับ

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

หนังสือวิธีพ้นทุกข์พบสุข

Image by ID 1681551 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ทุกอย่างว่างจากชื่ออยู่ก่อน


มองสิ่งรอบตัวทุกอย่าง
โดยไม่ใส่ชื่อสมมุติลงไป
รวมถึงมองเข้าไปในใจโดยไม่ใส่ชื่อว่าใจ
จะพบความจริงว่า
ทุกอย่างว่างจากชื่ออยู่ก่อน
ปัญหาทั้งหลายว่า
ใคร? อะไร? อย่างไร? ล้วนสมมุติ

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

หนังสือ “พ้นทุกข์ตรงนี้ พบสุขตรงนี้”

Image by ArtTower from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เปิดเผยความไม่มี “เรา”


เดินอยู่บนย่างก้าวที่ไม่มี “เรา” เดิน
นั่งอยู่ในที่ซึ่งไม่มี “เรา” นั่ง
รู้สึกอยู่ในที่ซึ่งไม่มี “เรา” รู้สึก
เเม้ชั่วขณะ
สภาวะเเห่งสันติสุขที่มีอยู่ก่อนเเล้ว
ก็เปิดเผยความไม่มี “เรา”
ธรรมชาติเดิมอันสะอาดบริสุทธิ์อยู่ตรงหน้า

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by StockSnap from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ทุกผัสสะ ละความเพลิน


ที่จุดเกิดทุกข์ และ จุดพ้นทุกข์
อยู่ตรงจุดเดียวกันตรงผัสสะ
ทุกขณะในสังสารวัฏมีผัสสะ
ทำให้เกิดเวทนา นับจำนวนไม่ได้
การเจริญสติ เห็นความจริง
ขณะผัสสะ ไม่มี “เรา” และไม่ได้เป็นของใคร
ไม่ทุกข์ใจ ถ้าไม่สร้าง ราคะ โทสะ โมหะ
ทุกผัสสะ ละความเพลิน

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส
ที่มา: หนังสือ “ประณีต”

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ลืมมุมมองที่เป็น ธรรมชาติเดิมแท้


เวลาใดที่ไม่สบายใจ 
ให้เฉลียวใจว่า
เวลานั้นกำลังขาดสติ
เหลียวกลับมามองใจว่า
ลืมมุมมองที่เป็น
ธรรมชาติเดิมแท้ไปหรือเปล่า
หรือว่าเริ่มจำผิด คิดผิด 
เห็นผิดไป วิปลาสไปเสียแล้ว
ว่ามีอัตตาตัวตนในสิ่งที่
ความจริง เป็นอนัตตา

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by Vintagelee from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เมื่อไม่หลงยึดมั่นให้เป็นดังใจ


เมื่อไม่หลงยึดมั่นให้เป็นดังใจ
ย่อมเผชิญกับปัญหาทุกอย่างได้
เพราะสิ่งไม่คาดคิดในชีวิตมีมากมาย
เพียงใจไร้ความยึดมั่นให้เป็นดังใจ
ย่อมไม่มีเราผู้ถูกกระทำ ให้ทุกข์
ความสุขจากการไร้ความยึดมั่น
ย่อมมีอยู่ก่อนแล้ว

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

หนังสือพ้นทุกข์ตรงนี้ พบสุขตรงนี้

Image by ajs1980518 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

สมควรสลายความปรุงแต่ง


ในเมื่อธรรมชาติเดิมแท้ของจิตใจ
ว่างจากการปรุงแต่งมาก่อน
เมื่อใดเห็นความเผลอปรุงแต่งเป็นอัตตาตัวตน
สมควรสลายความปรุงแต่งเหล่านั้นทิ้งทุกครั้ง

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by elbetiko from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่าเปิดโอกาสให้การปรุงแต่งมันทำงาน


เมื่อไหร่เผลอ เราจะเกิดความคิดปรุงแต่ง
เมื่อไหร่รู้ มันจะดับ...
เคล็ดลับก็คือว่า
อย่าเปิดโอกาสให้การปรุงแต่งมันทำงาน
ถ้าไม่เปิดโอกาสให้มัน
จะไม่มีเรื่องต้องสู้
มีแต่รู้แล้วไม่เอาเรื่อง
แต่นี่เราชอบเปิดโอกาสให้มันปรุงแต่ง
เมื่อไหร่ที่เรามีสติรู้สึกตัวบ่อยๆ
จะเป็นต้นทางการปฏิบัติ
ไม่เปิดโอกาสให้กิเลส
เลยไม่มีอะไรต้องสู้
เพราะกิเลสจะทำงานตอนที่เราเผลอ
แล้วความทุกข์ใจทั้งหลายจะตามมา

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by pixel2013 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เมื่อไร้การยึดมั่น


ในขณะที่ขันธ์ ๕ ปรากฏ
เห็นลักษณะเกิด – ดับ ในกายไม่ใช่เรา
เห็นลักษณะเกิด – ดับ ในเวทนาไม่ใช่เรา
เห็นลักษณะเกิด – ดับ ในความจำ ไม่ใช่เรา
เห็นลักษณะเกิด – ดับ ในความคิดไม่ใช่เรา
เห็นลักษณะเกิด – ดับ ในการรับรู้ไม่ใช่เรา
เป็นเพียงเหตุปัจจัย
ในโลกชั่วขณะ
เห็นเป็นเพียง
สภาวธรรม “นั่นไม่ใช่เรา”
เมื่อไร้การยึดมั่น
ย่อมปลอดภัยในทุกสถานการณ์

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by Leolo212 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จะรู้ได้อย่างไรว่า การปฏิบัติของเราก้าวหน้า



จะรู้ได้อย่างไรว่า 
การปฏิบัติของเราก้าวหน้า 
รู้ได้ง่ายๆ จากการที่
ความทุกข์มันน้อยลง 
.
ความฉลาดในการเข้าใจ
กลไกของความทุกข์มากขึ้น 
และความทุกข์ไม่สามารถจะก่อตัวได้
รู้แล้วว่าหนทางนี้เป็นหนทางอันประเสริฐ 
เป็นหนทางที่พาไปให้พ้นทุกข์ได้จริง 
เวลากราบพระกราบได้อย่างสนิทใจ 
กราบขอบพระคุณในความซาบซึ้ง
ต่อพระธรรมคำสั่งสอน
ถ้าไม่ได้เจอคำสั่งสอนอย่างนี้ 
ชีวิตคงจะหลงดิ่งเหว ผิดพลาดไปอีกเรื่อยๆ 
และก็ก่อทุกข์ใส่ตัวแบบไร้เดียงสา 
นี่พบแล้วว่าความออกจากทุกข์ 
ทางออกจากทุกข์อยู่ตรงนี้นี่เอง 
.
นี่โยมจะซาบซึ้งว่า
ถ้าไม่มีคำสอนแบบนี้เกิดขึ้นในโลก 
ชีวิตเราหรือชีวิตผู้อื่นที่อยู่ร่วมๆ กัน 
คงจะว้าเหว่ขนาดไหน
นี่จะเกิดความซาบซึ้งและเกิด
ความเมตตาต่อกันและกันนะ 
ด้วยความเคารพ ไม่ได้กราบ
ไปตามประเพณีแล้วนะโยม 
มันกราบอย่างความซาบซึ้ง ความซาบซึ้งแบบนี้ 

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

หนังสือ "ความจริงไม่มีใครทุกข์"

Image by fradellafra from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

มีเราขึ้นมาในใจเมื่อไหร่ ก็จัญไรเมื่อนั้น



มีเราขึ้นมาในใจเมื่อไหร่ ก็จัญไรเมื่อนั้น
ทำเพื่อเราเมื่อใด ก็บรรลัยทุกที
คำว่า "เรา" ที่เป็นตัวไปขวาง
กับกระแสของปรากฏการณ์
ไปมีความอยากแบบไร้เดียงสา
ไปกระทบปัญหาต่างๆ เช่น
เขาว่าเรา เขาไม่เข้าใจเรา
อยากให้ฝนไม่ตก อยากให้หมาไม่เห่า
เอา "เรา" เข้าไปเป็นเป้า
ทั้งที่ปรากฏการณ์มันเป็นของมันอย่างนั้น
แต่มีเราที่ไม่อยากให้มันเป็น
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะคำว่า "เรา"
เป็นเป้าของความทุกข์ ความเจ็บปวด...
เมื่อเรารู้สึกตัวและเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง
โดยไม่เอาความอยาก หรือทิฏฐิเข้าไปเกี่ยวข้อง
ว่าอยากให้เป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้
ก็มีแต่ "การกระทำ" แต่ไม่มีคำว่า "เรา"
เป็น "ผู้ถูกกระทำ"...

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

หนังสือแตกต่างแค่เปลือกความคิด ปกปิดจิตประภัสสร

Image by Schueler-Design from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



รักษาศีลก็คือ รักษาใจอยู่กับ "ผู้รู้" เสมอ



ศีลแปลว่าปกติ
อะไรจะมากระทบทางตา
หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...
ถ้ามันเห็นเป็นโทษ เป็นทุกข์
มันก็ไม่เอา เกิดละอายใจ
สะดุ้งกลัวต่อบาป เกิดหิริโอตัปปะ
ไม่กล้าไปเบียดเบียนใคร ด้วย กาย วาจา ใจ
ให้ดูที่ใจ ถ้าใจปกติ
ศีลจะกี่ข้อมันครบหมด
รักษาศีลก็คือ
รักษาใจอยู่กับ "ผู้รู้" เสมอ
ไม่ส่งจิตออกนอก
รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง
ถ้าส่งออก จะเอาไปปรุงแต่ง
นำมาซึ่งความทุกข์
ไม่เกิดประโยชน์อะไร
การอยู่กับผู้รู้ คือ ความรู้สึกตัวอยู่
เรียกว่า "ผู้รู้"

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by Pexels from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




มีแต่ตัว "ไม่รู้" ที่ทำงานตลอด


ตั้งสติให้เป็นนะ อย่าประมาทนะ 
เท้ากระทบพื้นอยู่ รู้สึก
กระพริบตาอยู่ ก็รู้สึก 
รู้ไป เพื่ออะไร? 
ให้ตัวรู้มันมีที่อยู่ 
เวลาตัว "ไม่รู้" ทำงานจะได้เห็น.. 
คนส่วนใหญ่ไม่มีตัวรู้ที่อาศัยอยู่ตรงนี้เลย 
มีแต่ตัว "ไม่รู้" ที่ทำงานตลอด 
เช่นไม่รู้แล้วก็เผลอคิดไปเรื่อยๆ..
เผลอคิดว่าเขาว่าเราแล้วก็ทุกข์ใจ 
และก็คิดว่าเขาเป็นคนทำให้เราทุกข์ 
จริงๆ แล้วความไม่รู้นะ
ที่เผลอคิดเข้ามามันทำให้ทุกข์ต่างหาก

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by Photorama from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



การเข้าไปอาศัยในภพ – ชาติ – ทุกข์ฯ


การเผลอไหลเข้าไปอาศัยอยู่ใน
ความคิดปรุงแต่ง
คือการเข้าไปอาศัยในภพ – ชาติ – ทุกข์ฯ
เผลอเพลินไปในการปรุงแต่งด้วยเจตนาใด
ในขณะนั้นจะลืมความจริงของกาย – ใจ
ว่าไม่ใช่ตัวตน
แต่จะหลงอยู่ในเวทนาอารมณ์จากเจตจำนงนั้น
การเข้าไปอาศัยอยู่ในเจตนา
คือกรรมภพ – ชาติ
จึงพ่วงเอาโสกะความคร่ำครวญ
ทุกข์โทมนัสคับแค้นใจ
ครั้นมีสติหลุดออกมารู้สึกตัว
ถึงตัวใจที่ปกติอยู่ก่อน
ความคิดจากเจตนานั้นจึงดับ
คือกรรมภพดับ – ชาติดับ
ความคร่ำครวญรำพึงรำพัน
ทุกข์คับแค้นใจจึงดับ

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by cristinaureta from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



จิตที่ปลอดโปร่งโล่งเบา



จิตที่ปลอดโปร่งโล่งเบา มีอยู่ก่อนแล้ว
แต่ที่สัมผัสไม่ได้ เพราะไปสนใจเนื้อหาความคิดที่ปิดบัง

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by muathuvangcamera from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


มารที่ร้ายกาจที่สุดคือการปรุงแต่ง


มารที่จะเป็นอุปสรรคให้เราหลงทาง คือการปรุงแต่ง 
หลักคำสอนในศาสนาพุทธ มารไม่ใช่ยักษ์ที่ไหน 
มารที่ร้ายกาจที่สุดคือการปรุงแต่ง 
เราเรียกอภิสังขารมาร 
การปรุงแต่งนี้มันถูกกระตุ้นเร้าจากสิ่งภายนอก 
เพราะทุกคนมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจ 
ที่จะรับผัสสะทั้งหลาย ถ้าผัสสะอันนั้นขาดปัญญา 
ก็จะกลายเป็นปัญหา 
แต่ถ้าผัสสะนั้นมีสติ มันจะเกิดปัญญาที่งอกงาม

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส


Image by padrinan on Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



เราจะรู้ว่าอะไรเป็นแก่นสาร เมื่อเรารู้สึกตัว


การที่เราไม่เห็นจิตประภัสสร
เพราะมีจิตสังขาร (การปรุงแต่ง) บังอยู่ 
ให้เรารู้ทันมัน
อย่าไปติดแค่เปลือกสังขาร..
เราจะรู้ว่าอะไรเป็นแก่นสาร เมื่อเรารู้สึกตัว
การปรุงแต่งมันเป็นที่พึ่งอะไรไม่ได้เลย
หมั่นรู้สึกตัวออกมาจากการปรุงแต่งทันทีที่รู้สึกตัว 
เช่นนี้แหละเราจะสามารถเห็นจิตที่ประภัสสร
เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ที่มีอยู่ในทุกคนได้..
เห็นความจริงว่า ไม่ว่าปรุงแต่งดี หรือปรุงแต่งร้าย
ล้วนเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เกิดดับ
แฝงอยู่ในความว่าง
จิตธาตุรู้เป็นเพียงธาตุธรรมชาติที่ไร้เจ้าของ
ไม่มีของใครอยู่ในนั้น
หากไม่หลงเปลือกปรุงแต่งความคิด
ธรรมชาติเดิมที่สะอาด สว่าง สงบ
ก็เปิดเผยตัวออกมา..

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ไม่ชอบทุกข์กาย จึงทุกข์ใจ



ความทุกข์กาย
ไม่ได้ทำให้ทุกข์ใจ
จนกว่าจะไม่ชอบความทุกข์กาย
จึงทุกข์ใจ
หากไม่ปรุงความไม่ชอบขึ้นมา
มีเพียงทุกข์กายแต่ไม่ทุกข์ใจ

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา