แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร แสดงบทความทั้งหมด

จิต พ้นจากกามาวจรนั้น...อย่างไร?


จิต พ้นจากกามาวจรนั้น...อย่างไร?
คือจิต อยู่ในกามาวจรนั้น...มันท่องเที่ยว
อยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ธรรมารมณ์ทั้งหลาย เป็นที่อารมณ์อยู่
ที่เรียกว่า...ผู้มีความยินดี
ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส
ในอารมณ์ทั้งหลาย อย่างนี้เรียกว่า...
จิต อยู่ในกามาวจรภูมิ อยู่...ในภพ
ที่เรียกว่า...กามภพ
จิต พ้นจากกามาวจร เป็นอย่างไร?
คือ มันปล่อยวางรูปภายนอก เสียงภายนอก
กลิ่นภายนอก รสภายนอก
สัมผัสอารมณ์ทั้งหลาย...ไม่มี
เห็นแต่อัตตภาพร่างกายของเรานี้
มาพิจารณาสังขารร่างกาย ของเรานี้ อยู่...จำเพาะตัวของเรา
ไม่ได้ ส่งจิตไปอื่นไปไกล
เห็นแต่สังขารร่างกาย ของเราเอง
ความชำรุดทรุดโทรม หรือเห็นสังขารร่างกาย
อย่างที่เป็นอยู่นั้น อย่างนั้น...
มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เหล่านี้
ไม่มีสิ่งอื่น...จะยิ่งไปกว่านี้ จะเหนือไปกว่านี้
ความสุข ก็ดี ความทุกข์ ก็ดี
เห็นความชำรุดทรุดโทรม
หรือเห็นความแตกสลายไป
จิต มันก็เลยละ จากรูปนี้...
เกิดนิพพิทา ความเบื่อหน่ายในรูปนี้...
เพราะรูปนี้...
ไม่มีแก่น ไม่มีสาร ไม่มีสาระ
เราถือว่า...เป็นตัว เป็นตน
เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา
โอวาทธรรมหลวงปู่ฝั้น อาจาโร

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69


 

เห็นทุกข์เห็นโทษแล้วมันก็ตัด


วิปัสสนา คือเมื่อจิตเราสงบ
แล้วก็เห็นที่เกิดแห่งสังขาร 
โอ เกิดจากจิตของเรา 
เราก็ดับสังขารที่จิตของเรา 
ก็ดับได้เพราะเหตุใด 
เราเห็นโทษแห่งสังขาร 
เห็นภัยแห่งสังขารทั้งหลาย 
เห็นทุกข์แห่งสังขารทั้งหลาย 
นี่มันจะดับได้ก็ตรงนี้ 
เมื่อเห็นทุกข์เห็นโทษแล้วมันก็ตัด 
จึงเรียกว่าเป็นวิปัสสนา 
ความรู้แจ้งเห็นจริง เห็นสัจจธรรม

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

Image by saeedkebriya from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

อย่าพึงเสพสองฝั่ง


ในธัมมจักรกัปปรัตนสูตรว่า...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่าพึงเสพสองฝั่ง  
ท่านพึงเดินท่ามกลาง
สองฝั่ง คือ...อะไรเล่า
คือ ความรักหนึ่ง   ความชังหนึ่ง  
ถ้าเราไปยึดอย่างไหนๆ  ก็เป็นทุกข์
เพราะฉะนั้น  ท่านไม่ให้ไปยึดเอา  
ท่านให้เดินท่ามกลาง  
เหมือนกับเราเดินทางรก แวะข้างนี้  ก็หนาม  
แวะข้างนั้น ก็ถูกหนาม
เรา ไม่แวะแล้วเดินตรง ก็ไม่มีทุกข์ไม่ใช่เรอะ
ฉันใด  จิตของเรา
ถ้าเราหลง แวะไปหาความรัก 
 แล้วไม่ได้ตามประสงค์  ก็เป็นทุกข์
แวะไปทางชัง ไม่อยากได้เห็น ได้ยิน
พอได้เห็น ได้ยิน  ก็เป็นทุกข์ ไม่ใช่เรอะ
มัน ต้องไม่แวะซี
เดินท่ามกลาง...
สิ่งใดเกิดขึ้น ให้รู้...แต่...อย่าไปยึด

หลวงปู่ฝั้น   อาจาโร

Image by basilsmith from pixabay

เพจ วัดพระธาตุขุนบง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

เมื่อเรารู้แล้ว เราก็ไม่ยึดสิ่งเหล่านั้น



พุทธะ คือ ผู้รู้
จิตมันไม่อยู่ ก็ไม่รู้
สิ่งใดเกิดขึ้น ให้รู้ให้หมด
เมื่อเรารู้แล้ว เราก็ไม่ยึดสิ่งเหล่านั้น
ความชั่วทั้งหลาย ทุกข์ทั้งหลาย ก็ไม่ยึด
มันก็วางหมด ว่างหมดใจเรา
มันก็ปล่อย มันละหมด
เรียกว่า ปล่อยวาง

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

พระนิพพานอยู่ฟากตาย ความสุขก็อยู่ฟากทุกข์



พระนิพพานอยู่ฟากตาย ความสุขก็อยู่ฟากทุกข์ 
เราทำความเพียรภาวนาไป 
พอถึงทุกข์ก็เกิดกลัวความทุกข์เสียแล้ว 
แล้วเมื่อใดจะพ้นทุกข์ไปได้เล่า
การกลัว ควรกลัวแต่ในทางที่ผิด 
คือกลัวความผิด ไม่กระทำผิด 
กลัวว่าตนเองจะไม่พ้นจากวัฏฏทุกข์ 
แล้วรีบเร่งบำเพ็ญความเพียรเข้าถึงจะถูก

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



คนพาลคือใจเราไม่ดี



          ท่านให้ละคนพาล คนพาลอยู่ที่ไหนเล่า รวมมาสั้นๆ แล้วคือใจเราไม่ดี เมื่อใจไม่ดีแล้วมันเป็นอันธพาล ... ท่านให้ละคนพาล คบกับบัณฑิต บัณฑิตเป็นยังไง บัณฑิตคือใจเราดี เมื่อใจเราดีแล้วมันมีความสุข ความสบาย ...เป็นมงคลตรงนี้ ...

                                                                                            หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

ดูกรท่านทั้งหลาย อย่ามีเสพสองฝั่ง




เทวเม ภิกขเว อันตา ปัพพะชิเตนนะ เสวิตัพพา 
ดูกรท่านทั้งหลาย อย่ามีเสพสองฝั่ง ฝั่งอะไรล่ะ 
ก็คือ ความรัก ความชัง นี่แหละ
....เมื่อความรักเกิดขึ้น ให้รู้เท่ามัน อย่าไปยึดไว้ 
อย่าไปถือมัน หากถือแล้วมันจะเป็นทุกข์ 
เมื่อไม่ได้ตามความประสงค์ 
ทีนี้เมื่อความชังเกิดขึ้น ความเกลียดเกิดขึ้น 
มันก็เป็นทุกข์ ทั้งสองเรื่องนี้ท่านไม่ให้ไปยึด 
มัชฌิมาปฏิปทา ให้อยู่กลาง ให้รู้เท่าไว้


หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

รู้เท่าสมมมุติ เป็นวิมุตติ



ให้เพ่งดูจิตใจเรานี่ล่ะ มันเป็นยังไงอยู่
อย่าไปดูแห่งอื่น มันเฉยเฉย ก็ดูมันเฉยเฉย
มันว่างก็รู้ว่ามันว่างน่ะ มันคิดโน่น มันคิดนี่ ..มันไปโน่น มันไปนี่
ก็ให้รู้เท่าสมมุติที่มันไป เมื่อรู้เท่าทุกอย่างแล้ว
สมมุติทั้งหลายไม่มี ก็เป็นวิมุตติ หลุดพ้นจากทุกข์

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

ศีลห้าบริบูรณ์ตั้งแต่เกิดมา




คนเราเพียงแต่รับศีล ไม่ได้รักษาศีล 
เข้าใจว่าศีลนั่นเป็นของพระ ถ้าพระไม่ให้แล้ว เราก็ว่าเราไม่ได้ศีล
... อย่างนี้เป็นสีลัพพตปรามาส เพียงแต่ลูบคลำศีล
แท้ที่จริงนั้น ศีลของเราเกิดมาพร้อมกับเรา ศีลห้าบริบูรณ์ตั้งแต่เกิดมา 
ขาสองแขนสอง ศีรษะหนึ่ง อันนี้คือตัวศีลห้า...
เราได้จากมารดาของเรา เกิดมาก็มีพร้อมแล้ว
เมื่อเรามีศีลห้าบริสุทธิ์อย่างนี้ ก็ให้เรารักษาอันนี้แหละ
รักษากายของเรา รักษาวาจา รักษาใจ ให้เรียบร้อย

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

ทำความรู้อยู่อย่างนั้นเรียกว่า พุทโธ



ทุกข์เกิดขึ้นก็ให้รู้ สุขเกิดขึ้นก็ให้รู้ 
ดีเกิดขึ้นก็ให้รู้ 
พุทโธ พุทโธ มันเป็นยังไงก็ให้รู้ให้หมด 
มันข้องตรงไหนก็ให้รู้ มันไม่ข้องก็ให้รู้ 
ทำความรู้อยู่อย่างนั้นเรียกว่า พุทโธ

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

จิตผ่องใส เป็นที่พึ่งได้




ให้รู้จักภาวนา พุทโธ ทำดวงจิตให้ผ่องใส 
จะได้เป็นที่พึ่งของเราได้แน่นอน
ให้ทราบว่าในโลกนี้ไม่มีแก่นสารอันใด 
เกิดมาแล้วก็ต้องตาย 
เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง 
ที่จะเอาได้ก็เป็นเรื่องของดวงจิตเท่านั้น...


หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

สัมมาสมาธิ



สัมมาสมาธิ
คือการทำจิตใจให้เที่ยง
อย่าให้มันไปก่อภพก่อชาติ 
ก่อเวรก่อกรรมอะไร
ใจมันสงบ เพราะใจเราเป็นสมาธิ 
ใจตั้งมั่น  ตั้งเที่ยง ตั้งตรง
ใจไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนไปในรูป 
ในเสียง ในกลิ่น ในรสสัมผัสทั้งหลายเหล่านั้น

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

ศาสนาอยู่ที่กายกับใจ



          คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านวางไว้ ท่านไม่ได้วางศาสนาไว้ในป่าดง ต้นไม้ ภูเขาเลากา  วางไว้ที่กาย ที่ใจของเราเท่านั้น ท่านก็ให้พิจารณากายกับใจของเราเท่านั้น... 

                                                                                                       หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

ความรุ่งเรืองและการล่มสลาย เป็นเพียงหยาดน้ำค้างบนใบหญ้า



          จงมองดูปรากฏการณ์แห่งความรุ่งโรจน์และความตกต่ำ ด้วยดวงใจที่สงบไร้กังวล เพราะทั้งความรุ่งเรืองและการล่มสลาย เป็นเพียงหยาดน้ำค้างบนใบหญ้าเท่านั้น

                                                                                                หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

หยุดเสาะหาธรรม จึงเห็นธรรม



ให้พากันหยุดเสาะหาธรรมเสีย 
จึงจะเห็นธรรม 
ให้ดูสิ่งที่ปรากฏอยู่ในตัวของเรา 
สิ่งที่รู้อยู่ในตัวของเรา สิ่งที่ปรากฏอยู่นั่นล่ะ
ความรู้สึกอยู่ที่ไหนให้ดูตรงนั้น 
ให้กำหนดไว้ตรงนั้น ให้เพ่งลงตรงนั้น 
เพ่งดูดวงใจของเรา 
ธรรมอยู่ตรงนั้นล่ะ...

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

จิตเดิมใสสะอาด มีอำนาจ



สภาพของจิตนั้น เดิมก็ใสสะอาดปราศจากมลทิน
เป็นสิ่งที่มีอำนาจอยู่แล้ว
แต่เมื่อเข้ามายึดถือในอัตภาพร่างกาย อันเต็มไปด้วยกิเลสต่างๆ 
จิตก็เศร้าหมองขุ่นมัว
หากชำระให้หมดไป จิตก็จะใสสะอาด...
มีพลัง และมีอำนาจ สามารถทำอะไรๆ ได้ตามกำลังของจิต

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

เราเป็นผู้ว่าเอา สมมุติเอา



ตา สำหรับเห็น รูป
ใจ เป็นผู้รู้ว่า รูปดี รูปชั่ว 
รูปไม่ดี รูปไม่ชั่ว
แท้ที่จริง รูปทั้งหลายเขาไม่ได้ว่า รูปเขาดี
เขาไม่ได้ว่าเขาชั่ว 
เราเป็นผู้ว่าเอา สมมุติเอา

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

เราเป็นแต่ฟังเป็นพิธี



          เราทุกวันนี้ การที่ฟังๆ กันทุกวัน แต่ไม่ปรากฏว่าจะได้สำเร็จมรรค สำเร็จผล คือเราเป็นแต่ฟังเป็นพิธี มิได้ฟังถึงธรรม ถึงวินัย ถึงข้อปฏิบัติ

                                                                                                      หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

พุทธะ คือ ผู้รู้



...พุทธะ คือ ผู้รู้ ความรู้นี้ไม่ใช่มืด ไม่ใช่สว่าง
ไม่ใช่แจ้ง ไม่ใช่หลง ความที่มันหลงเราก็รู้อยู่ 
มืดเราก็รู้อยู่ สว่างเราก็รู้อยู่ สุขมันก็รู้ ทุกข์มันก็รู้ ยังงี้...

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

สมุทัย คือ มหาสมุทร



สมุทัย คือ มหาสมุทร
จมในมหาสมุทร คือ หลงสมมติ

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร