แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก แสดงบทความทั้งหมด

แล้วตัณหา จะมาจากไหนอีกเล่า?


จิตที่ดิ้นรน (ตัณหา) เพราะการปรุงแต่ง
นั่นคือแก่นแท้ ของความทุกข์
ปัญหาทั้งหมด มาจาก การปรุงแต่ง
ถ้าจิต สามารถ หยุดการปรุงแต่ง
และไม่ยึดมั่นในร่างกายนี้ได้
แล้วตัณหา จะมาจากไหนอีกเล่า?

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

Image by ID 1681551 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ให้ “รู้” ไว้อย่างเดียว


อย่ายินดียินร้ายในสิ่งต่างๆ
ให้ “รู้” ไว้อย่างเดียว
(ถ้าเราไปยินดี เดี๋ยวพอสิ่งที่ไม่ชอบเกิดขึ้น
ก็จะเกิดยินร้าย
ก็เลยกลายเป็นอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ
ไปตามสิ่งที่สัมผัสพบเห็น
แต่ถ้าเรารู้ไว้อย่างเดียว
อะไรเกิดก็รู้ อะไรดับก็รู้
ก็จะไม่มีอาการขึ้นๆ ลงๆ)

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

Image by Sponchia from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ใครคิดดี ใครคิดไม่ดี


ใครคิดดี ใครคิดไม่ดี
.
วันหนึ่ง ลูกศิษย์คนหนึ่งภาวนาอยู่ที่บ้าน
เกิดความคิดที่อยากจะด่าท่านพ่อ
จะห้ามความคิดนี้ไม่ให้ปรากฏอยู่ในใจก็ไม่ได้ผล
จึงรู้สึกละอายมาก
วันหลังจึงมาขอขมากับท่าน
ท่านก็บอกว่า
"ใจเราคิดดียังคิดได้
คิดไม่ดีทำไมจะคิดไม่ได้
มีอะไรก็ดูมันไป
แต่ถ้ามันไม่ดี
อย่าไปตามมันก็แล้วกัน"
.
ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งกราบเรียนท่านพ่อ
เรื่องการคิดดี-คิดไม่ดีว่า
"เวลาคิดดี เขาไม่สนใจ
แต่เวลาคิดไม่ดี
เขาไปห้ามความคิด"
ท่านก็บอกว่า
"ให้ดูเขาไป
ดูว่าใครเป็นผู้คิดดี-คิดไม่ดี
คิดดี-คิดไม่ดี เขาก็ดับไปเอง
เพราะเป็นไตรลักษณ์
ใจจะคิดปรุงอะไรก็ปรุงได้
แต่อย่าหลง"

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

Image by pen_ash from pixabay

หนังสือ ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก
ชีวประวัติ ปฏิปทา และ วัดธรรมสถิต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

แล้วเราจะตามมันทำไม


ลูกศิษย์คนหนึ่งรู้สีกน้อยใจตัวเองเป็นกำลัง
จึงเข้าไปปรึกษากับท่านพ่อเรื่องนี้
ท่านก็บอกว่า
"ที่จริงมันไม่มีอะไรที่ต้องน้อยใจ
เราเองไปเอนเอียงตามอารมณ์ที่มากระทบเท่านั้น
ให้พิจารณามากๆ แล้วจะรู้ว่า
จิตของเราอยู่ส่วนหนึ่ง
สิ่งพวกนี้ก็ผ่านเข้ามาแล้วก็ไป
เราจะเป็นไปตามเขาทำไม
ให้เราประคองจิตอยู่แค่รู้เท่านั้นว่า
มันมาเดี๋ยวมันก็ไป
แล้วเราจะตามมันทำไม"

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

Image by ChrisFiedler from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

สุขในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส


สุขในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ฯลฯ
ที่เราปรารถนามากเป็นพิเศษ
แสดงว่าเราเคยเสวยแล้วในชาติก่อนๆ
เราจึงคิดถึงมันในชาตินี้
คิดอยู่แค่นี้ก็น่าจะเกิดความสลดสังเวชในตัวเองได้

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ต้องรักษาตัวรู้ดั้งเดิมของเราไว้ให้ตลอด



จะรู้จะเห็นอะไร ก็ให้สักแต่ว่ารู้ ไม่ให้เป็นไปตามเขา 
จิตดั้งเดิมของเรามันไม่มีอะไร มันรู้อยู่ทุกอย่างอยู่แล้ว 
แต่พอมีสิ่งต่างๆ มาสัมผัสทั้งภายนอกภายใน
ก็ทำให้เราเผลอสติปล่อยตัวรู้ ลืมตัวรู้ที่มีอยู่ดั้งเดิมเสีย 
ไปรับสิ่งที่เอามาทีหลังแล้วก็ทำไปตามเขา 
คือ เป็นสุขเป็นทุกข์ อะไรต่างๆ 
ที่เราเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า
เราไปรับเอาสิ่งสมมติต่างๆ เข้ามายึดมั่นถือมั่น 
ถ้าเราจะไม่ให้เป็นไปตามสิ่งต่างๆ 
เราก็ต้องรักษาตัวรู้ดั้งเดิมของเราไว้ให้ตลอด 
ตัวสติ ต้องมีไว้มากๆ 

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เราไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนา ด้วยเจตนาดับตัวตน




เราไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนา
ด้วยเจตนาดับตัวตน
เพราะไม่เคยมีตัวตนให้ดับ
เราต้องการดับอุปาทานว่ามีตัวตน
อันเป็นปัจจัยแห่งการสืบสายทุกข์ต่างหาก


ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ติดตามหลักธรรมเพื่อการพ้นทุกข์อีกมากได้ที่ :
เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
https://www.facebook.com/Jaturataweep/

ตราบใดที่ยังติดสมมติ เราไปไม่รอด



          การปฏิบัติที่เป็นขั้นนั้นขั้นนี้ แท้จริงเวลาถึงขั้นนั้นๆ เขาไม่ได้บอกว่า เขาเป็นอะไร เราเองไปสมมติเขาต่างหาก ตราบใดที่เรายังติดสมมติเหล่านี้ เราไปไม่รอด

                                                                                           ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

อย่ากลัวการภาวนา




เวลาภาวนา อย่าไปกลัวว่า
ภาวนาแล้วจะเป็นนั่นเป็นนี่
เพราะเป็นของแก้กันได้ 
ให้กลัวอย่างเดียวว่า 
จะภาวนาไม่เป็น

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ผู้รู้ก็อย่างหนึ่ง เวทนาก็อย่างหนึ่ง



          เราจะเอาอำนาจจิตเราไปเพ่งต่อสู้กับเวทนาก็ได้ แต่มันเปลืองแรง ต้องเอาปัญญามาใช้พิจารณาให้เห็นว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ผู้รู้ก็อย่างหนึ่ง เวทนาก็อย่างหนึ่ง เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วมันจะเบาลง

                                                                                                 ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ให้มันอยู่แค่ "รู้"



มีอะไรมากระทบ 
ก็ให้มันอยู่แค่ "รู้" 
อย่าให้มันเข้ามาถึง “ใจ"

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ผู้ไม่รู้เท่านั้นที่ทุกข์



ผู้รู้แล้วจะไม่ทุกข์ ผู้ไม่รู้เท่านั้นที่ทุกข์ 
ทุกข์มันก็มีอยู่กับทุกคน ไม่มีใครไม่มีหรอก 
ตราบใดที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ ทุกข์ก็ต้องมี  
แต่ถ้ารู้แล้วเราจะอยู่อย่างสบาย

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ไม่ต้องไปตัดเขาหรอกกิเลส



          ลูกศิษย์คนหนึ่งมาบ่นให้ท่านพ่อฟังว่า “ตัวเองปฏิบัติมาตั้งนานยังตัดกิเลสไม่ได้สักตัว” ท่านพ่อหัวเราะบอกว่า “ไม่ต้องไปตัดเขาหรอกกิเลส ไปตัดเขาได้หรือ เพราะกิเลสอยู่ในโลกนี้มาก่อน  เรามาหาเขาเองต่างหาก ไม่ว่าเราจะมาหรือไม่มา  เขาก็อยู่ของเขาเช่นนั้น และใครเป็นคนเรียกเขาว่ากิเลส เขาเคยบอกหรือว่าเขาชื่ออะไร เขาก็อยู่ของเขา ให้พิจารณารู้จักกับเขา มองทั้งดีทั้งชั่วของเขา”

                                                                                                       ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

คนโง่เท่านั้นที่ติดภพชาติ



         ภพชาติที่ผ่านมา ยังไปยินดีกันอยู่หรือ คนโง่เท่านั้นที่เข้าไปติด เราตาย-เราเกิดมานับอสงไขยไม่ถ้วน ถ้าจะเอากระดูกที่เราเคยเกิด-ตายมากองไว้ ก็จะโตยิ่งกว่าเขาพระสุเมรุ น้ำในแม่น้ำมหาสมุทรน้อยใหญ่ทั้งหลายนะ ก็ยังน้อยกว่าน้ำตาเราที่เคยหลั่งรินเพราะความทุกข์ทั้งหลายเสียอีก ผู้มีปัญญาเมื่อเห็นเช่นนี้ ย่อมเกิดความสลดสังเวชในภพชาติ ไม่ยินดีในการเกิด มีจิตมุ่งตรงต่อพระนิพพานอย่างเดียว

                                                                                                ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ขอให้ถือศีล ๑



          “คนเราจะถือศีล ๘ นั้น ไม่ค่อยจำเป็นนัก แต่ขอให้ถือศีล ๑ ก็แล้วกัน รู้จักไหม ศีล ๑

          “เป็นยังไงท่านพ่อ”

          “ศีล ๑ ก็คือ การไม่ทำชั่วนั่นแหละ ยึดข้อนี้ไว้ให้มั่น”

                                                                                             ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

อานุภาพของจิตปัจจุบัน



พอเราจับจิตให้อยู่ มันจะอยู่กับปัจจุบันอย่างเดียว 
ไม่ได้วอกแวก ถึงเรื่องอดีตอนาคต 
นั่นแหละ เราจะใช้มันทำอะไรได้ตามที่เราต้องการ

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

มีสติทำให้เกิดปัญญา...



มีสติทำให้เกิดปัญญา มีศรัทธาทำให้เกิดความเพียร

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ต้องรู้ลมอยู่เสมอ มันก็ครองสุขได้



ต้องรู้ลมอยู่เสมอ มันก็ครองสุขได้ 
จะเอามนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ 
มันก็อยู่ที่ลมนี่แหละ 
ถ้ามัวแต่สนุก เพลิดเพลินจนลืมลม ก็จะหมดสุขได้ 
ฉะนั้นต้องรู้จักสังเกตลมเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลา 
ต้องสนใจเขาบ้างว่า เขาอยู่อย่างไร 
อย่าปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว 
เมื่อรู้จักความเป็นอยู่ของเขาแล้ว 
ทีนี้แหละจะเอาอะไรก็ได้ทุกอย่าง 
กายก็เบา ใจก็เบา จะสุขอยู่ตลอดเวลา

 ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ให้สักแต่ว่ารู้อย่างเดียวก็พอ



มันมีอะไรเป็นของเราบ้าง 
ตายไปก็เอาอะไรไปติดตัวไม่ได้ 
แล้วจะอยากมันทำไม 
ไม่ต้องอยากอะไรทั้งนั้น 
ทำจิตให้สงบ ให้เป็นหนึ่ง 
ไม่ต้องไปสนใจในความมี 
ความเป็นตัวของตัวเองหรือผู้อื่น 
ให้สักแต่ว่ารู้อย่างเดียวก็พอ  

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ให้รักษาตัวรู้ของเรา ให้เหนียวแน่นมั่นคง



ให้รักษาตัวรู้ของเรา
ให้เหนียวแน่นมั่นคงอย่างเดียว 
ก็ไม่มีอะไรจะมาครอบงำเราได้

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก