แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ.สุภีร์ ทุมทอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ.สุภีร์ ทุมทอง แสดงบทความทั้งหมด

ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีการแยกกัน


ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นพัฒนาการของการฝึกจิต…
ศีล สมาธิ ปัญญา ทางพุทธศาสนานั้น 
ไม่มีการแยกกัน ถ้าแยกกันก็ผิดทันที
ตอนมีศีล มีสมาธิมั้ย มี.. 
มีปัญญามั้ย มี.. 
ตอนมีสมาธิ มีศีลมั้ย มี.. 
มีปัญญามั้ย มี.. 
ตอนมีปัญญา ก็ศีลก็มี สมาธิก็มี
อย่างนี้

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by NoName_13 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

คนที่ไม่รู้อริยสัจ


คนที่ไม่รู้อริยสัจ
จะหลงสร้างทุกข์ให้แก่ตัวเอง
เพราะโดยความจริงแล้ว
ตัวเองนั้นก็เป็นตัวทุกข์อยู่แล้ว
ทีนี้ เขาไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจ ไม่รู้อริยสัจ
ก็หาสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นมาครอบครอง
เพื่อที่จะได้สูญเสียมันไป
มันอยู่ของมันดีๆ ก็ไปหลงรัก
เพื่อที่จะได้เสียใจเวลามันจากไป
ต้นไม้มันอยู่ของมันดีๆ ก็ไปหลงรักมัน
เวลาต้นไม้มันตาย
ก็จะได้ร้องไห้เพราะมัน
ผู้ชายคนนั้น เขาอยู่ของเขาดีๆ ก็ไปหลงรักเขา
จะได้เจ็บปวด เป็นห่วงเป็นใยเขา
ไม่เป็นอันหลับอันนอน
เวลาเขาจากไปก็จะได้เป็นทุกข์
เพราะไม่รู้อริยสัจ จึงหลงสร้างทุกข์ให้แก่ตัวเอง
คนที่ไม่รู้อริยสัจเป็นผู้ไม่มีปัญญา
ไม่มีความรู้ชนิดที่เป็นหลัก
เป็นคนเลื่อนลอย
ต้องคอยมองผู้อื่นเรื่อยๆ
คอยดูว่าคนอื่นจะว่ายังไง
ส่วนผู้ที่รู้อริยสัจแล้ว
มีความรู้ชนิดที่เป็นหลัก
มีความรู้ของตนเอง
ไม่ต้องรอให้คนอื่นรับรอง

อ.สุภีร์ ทุมทอง

หนังสืออริยสัจ ๔

Image by PublicCo from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ต่างกันตรงที่ “รู้” กับ “ไม่รู้” เท่านั้น


การปฏิบัติธรรมกับไม่ปฏิบัติธรรม 
มันก็ต่างกันตรงที่ “รู้” กับ “ไม่รู้” เท่านั้น 
ไม่ได้ต่างกัน เพราะเราไปทำให้เกิดความต่างขึ้น 
ถ้ายังทำ ให้เกิดความต่างขึ้นระหว่างการปฏิบัติ
กับไม่ปฏิบัตินั้น เรียกว่านักสร้างภาพ 
ตอนไม่ปฏิบัติเป็นคนหนึ่ง 
พอเข้าลู่จงกรมก็เป็นอีกคนหนึ่ง 
กลายเป็นนักแสดงไป 
ถ้าแสดงเก่งก็เป็นคนดี 
ก็ทุกข์แบบคนดี 
ให้เรารู้เท่าทันนักสร้างภาพด้วย

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by dimitrisvetsikas1969 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

แม้แต่ห้องน้ำก็จะกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์


การฝึกสตินี้ ต้องการเพียงความรู้สึกตัวเท่านั้น
ไม่ได้ต้องการอย่างอื่น
ไม่ต้องการความรู้ระดับดอกเตอร์
ไม่ต้องการความจำอะไรได้มากมาย
ไม่ต้องการการพูดเก่ง
ต้องการเพียงความรู้สึกตัวในการทำกิจต่างๆ
จะเดิน ยืน นั่ง นอน อาบน้ำ ฯลฯ
ทำอะไรก็ให้รู้สึก
เมื่อเราปฏิบัติไปเรื่อยๆ แม้แต่ห้องน้ำที่เราเข้าอยู่ทุกวัน
ก็จะกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
เพราะฝึกให้เราเป็นผู้มีสติ เป็นพุทธะ
ตามปกติ เราจะคิดว่า ที่ศักดิ์สิทธิ์คือห้องพระ
แต่ความจริงแล้ว สถานที่ใดที่ทำให้จิตใจของเรา
ตื่นขึ้นเป็นพุทธะได้
ที่นั้นคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by felix_merler from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

นั่นแหละ คือสัจธรรม


การที่เราปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น
นั่นแหละ คือสัจธรรม 
ถ้าเราปรารถนาสิ่งใดแล้วได้สิ่งนั้น 
สิ่งนั้นเป็นสิ่งหลอกลวง

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by CDD20 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เราอย่ามุ่งเอาความสงบ อย่ามุ่งหนีฟุ้งซ่าน


เรา...อย่ามุ่งเอาความสงบ 
...อย่ามุ่งหนีฟุ้งซ่าน
ไม่อย่างนั้น...มันจะเป็นสังโยชน์ผูกไว้
.
ถ้ามุ่งหนี...ความฟุ้งซ่าน
มันก็จะเป็น...สังโยชน์ตัวหนึ่ง
ผูกเราไว้...ให้ไม่ชอบมัน
พอรักสงบ...มันก็จะผูกเราไว้อีก
ผูกเราไว้...ให้ไปรักมัน
.
รักหรือเกลียด...มันก็เท่ากันแหละ
มันเป็นสังโยชน์...ผูกเราไว้พอกันเลย
...ผูกจิตเราไว้เหมือนกัน
สงบหรือฟุ้งซ่าน...ก็ผูกเราได้เท่ากัน
.
แต่ที่หนักกว่านั้น คือ...
โดยมาก คนจะนึกว่า...สงบมันดีกว่า
นั่นแหละ...ที่มันผิดหนักกว่าเดิม
.
ดังนั้น เป็นคนดีนัก...ก็ไม่ดีเท่าไหร่
มันจะผิดหนักกว่าคนชั่ว...ด้วยซ้ำไป
เพราะ คนชั่ว อย่างน้อยก็พอรู้จักว่า...ตัวเองผิด
.
ส่วนคนดี บางที ไม่รู้ว่า...ตัวเองผิด
การไม่รู้ว่า...ตัวเองผิด
นั่นแหละ...มันผิดหนักกว่าคนรู้ตัวเองอีก
.
อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by JonPauling from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่าทำตนให้เป็นกระสอบทราย


โดยปกติทั่วไป
คนเราชอบทำตัวเป็นกระสอบทราย
พอมีใครว่าก็โดนตน โดนชกอยู่เรื่อย
บางคนโดนชกจนตาบวมเลย
ทุกข์มากเหลือเกิน...
ฉะนั้น อย่าทำตนให้เป็นกระสอบทราย
ให้เป็นมนุษย์โปร่งแสง
ไม่มีตน ไร้ตน
เขาจะได้ชกไม่โดน ชกวืดไป
โดนแต่ลม...

อ.สุภีร์ ทุมทอง
หนังสือเส้นทางสู่ความพ้นทุกข์ หน้า ๑๙๘

Image by cocoparisienne from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

มีสติบ้าง หลงบ้าง นั่นแหละดีแล้ว


..การรู้ การมีสติสัมปชัญญะ
ก็ไม่ใช่ตัวเราเหมือนกัน
เป็นของไม่เที่ยง บังคับให้มันเกิดก็ไม่ได้
อยากจะมีสติทั้งวัน
ปกติก็จะไม่มีหรอก ส่วนใหญ่จะหลงซะมากกว่า
การมีสติบ้าง หลงบ้าง นั่นแหละดีแล้ว
จะได้รู้ว่ามันเป็นอนัตตา บังคับไม่ได้
ถ้ามีสติตลอดได้ สงสัยเข้าใจผิด
เกิดอัตตาขึ้นมาอีกตัวว่า เราเก่งนะ
เราสามารถบังคับสติได้
กลายเป็นอย่างนั้นไปอีก

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by Adriansart from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ความน่ากลัวของตัวตน


ท่านเคยเห็นไหม
เวลาที่มีความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา
มันน่ากลัวอย่างไร
มันใช้เราไปทำนั่นทำนี่จนเป็นทุกข์
ใช้ให้เราไปเถียงคนอื่น ไปว่าคนอื่น
ใช้ให้เราไปเอาเรื่องที่ไม่จำเป็นมาคิด
จนกระทั่งเกิดทุกข์
ทั้งๆ ที่เรื่องต่างๆ นั้น ไม่มีอะไร
มันก็ทำให้เราเป็นทุกข์ได้
เพราะมีความเป็นชาติเกิดขึ้น
จึงมีความเป็นเรา เป็นเขา
กลายเป็นผู้แสดงบทบาท
กลายเป็นพระเอกบ้าง
ผู้ร้ายบ้าง ผู้อิจฉาบ้าง
ผู้ดีบ้าง ผู้เลวบ้าง 
ผู้ถูกบ้าง ผู้ผิดบ้าง ต่างๆ นานา
นี้คือความเป็นชาติ ความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตน
ซึ่งเราควรจะเห็นภัยและกลัวมัน
อย่ามัวแต่ไปกลัวสิ่งอื่น

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by enriquelopezgarre from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

หลุดพ้นจากความคิดของตัวเอง


การที่จะหลุดพ้นจากสิ่งครอบงำ
หรือหลุดพ้นจากความยึดถือทั้งหลาย
ก็คือหลุดพ้นจากความคิดของตัวเอง
เพราะว่าความยึดมั่นถือมั่นก็ดี
กิเลสต่างๆ ก็ดี เข้ามากับความคิด
ถ้าเราอยู่ในโลกของความคิด
ไม่ว่าจะลึกซึ้งขนาดไหน
ก็เรียกว่าเป็นวิญญาณพเนจร
เป็นคนไม่มีบ้าน

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by KELLEPICS from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การหลุดพ้นจากสิ่งครอบงำ


การหลุดพ้นจากสิ่งครอบงำ 
หรือหลุดจากความยึดถือทั้งหลาย 
ก็คือการหลุดพ้นจาก
ความคิดปรุงแต่งของตัวเอง 

อ.สุภีร์ ทุมทอง
Image by fkabay from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



เราอย่ามุ่งเอาความสงบ อย่ามุ่งหนีฟุ้งซ่าน


เราอย่ามุ่งเอาความสงบ อย่ามุ่งหนีฟุ้งซ่าน 
ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นสังโยชน์ผูกไว้
ถ้ามุ่งหนีความฟุ้งซ่าน 
มันก็จะเป็นสังโยชน์ตัวหนึ่ง
ผูกเราไว้ให้ไม่ชอบมัน 
พอรักสงบมันก็จะผูกเราไว้อีก 
ผูกเราไว้ให้ไปรักมัน 
รักหรือเกลียดมันก็เท่ากันแหละ 
มันเป็นสังโยชน์ผูกเราไว้พอกันเลย 
ผูกจิตเราไว้เหมือนกัน 
สงบหรือฟุ้งซ่านก็ผูกเราได้เท่ากัน 
แต่ที่หนักกว่านั้น คือโดยมาก
คนจะนึกว่าสงบมันดีกว่า 
นั่นแหละที่มันผิดหนักกว่าเดิม 
ดังนั้น เป็นคนดีนักก็ไม่ดีเท่าไหร่ 
มันจะผิดหนักกว่าคนชั่วด้วยซ้ำไป 
เพราะคนชั่วอย่างน้อยก็พอรู้จักว่าตัวเองผิด 
ส่วนคนดีบางทีไม่รู้ว่าตัวเองผิด 
การไม่รู้ว่าตัวเองผิดนั่นแหละ 
มันผิดหนักกว่าคนรู้ตัวเองอีก 

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by StockSnap from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ถ้ายังวางความคิดไม่ได้


ถ้ายังวางความคิดไม่ได้
ไม่รู้ทันตัวเอง
ก็จะวางอย่างอื่นไม่ได้...

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by _vane_ from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



พอรู้ว่าไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งได้ คือได้ที่พึ่งแล้ว


การปฏิบัติที่ถูกต้อง คือศึกษาให้รู้ว่า
มันมีแต่ตัวทุกข์เท่านั้น
รู้มันให้แจ่มแจ้งว่า
ในโลกไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งได้เลย
เป็นที่พึ่งไม่ได้สักอย่างเดียว
เพราะมีแต่ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
พอรู้ว่า ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งได้ ก็จะอุ่นใจว่าได้ที่พึ่งแล้ว
ที่พึ่งก็คือธรรมะนั่นเอง
ไม่ใช่ให้เราไปหาที่พึ่งถาวรที่ไหน
บางคนก็เอาวัดเป็นที่พึ่ง
เอาอาจารย์เป็นที่พึ่ง
เอาคนนั้นคนนี้เป็นที่พึ่ง
เอาสภาวะนั้นสภาวะนี้เป็นที่พึ่ง
ที่พึ่งเหล่านี้ไม่แน่นอน
อาจารย์ที่เราพึ่งอยู่
ถ้าไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง ตำหนิเรา
เราก็จะเครียดอีก ต้องไปหาอาจารย์ใหม่อีกแล้ว
ธรรมะเป็นสิ่งสวนกระแสอย่างนี้
ไม่ใช่ให้เราไปหาที่พึ่งในโลก
แต่ให้รู้ว่า สิ่งต่างๆ ในโลก
มันเป็นที่พึ่งจริงไม่ได้
ไม่มีสิ่งไหนมั่นคงถาวร
พอรู้ก็จะมีใจมั่นคง
ความทุกข์ความวิตกกังวลก็หายไป
หายไปเพราะรู้นี่แหละ

อ.สุภีร์ ทุมทอง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


การบำเพ็ญตบะในทางพระพุทธศาสนา


การบำเพ็ญตบะในทางพระพุทธศาสนาก็คือขันติ
เรานิยมแปลว่าความอดทน
แต่หมายถึง อาการที่จิตมีความคงที่ มั่นคง
ไม่หลงไปตามสิ่งปรุงแต่งต่างๆ
เป็นการอนุโลมคล้อยตามสัจธรรม คล้อยตามความจริง
ไม่หลงไปเที่ยวตะครุบอันหนึ่ง
ไม่หลงไปผลักไสอันหนึ่ง
เห็นมันเป็นอย่างนั้นของมันเอง
เป็นไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ
ภาษาเราทุกวันนี้เรียกว่ายอมรับ
หรือยอมจำนนต่อธรรมชาติ
ไม่ได้ไปฝืน ไม่ได้ไปยินดี ไม่ได้ไปปฏิเสธ

อ.สุภีร์ ทุมทอง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ไม่ใช่จิตสงบ



..สมณะ เป็นผู้ที่สงบ ไม่ใช่จิตสงบ แต่กิเลสสงบ
ท่านเป็นผู้ที่กิเลสสงบแล้ว
เราทั้งหลายนั้นกิเลสยังไม่สงบ
พากันไปทำจิตให้มันสงบอย่างนั้นอย่างนี้
หาวิธีข่มกิเลสเอาไว้ต่างๆ นานา..
มัวแต่ต้องการ มัวแต่อยากได้
อยากได้สภาวะนี้ ไม่เอาสภาวะนี้
แสวงหาไปเรื่อย ไม่หยุดแสวงหา
ความต้องการยังไม่สงบ เลยยังไม่ได้เป็นสมณะ
สำหรับผู้ที่เป็นสมณะนั้น เมื่อกิเลสสงบระงับแล้ว
การที่จะไปทำร้ายเบียดเบียนสัตว์อื่นก็เป็นไปไม่ได้
ความรู้สึกแบ่งแยกเขาแบ่งแยกเรา
จนเกิดการทำร้ายกันก็ไม่มี
จะมีแต่ความเห็นอกเห็นใจ
กรุณาต่อหมู่สัตว์ทั้งหลายและดำเนินชีวิตอยู่ด้วยปัญญา

อ.สุภีร์ ทุมทอง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

แก่นสารจากพระธรรม



ใครมาศึกษาธรรมะแล้วจะเอาให้จิตดีตลอด 
มันไม่ได้หรอก เพราะว่าเราศึกษา
ก็เพื่อเข้าใจความจริงแล้วปล่อยวางสิ่งที่เรายืดมั่นถือมั่น 
ใครจะมาปฏิบัติธรรมแล้วจะเอาให้จิตดี
อย่างนั้นหาไม่ได้หรอก นั้นเป็นของปลอม 
จะเป็นคนดีเป็นผู้ทรงศีล อย่างนั้นทําไม่ได้จริง
สาระแก่นสารจริงๆ คือวิมุตติ ความหลุดพ้น 
ความปล่อยวางจากสิ่งที่เราเคยยึดถืออยู่
อะไรที่เราเคยยึดถืออยู่ มาศึกษาและปฏิบัติจนเข้าใจ
แล้วปล่อยวางลงได้ 
อย่างนี้จึงจะได้แก่นสารจากพระธรรม

อ.สุภีร์ ทุมทอง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เราไม่ได้มาปฏิบัติให้ตัวเองหลุดพ้น



ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง 
คือพ้นจากอำนาจของกิเลส 
พ้นจากอำนาจของตัวตน 
แต่มาปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากอำนาจของกิเลส
ที่เห็นผิดว่ามีตัวเอง

อ.สุภีร์ ทุมทอง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ศึกษาให้รู้ว่า มีแต่ของไม่จริง จะได้ของจริง



เราต้องมีสติ มีปัญญาอยู่เสมอ
อาศัยกายกับใจให้เกิดความรู้ยิ่งๆ ขึ้น
ให้มีสติมากขึ้น ให้มีปัญญามากขึ้น
จนกระทั่งเกิดความรู้ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนดับไปทั้งหมด..
ผู้ที่ได้เห็นความไม่มั่นคงบ่่อยๆ มีแต่ของเกิดแล้วดับ
ในโลกไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทวดาหรือพรหม ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งได้
เป็นผู้ที่เห็นความจริง..
ศึกษาให้รู้ว่า มีแต่ของไม่จริง
แล้วจะได้ของจริง

อ.สุภีร์ ทุมทอง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


จุดหมายของการปฏิบัติไม่ใช่เพื่อจิตสงบ



จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติ
เพื่อให้เข้าใจกายและใจว่า อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์
คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
.. ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อจิตสงบ ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อเอาแต่ดี 
ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อให้มันดียิ่งขึ้น
..ปฏิบัติเพื่อให้มันเห็นความจริงยิ่งขึ้นๆ แล้วก็ปล่อยวางมากขึ้นๆ 
...ยิ่งปฏิบัติมากขึ้น เข้าใจความจริงมากขึ้น 
จะเบาสบายมากขึ้นไปด้วย 
ที่เราหนักเพราะว่าเราแบกเอาไว้

อ.สุภีร์ ทุมทอง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา