แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ แสดงบทความทั้งหมด

บริสุทธิ์ด้วยปัญญา


“บริสุทธิ์ด้วยปัญญา”
การที่จะเข้าถึงพระนิพพานนั้น
เข้าด้วยวิธีไหน พระพุทธเจ้าตรัสไว้
“ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ
ความหมดจด ความบริสุทธิ์
เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา” นั่นเอง
“บริสุทธิ์ด้วยปัญญา” อันนี้เราต้องรู้ก่อน
“ความบริสุทธิ์นั้นเกิดด้วยปัญญา”
ไม่ได้เกิดด้วยการทำสมาธิสมถกรรมฐาน
ไม่ได้เกิดเพราะการเดินจงกรมนั่งสมาธิ
ความบริสุทธิ์นั้นเกิดจากตัวปัญญา
ที่เห็นแจ้งความจริงของกายของใจ
ของรูปของนามตรงนี้ตามความเป็นจริง
อย่างเช่น เรื่องของรูปที่พูดให้ฟัง
มันมีความแก่ ความเจ็บ ความตาย
ถ้าเราเห็นความจริงของรูปตรงนี้
ยอมรับความจริงตรงนี้
จิตนั้นก็ไม่มีโลภโกรธหลงตรงนี้
ก็ไม่มีความทุกข์ตรงนี้
เห็นยัง นั้นล่ะตัวพ้นทุกข์…
โดยท่านพระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ
บางส่วนจากพระธรรมเทศนา
เรื่อง “บริสุทธิ์ด้วยปัญญา”
เทศน์ที่ สถานปฏิบัติธรรมป่าวิเวกสิกขาราม อ.พล จ.ขอนแก่น
ผ้าป่าโควิดวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔
รับฟังฉบับเต็ม
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

13 ก.พ.69


 

กระบวนการเกิดทุกข์ที่คุณไม่รู้


#ทุกข์เกิดเพราะเราไม่รู้ความจริงในตัวเรา เมื่อเสียงกระทบหู รู้ทางหูเกิดขึ้นมา ไม่รู้ความจริงในความรู้ทางหู ไม่รู้ความจริงในเสียง ไม่รู้ความจริงของหู ก็เลยเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด เพราะมันว่ากูน่ะ กูได้ยิน กูไม่ชอบ กูชอบ ถูกไหม
แต่จริงๆ เสียงนั้นมันไม่ใช่กู ใช่กูไหม เสียงมันเป็นธาตุทั้ง ๔ หูก็เป็นธาตุ ๔ โสตวิญญาณก็เป็นธาตุรู้ ดีไม่ดีเป็นเรื่องของสมมติหมด เสมอกันหมดไง มันบังอยู่ สมมติมันบังอยู่ ตัวนี้ต่างหากเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด
เมื่อคิดว่าเขาทำให้เราทุกข์ มันก็ต้องจัดการระงับภายนอก ระงับเขาไง จริงไหม แล้วเราจะแก้ปัญหาไม่ถูกเลย ไม่ตรงประเด็นเลย เพราะเหตุมันไม่ได้อยู่ที่เขา
มันเหตุอยู่ที่เมื่อเสียงมันกระทบหู มันรู้ขึ้นมา เมื่อรูปกระทบตา มันรู้ขึ้นมา ความรู้นั้น เราไม่มีสติปัญญาแทงทะลุความรู้นั้นออกไป มันจึงมีความหลงสำคัญผิดว่าความรู้นั้นเป็นเราเป็นเขา จึงเรียกว่าสมมติมันครอบงำอยู่ในนั้น
สมมติมันทำงานได้ เพราะอวิชชามันยังอยู่ ถ้าอวิชชามันไม่อยู่ สมมตินั้นก็หมดความหมาย มุมกลับสมมตินั้นเลยแค่อาศัยมันทำประโยชน์
โดยท่านพระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ
บางส่วนจากพระธรรมเทศนา
เรื่อง “ศึกษาความจริงที่ปัจจุบัน (คณะดอกเตอร์)”
วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๔
รับฟังฉบับเต็มได้ที่
ภาพ Pinterest
ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

21 ม.ค.69

 

ละยินดียินร้ายง่ายนิดเดียว


..จริงๆ แล้วรูปนามมันก็อยู่ของมันอย่างนั้น
ทุกอย่างก็ไปตามหน้าที่ของเขา
เสียงก็ทำหน้าที่ของเสียง
แสงเขาก็ทำหน้าที่ของแสง
ลมเขาก็ทำหน้าที่ของลม
ไฟเขาก็ทำหน้าที่ของเขา ไม่มีอคติ
.
แต่เราไปตั้งไว้ว่า อย่างนี้เราชอบ
อย่างนี้ไม่ชอบ
ไอ้ตัวคิดนึกนั่นเอง ไปตั้งเอาไว้
พอได้ดั่งใจก็ชอบ
คิดว่าได้ไหม จริงๆ มันไม่ได้นะ
เพราะของทุกอย่างมันเกิดแล้วดับหมด
ไม่ได้จริงๆ หรอก
แค่ประสบกับสิ่งที่ตั้งว่า
ตัวเองตั้งไว้ว่าพอใจ
ก็เกิดความยินดีขึ้น
พอประสบกับสิ่งที่ไม่พอใจ
ก็เลยยินร้าย มีแค่นั้นน่ะ
.
เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้อย่างนี้
จะละยินดียินร้ายง่ายนิดเดียว
“ละยินดียินร้าย ก็ไม่ต้องตั้งมันเสีย”
ให้รู้ความจริงของสิ่งเหล่านั้น
เกิดแล้วก็ดับไป บังคับมันไม่ได้
มันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ตัวตนของเรา
แค่นี้สบายแล้ว เห็นยัง
.
อันนี้ภูมิปัญญา ...
ปัญญาวิมุตติน่ะ ง่ายไหมล่ะ
แต่ไม่มีคนเอาออกมาพูด
มันเลยดูเป็นเรื่องยาก เรื่องวุ่นวายหมด
ต้องไปทำนั่นทำนี่ สารพัดทำเลย
.
จริงๆ ถ้ารู้แค่นี้
ไอ้ที่ไปตั้งไว้ทั้งหมด
ก็คือสมมติในใจนั่นเอง
กฎเกณฑ์ในใจ
สร้างภาพ สร้างกฎเกณฑ์
ไว้ในใจตัวเอง ก็คือตัวสมมติเกิดนั่นเอง
.
ถ้าเข้าใจแล้วว่ามันเป็นสมมติ
สมมติความตั้งอันนี้
มันไม่มีอยู่จริงนะ
มันเกิดดับตามขันธ์ ๕ หมด
.
ความคิดมันเกิดแล้วก็ดับไป
...แต่ความเห็นผิดว่าเป็นของกูตัวกู
กูตั้งไว้อย่างนี้ กูต้องพยายาม
จะให้มันอยู่อย่างนี้ มันเลยเป็นทุกข์
.
มันไม่รู้ความจริงว่า
มันไม่มีอยู่จริง สมมติพวกนี้
แค่สมมติอันหนึ่งเฉยๆ
อาศัยมันใช้งานเฉยๆ
ไม่ใช่ไปยึดมั่นถือมั่นกับมัน...
.
พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ
บางส่วนจากพระธรรมเทศนา
เรื่อง "ตั้งตนไว้ชอบ"
วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๒
ติดตามฟังฉบับเต็มได้ที่
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

27 ส.ค..68 


 

กับดักของอวิชชา

กับดักของอวิชชา

การประพฤติปฏิบัติในโลกนี้  
ชาวพุทธทั้งหลายไม่ว่าฆราวาสหรือบรรพชิต  
เจอกับดักของอวิชชาทุกคน
กับดักตัวนี้ไม่ใช่กับดักที่ทำให้เห็นง่ายๆ  
ถ้ามันสอนไปฆ่าคน ไปข่มขืนคน 
ไปลักทรัพย์  อันนี้มันเห็นง่าย  
กับดักอวิชชามันไม่ได้สอนแบบนี้  
อันนี้มันเป็นเรื่องของความหยาบ  
ซึ่งอย่างนี้เห็นได้  
.
“กับดักของอวิชชา” 
มันออกมาในความรู้ความเห็นที่ดีนั่นเอง  
ความรู้ความเห็นที่ดี  ทำดี  
แต่ตรงทำดีนั้น  มันไม่เห็นว่ามันมีอัตตา  
มันมีเรามีเขาเข้าไปในความรู้เหล่านั้น  
มันไม่เห็นแจ้งความจริงของสิ่งเหล่านี้  
โดยสรุปว่าไม่เห็นขันธ์ ๕ 
เป็นอนิจจัง อนัตตา นั่นเอง…

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

Image by tookapic from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

มันก็สูญจากความเป็นตัวตน


พระพุทธเจ้าบอก  “ปัญญา โลกัสมิ ปัชโชโต  
ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก”  
คำว่าแสงสว่างในโลกคือเห็นความจริงของขันธ์ ๕  
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น  
ไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ตัวตนของเรา  
มันเป็นธาตุ  มันมีเหตุเป็นแดนเกิด  
แล้วมันก็ดับไปตามเหตุนั้น  เห็นแจ้งตรงนั้น  
มันจะแสดงเป็นดีก็เป็นธาตุ  
มันแสดงไม่ดีก็เป็นธาตุ  ไม่ใช่ของเราทั้งคู่  
นี่  ถ้าเข้าใจอย่างนี้ชัดแจ้ง  
มันก็จะค่อยๆ จางคลายอุปาทานไปเอง  
โดยไม่ได้มีเราไปจางคลายมัน 
 เมื่อเห็นว่าเป็นธาตุ  
ความเห็นว่าเป็นตัวตนก็ไม่มี  
มันก็สูญจากความเป็นตัวตน
ในความเห็นนั้น  
หัดพินิจพิจารณาบ่อยๆ  หัดวิจัยบ่อยๆ…

พระอาจารย์วิชัย  กัมมสุทโธ

Image by Mylene2401 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ละตัวเดียว ละอวิชชา


...ความหลงความโลภความโกรธเกิดได้อย่างไร  
ก็เกิดเพราะมันไม่เห็นแจ้ง
ความจริงในความรู้ใช่ไหม  
พอมันไม่เห็นแจ้งความจริงในความรู้  
ก็เรียกว่าอวิชชามันเกิด  
พอมันเกิดมันก็เลยหลงความรู้ 
พอหลงความรู้ ความรู้ใดที่มันเคยเรียนรู้มา  
มันเคยพอใจก็เป็นโลภะเป็นราคะ  
ความรู้ใดที่มันไม่พอใจ  
มันก็หลงไปเป็นโทสะ นี่มันเกิดอย่างนี้ 

เพราะฉะนั้นจะละโทสะ ละราคะ 
ละยังไง  ก็ละตัวเดียว  
ละอวิชชาไง  
เห็นความจริงของสิ่งนั้นว่า
มันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา  
แล้วจะไปหลงตามมันไหม 
ไม่หลงตามมัน  
แล้วมันจะมีราคะโทสะเกิดไหม...

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ


Image by giselaatje from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

นั้นล่ะเจริญภาวนากรรมฐาน จบ


…พระพุทธเจ้าองค์ปฐมท่านสอนง่ายมาก  
“สติแปลว่าระลึก” ทำอะไรก็ระลึกตรงนั้น  
นั้นล่ะเจริญภาวนากรรมฐาน  จบ  ง่ายไหม  
ไม่มีภาระต้องไปคิดด้วย  ว่าต้องใช้วิธีไหน  
ต้องทำยังไง  ต้องซ้ายขวาออกก่อนต้องอะไร  
ไม่มีเลยเห็นไหม  
.
ท่านสอนง่ายมากเห็นไหม  “สติแปลว่าระลึก”  
จับคำเดียว  เวลาทำอะไรก็ระลึกตรงนั้น 
เพราะนั้นเจริญกรรมฐานได้ทุกขณะไหม  
ไปทำงานก็ยังเจริญกรรมฐานได้ไหม  
ขับรถเจริญกรรมฐานได้ไหม  
ได้หมดทุกอิริยาบถ เห็นยัง
.  
เพราะเวลากิเลสมันเกิด  เวลาความทุกข์มันเกิด  
มันเกิดอยู่ช่วงพวกนี้หมด  
เพราะนั้นเมื่อสติมันฝึกอยู่ในประจำวันอย่างนี้  
เวลาทุกข์ใจมันเกิดนี่  
สติมันจะระลึกความทุกข์ได้  ใช่ไหม
.  
สติระลึกความทุกข์ก็เรียกว่า 
ทุกข์เป็นของที่ควรกำหนด  
เมื่อสติระลึกรู้ความทุกข์ในใจได้  
ก็เรียกว่าได้กำหนดดูทุกข์แล้ว ใช่ไหม
.  
สมุทัยเป็นของที่ควรละ  
อะไรเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด  
ก็อุปาทานความสำคัญเป็นตัวตนเกิดตรงนั้นเอง  
เมื่อเห็นแจ้งตรงนั้นเมื่อไหร่  
ก็เรียกว่ามันละสมุทัยแล้ว  
ความทุกข์ในใจมันก็ดับ  
เรียกว่านิโรธะมันเกิด 
การที่สติสมาธิปัญญา
มันเห็นเหตุเห็นผลตรงนั้น  
นั่นก็คือตัวมรรคนั่นเอง  
เพราะฉะนั้นอริยสัจ ๔ 
จึงเดินอยู่ในจิตตลอดเห็นยัง  
มันจะเกิดตรงนี้ไม่ได้เลย  
ถ้าเราไม่หัดตรงนี้
.  
เพราะฉะนั้นเวลามันเกิดนี่  
เราฝึกอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้  
เวลามันเกิดเวลาไหน  
สติตัวนี้มันจะเข้ามาทำงานทันที  
เวลามันระลึกเวทนากลางอก  
ก็เรียกว่า เวทนานุปัสสนา ถูกไหม  
เวลามันระลึกโลภโกรธหลงกลางอก  
ก็เรียกว่า ธัมมานุปัสสนา ใช่ไหม  
นี่ มันอยู่ทำหน้าที่ของมันหมด  

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 


Image by 周游中国 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





 

เอาแต่รู้นั่นเอง ไม่เอาคิดนึก


หลวงปู่ดูลย์บอกว่าให้หยุดคิด
ท่านไม่ใช่ห้ามไม่ให้คิดนะ  
ท่านบอก “คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้  
ต่อเมื่อหยุดคิดได้ จึงรู้”  
เอาแต่รู้นั่นเอง  ไม่เอาคิดนึก  
ทีนี้คนก็พยายามจะไปหยุดคิด  
พระไปหาท่าน  “ผมพยายามหยุดคิด  ปวดหัว”  
ก็ท่านบอก “ให้หยุดคิด  
ไอ้ที่พยายามจะไปหยุดคิดนั่นล่ะ
คือคิด เข้าใจไหม”  

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

Image by qimono from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ข้างนอกจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา


ถ้าเราจะไปบังคับข้างนอกให้เป็นดั่งใจตนเอง
ความทุกข์มันก็เกิด เพราะมันเป็นไปไม่ได้
เมื่อไม่เป็นไปดั่งใจเรา ความไม่พอใจมันก็เกิด
จริงไหม มันก็เลยเป็นทุกข์ใจ
ถ้าเรารู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ก็เลยปล่อยซะ
ข้างนอกจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา
ข้างในเราก็รู้แจ้ง

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

Image by Tove85 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ทำไมจะต้องพาตัวเองไปทุกข์



...ใครทำกรรมอันใดไว้
ไม่ว่าดีหรือชั่ว จักต้องได้รับผลกรรมนั้น
ให้กรรมเป็นเครื่องตัดสินเขา
แต่คนในโลกชอบเป็นผู้พิพากษา
แต่งตั้งตัวเองเป็นผู้พิพากษา
ไปตัดสินกรรมคนอื่น จริงไหม
พอเราไปตัดสินกรรมคนอื่น เราไปยินร้าย
ขณะที่เรายินร้ายนี่ เราสร้างกรรมใหม่แล้วนะ
คือตัวโทสะ จริงไหม
เราต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น จริงไหม
นี่โง่หรือฉลาด ทำไมจะต้องพาตัวเองไปทุกข์ล่ะ
.
พระพุทธเจ้าบอก “ไม่มีใครทำให้เราทุกข์”
มีแต่อวิชชาคือความโง่ในจิต ทำให้เราทุกข์
ความไม่รู้แจ้งความจริง แยกวิถีกรรมไม่ออก
กรรมเขาก็กรรมเขา กรรมเราก็กรรมเรา
เราไม่ต้องไปตัดสินเขา ให้กรรมเขาน่ะตัดสินเขา
เขาดีก็ให้กรรมเขาตัดสิน
เขาไม่ดีก็ให้กรรมเขาตัดสิน ถูกไหม
.
ถ้าเราเชื่อกฎแห่งกรรม
บ้านเมืองสงบ ตัวเราก็สงบ
เรามีหน้าที่อย่างเดียว
เจริญกุศลกรรม ละอกุศลกรรม ถูกไหม
เพราะเราก็ต้องถูกกรรมนี้ตัดสินเรา จริงไหม

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

Image by ELG21 from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

รู้ไม่ใช่เพื่อยินดียินร้าย...


รู้ไม่ใช่เพื่อยินดียินร้าย...
แค่ใครยึดประโยคนี้ประโยคเดียวเท่านั้นล่ะ 
เอาไปเตือนตัวเองไปแนะนำตัวเองอยู่เรื่อยๆ 
มันก็ไปแน่วเลย 
พออะไรมันขึ้นมาก็ไม่ยินดียินร้าย 
เท่ากับมันวางแล้ว มันวางปั๊บ
จิตมันจะตั้งมั่นเป็นสมาธิทันทีเลย 
ไปสู่ความว่างทันทีเลย
บ่อยเข้าๆ มันก็มีความว่าง
เป็นอารมณ์ทุกขณะไป 
แล้วไม่เอามันมาหลอกทั้งนั้นล่ะ 
เรื่องกิจกรรมทั้งหลายในโลกนี้ 
เรื่องรูปกระทบตา เสียงกระทบหู
กลิ่นกระทบจมูก รสกระทบลิ้น
เย็น ร้อน อ่อน แข็งกระทบกาย 
แม้แต่ธรรมารมณ์คิดนึก
ไม่สําคัญหมายไปตามสมมติกระทบใจ 
มันมาหลอกทั้งนั้นเลย หลอกให้เราไปยุ่งกับมัน
ไปหลงกับมัน ไม่ทันมัน...

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

Image by Leolo212 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา