แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระไพศาล วิสาโล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระไพศาล วิสาโล แสดงบทความทั้งหมด

สำคัญที่เรา “รู้สึกกับมันอย่างไร”





อะไรเกิดขึ้นกับเรา ไม่ร้ายเท่า
เรารู้สึกกับมันอย่างไร
ความสุข ไม่ได้อยู่ที่ว่า
มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเราหรือไม่
ความทุกข์ ก็ไม่ได้อยู่ที่ว่า
มีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเราหรือไม่
แต่สำคัญที่เรา “รู้สึกกับมันอย่างไร”

โอวาทธรรม พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
ส่วนหนึ่งในรายการคลิกใจให้ธรรม

ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

https://www.facebook.com/Jaturataweep/

19 ก.ย.69


 

 

 

ฝึกใจให้เหมือนใบบัว


การปฏิบัติธรรมของเราก็เพื่ออันนี้
เพื่อให้ใจของเราเหมือนดอกบัว
ใจของเราเหมือนใบบัว
ไม่ว่าอะไรมากระทบก็ย้อมไม่ติด
เจอทุกข์ ทุกข์ก็ไม่แปดเปื้อนใจ
อยู่ในโลกแต่ว่าจิตใจอยู่เหนือโลก
โลกไม่อาจกลั้วติดได้ หรือไม่ติดในโลก
เราปฏิบัติธรรมไม่ใช่เพื่อหนีโลก
เราปฏิบัติธรรมไม่ใช่เพื่อหนีกิเลส
ไม่ใช่เพื่อหนีทุกข์
ชาวพุทธเราไม่กลัวทุกข์
เพราะเรารู้ว่าในทุกข์มีธรรม
และในยามที่เราเจอทุกข์
อย่างน้อยเราก็รู้จักหาธรรม
เข้าหาแสงสว่าง
เข้าหาความดีเป็นสรณะ
ฉะนั้นถ้าปฏิบัติธรรมแล้ว
เข้าใจว่าเพื่อหนีโลก
เพื่อหนีทุกข์ เพื่อหนีกิเลส
อันนี้เข้าใจผิดแล้ว
ดอกบัวไม่ได้สอนเราแบบนั้น
ที่เรามาเจริญสติ
ก็เพื่อเราจะได้มีสิ่งรักษาใจ
ไม่ให้ทุกข์มาแปดเปื้อนจิตใจได้
สามารถทำให้อยู่กับกิเลสได้
เหมือนกับที่หลวงพ่อชาแนะนำ
อยู่กับกิเลสอย่างมีสติ
เหมือนกับน้ำกับใบบัว
น้ำซึมเข้าใบบัวไม่ได้
กิเลสก็ซึมเข้าจิตใจไม่ได้
อันนี้สำหรับปุถุชนที่ยังมีกิเลสอยู่
อารมณ์อกุศลก็เหมือนกัน
แม้ว่าจะห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้
แต่พอมันเกิดแล้ว
ก็ไม่สามารถจะฉาบติด
หรือแปดเปื้อนใจได้
เพราะใจเรามีเครื่องรักษา
ฉะนั้นเรามีใบบัว ดอกบัวเป็นครู
ศึกษาให้เข้าใจ แล้วการปฏิบัติของเรา
ก็จะเจริญก้าวหน้าจนชนิดที่ว่า
แม้ตัวอยู่ในโลก แต่ว่าใจก็อยู่เหนือโลกได้
....
“ฝึกใจให้เหมือนใบบัว”
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
แสดงธรรมเย็นวันที่ 15 มีนาคม 2569
วัดป่าสุคะโต
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

เมื่อใดที่ความรู้สึกตัวเกิดขึ้น


เมื่อใดที่ความรู้สึกตัวเกิดขึ้น
ความหลงย่อมทนอยู่ไม่ได้
เมื่อมีความระลึกรู้ในกายและใจ การเผลอคิด เผลอปรุง ย่อมสิ้นสุดลง ด้วยเหตุนี้การเจริญสติปัฏฐานเพื่อสร้างความรู้สึกตัว และความระลึกได้ในกายและใจ จึงเป็นทางตรงทางลัดสู่ความพ้นทุกข์
ความรู้สึกตัวทำให้ใจออกมาจากความรู้สึกนึกคิด และเปลี่ยนจาก “เป็น” มา “เห็น” แทน ยิ่งเห็นมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้จักสภาวะภายในตามที่เป็นจริงมากเท่านั้น นำไปสู่ปัญญาที่สามารถไถ่ถอนจิตจากความหลงขั้นลึกซึ้งที่สุด อันได้แก่ความยึดติดถือมั่นในตัวตน
หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ได้ชี้ให้เห็นว่า
การปฏิบัติที่ถูกต้องมิได้อยู่ที่
การทำให้ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ หายไป
จนจิตบังเกิดความสงบ
แต่อยู่ที่การมีสติเห็นอาการเหล่านี้
โดยไม่ต่อต้านผลักไส
ท่านได้ย้ำว่าอาการเหล่านี้ไม่ใช่เป็นตัวปัญหา ปัญหาอยู่ที่การไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้น
จนหลงเข้าไปในมันต่างหาก
แต่เมื่อใดที่มันเกิดขึ้นก็ให้รู้ว่าเกิด
เพียงเท่านี้ ความรู้ตัวก็จะพาจิต
ออกมาจากความทุกข์
และ (เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี) ไปเอง
คือ เปลี่ยนความโกรธให้เป็นความไม่โกรธ เปลี่ยนความโศกให้เป็นความไม่โศก
เปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความไม่ทุกข์
มองในแง่นี้ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับใจ
ล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้น
หากตามรู้อยู่เสมอ
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

อยู่อย่างไรให้ใจเบา?


อยู่อย่างไรให้ใจเบา?

เวลาเรารู้สึกไม่ชอบอะไรสักอย่าง
ปัญหาจริงๆ อาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งนั้น
แต่เป็นความรู้สึกไม่ชอบของเราต่างหาก
พูดอีกอย่างก็คือ สิ่งนั้นไม่ได้สร้างปัญหา
หรือก่อความทุกข์ให้เรา
มากเท่ากับความรู้สึกไม่พอใจมัน
ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่คนอื่นหรือสิ่งอื่น
แต่อยู่ที่ความรู้สึกในใจของเราต่างหาก

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ภาพ Pinterest 

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

ทุกข์ไม่ร้ายเท่าไม่ยอมรับทุกข์


หญิงสาวผู้หนึ่งพูดได้น่าสนใจมากว่า “มะเร็งไม่ได้ทำให้ยิ้มคุณหายไป ทุกข์ในใจต่างหากเป็นตัวทำ” ถามว่าทุกข์ใจเพราะอะไร คำตอบคือยอมรับความจริงไม่ได้ สิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นสัจธรรมมาก เธอพูดว่า
“ในขณะที่เราคิดว่าความจริงมันโหดร้าย แต่การไม่ยอมรับความจริงนั้นโหดร้ายกว่า เพราะมันเปรียบเหมือนคุกที่ขังใจเราไว้”
ประโยคข้างต้นเธอพูดจากประสบการณ์ของตัวเอง เธอเป็นมะเร็งปอด ตอนอายุ 30 ปี ขณะที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ หมอเองทีแรกก็ยังไม่เชื่อ เพราะมะเร็งที่เกิดกับเธอนั้นมักเกิดขึ้นผู้สูงอายุหรือสูบบุหรี่จัด แต่เธอไม่เคยสูบบุหรี่ ตอนที่เธอรู้ว่าเป็นมะเร็ง เธอรู้สึกทุกข์มาก
ทุกข์กายไม่เท่าไหร่แต่ทุกข์ใจมาก เธอเอาแต่คร่ำครวญว่า ทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมต้องเป็นมะเร็งชนิดนี้ มันไม่น่าจะเกิดกับฉัน ฉันอายุแค่ 30 ปีเท่านั้น พอเธอไม่ยอมรับความจริงนี้ ก็เครียด จนเหวี่ยงวีนใส่หมอ เหวี่ยงวีนแม้กระทั่งกับคนที่บ้าน
ภายหลังเธอหันมาสนใจการปฏิบัติธรรม เจริญสติ เมื่อสังเกตจิตใจของตนก็พบว่า สาเหตุของความทุกข์ใจคือการไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับโรคมะเร็ง แต่พอเธอยอมรับมันได้ ใจก็สงบ แม้ว่ามะเร็งจะลามไปเยอะแล้ว
คนเรามักจะมองข้ามความจริงว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเราไม่ร้ายเท่ากับการไม่ยอมรับความทุกข์นั้น สิ่งที่เรากลัวเราเกลียด ไม่ร้ายเท่ากับความกลัวความเกลียดสิ่งนั้น
ลองพิจารณาดูให้ดีว่า คนที่เป็นปัญหากับเรา ยังไม่ทำให้เราทุกข์มากเท่ากับความรู้สึกเกลียดชังหรือโกรธคนนั้น มะเร็งก็เหมือนกัน มันไม่ร้ายเท่ากับความกลัวความเกลียดและการไม่ยอมรับมะเร็ง
เมื่อเจอเหตุร้ายหรือสิ่งที่ไม่ปรารถนา ประการแรกที่เราควรทำคือ ยอมรับเพราะมันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถปฏิเสธ ผลักไสไปได้
ประการที่สอง ให้ตระหนักว่า ยิ่งผลักไสก็ยิ่งทุกข์ เป็นการซ้ำเติมตัวเอง อย่างที่คนขับแท็กซี่พูด “ผมไม่รู้จะหงุดหงิดไปทำไม หงุดหงิดแล้วรถมันก็ติดเท่าเดิม”
ความหงุดหงิดทำให้จิตใจรุ่มร้อน ส่วนปัญหาหรือความทุกข์เดิมก็ไม่ได้หายไปไหน
.
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

9 มี.ค.69


 

ทุกข์หนีได้ด้วยการยอมรับ


แม้เจอสิ่งที่เป็นลบ เหตุการณ์ที่ย่ำแย่
หากเราทำใจยอมรับมันได้
ไม่ต่อต้าน หรือผลักไสมัน
คือ ไม่บ่น ไม่โอดโอย หรือโวยวาย
ความทุกข์ใจจะลดน้อยลงมาก
จริงอยู่เราอาจคิดว่ามันไม่น่าเกิดขึ้นกับเรา
แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ควรยอมรับมัน
ป่วยการที่จะบ่นว่าไม่น่าเลย
เพราะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
มิหนำซ้ำการบ่น หรือปฏิเสธมัน
มีแต่จะทำให้ความทุกข์เพิ่มขึ้น
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

18 ก.พ.69


 

การปฏิบัติธรรมที่แท้จริง


..การปฏิบัติธรรมในสำนักอันสงบสงัด
เปรียบไปก็ไม่ต่างจากการฝึกซ้อมของนักกีฬา
แต่การฝึกซ้อมจะมีประโยชน์อะไร
หากไม่ลงไปสู่สนามจริง
นักกีฬาย่อมไม่กลัวสนามจริงฉันใด
นักปฏิบัติธรรมก็ไม่พรั่นพรึง
โลกกว้างและชีวิตจริงฉันนั้น
จะว่าไปแล้ว
โลกกว้างและชีวิตจริงนั่นแหละ
คือสถานที่ดีที่สุดสำหรับการปฏิบัติธรรม
เพราะความเป็นจริงโดยเฉพาะความทุกข์
คือครูที่ฉลาดที่สุดในการเคี่ยวเข็ญเรา
ให้เข้าถึงธรรมและธรรมดา
การปฏิบัติธรรมที่แท้จริง
คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับ
ความพลัดพราก ความสูญเสีย
และความไม่สมหวังอย่างไม่เป็นทุกข์
สามารถเข้าถึงความสงบเย็นได้
ท่ามกลางความผันผวนของโลกและชีวิต
อีกทั้งยังสามารถเอื้อเฟื้อเกื้อกูล
และเป็นมิตรกับผู้อื่นได้
โดยไม่แบ่งแยกหรือเลือกที่รักมักที่ชัง
ทั้งหมดนี้เราสามารถเรียนรู้ได้
จากชีวิตสามัญที่มีทั้งสุขและทุกข์
มีทั้งมิตรและศัตรู มีทั้งสมหวังและไม่สมหวัง
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

13 ก.พ.69

 

ผู้เข้าถึงธรรม


ผู้เข้าถึงธรรม
คือผู้เข้าถึงธรรมดา
สูงสุดคืนสู่สามัญ...
ธรรมขั้นสูงสุดนั้น
มิได้อยู่ที่ไหน
หากอยู่ในความธรรมดาสามัญ
เพราะธรรมดาสามัญนั้นเอง
กลมกลืนกับธรรมดา
ไม่ขัดขืนโต้แย้งกับธรรมดา
ทั้งไม่ผลักไสหรือยึดติดธรรมดา
เพราะธรรมดานั้นไม่มีบวกหรือลบ
สูงหรือต่ำ น่ายินดีหรือไม่น่ายินดี
หากเป็นใจเราต่างหาก
ที่ไปกำหนดหมายหรือให้ค่าเอาเอง...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
ธรรมดานั้นคือความธรรมดาสามัญของโลกมนุษย์ที่มี
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ความสุข ความทุกข์ เข้าถึงธรรมดา
คือใจสามารถยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้ โดยเห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือเรื่องปกติจริงๆ
ใจจึงสิ้นความหวั่นไหวเพราะไม่มีการให้ค่าใดๆ
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

13 ก.พ.69


 

การกำจัดความหลง


การกำจัดความหลง
มันไม่ต้องลงมือทำอะไรกับความหลงนั้นเลย
เราเพียงแต่เติมหรือเพิ่มความรู้สึกตัว
หรือทำความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้นในใจ
อันนี้เป็นสิ่งสำคัญนะ
เพราะว่าหลายคนก็ยังเข้าใจว่า
ต้องกำจัดความหลงให้ออกไปจากจิตใจ
ทำให้ไม่ไหลเข้าไปในความคิด
หลงเข้าไปในอารมณ์
เพราะฉะนั้นก็จะคิดถึงเรื่องการบังคับจิต
แต่ยิ่งบังคับจิตนี่ก็ยิ่งผิดหวัง
และเกิดความท้อแท้
หรือว่าเกิดความหงุดหงิด เกิดโทสะ
เพราะว่าจิตนี่มันบังคับไม่ได้
มันมีวิธีที่ดีกว่า คือการทำให้
ความรู้สึกตัวเกิดขึ้นในใจของเรา
ฉะนั้นแทนที่จะบังคับจิตไม่ให้คิด
ไม่ให้ไหลเข้าไปในอารมณ์
เราก็เน้นเรื่องการกลับมารู้สึกตัว
หลวงพ่อคำเขียนท่านพูดว่า
การภาวนามันเก่งตรงที่กลับมารู้สึกตัว
ประโยคนี้สำคัญนะ
เพราะว่าหลายคนไปคิดว่า
ความก้าวหน้าของการปฏิบัติ
อยู่ที่การบังคับจิตไม่ให้ไหลเข้าไปในความคิด
บังคับจิตไม่ให้ส่งออกนอก..
ถ้าจิตมันไปก็รู้สึกว่าไม่ก้าวหน้า
หลายคนก็มีความทุกข์มากเลย
ว่าทำไมมันคิดมากเหลือเกิน
ทำไมฟุ้งมันเยอะเหลือเกิน
นี่เพราะไปตั้งเป้า หรือไปวัดความก้าวหน้า
ความสำเร็จ ที่การบังคับจิตให้มันนิ่ง
ไม่ให้ไปไหน แต่ที่จริงแล้ว
การพาจิตกลับมารู้สึกตัวบ่อยๆ ต่างหาก
ที่มันเป็นสิ่งที่จะชี้วัดความก้าวหน้า
หมายความว่าคิดมากหรือ
มีความคิดเกิดขึ้นเยอะ ไม่เป็นไร
แต่ให้กลับมารู้สึกตัวบ่อยๆ
หรือกลับมารู้สึกตัวให้ไวขึ้นๆ
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

10 ก.พ.69