แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แสดงบทความทั้งหมด

อย่าเกิดเลยดีกว่า


ชีวิตมีความตายเป็นที่สุด
ถ้าเราเกิดอีก เราก็ลำบากอีก
อย่าเกิดเลยดีกว่า
งานที่ทำขอให้คิดว่าทำเพียงหน้าที่
คือ หน้าที่ๆ จะต้องเลี้ยงตัวเอง
เลี้ยงครอบครัว ทำไป
และอย่าติดหน้าที่ คิดวาง คิดปล่อย
คลายความเมา
ปล่อยให้เป็นเรื่องของกรรม
แต่อย่าบกพร่องในหน้าที่
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ภาพ Pinterest
*การไม่เกิดอีกมีหนทางเดียวที่จะทำได้ คือบรรลุธรรมจนถึงที่สุด...
นำพาจิตให้เห็นว่าในโลกนี้สรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งกายและจิต
ไม่มีอะไรเป็นเรา ของเราเลย..ดังนั้น การบรรลุธรรมจึงสำคัญต่อชีวิต*

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

27 ส.ค..68 


 

คนเราเป็นทุกข์เพราะอะไร?


.
ธรรมะของพระพุทธเจ้า
ไม่มีอะไรเกินธรรมดา
ท่านสอนให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา
วางทุกข์เสีย ให้รู้ว่าสิ่งนี้เป็นธรรมดา
อะไรก็ตามเถอะ ถ้ามันเกิดขึ้นกับเรา
มันเป็นธรรมดาของโลกทั้งนั้น
ในเมื่อร่างกายเรามีอยู่ในโลกเท่านี้เอง
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันเป็นอนิจจัง
หาความเที่ยงไม่ได้ ถ้ามันไม่เที่ยง
เราจะเข้าไปยุ่งกับความไม่เที่ยง
ให้มันเที่ยง มันก็เป็นทุกข์
อารมณ์ของคนที่เป็นทุกข์
มันก็เพราะไม่ยอมรับนับถือ
กฎของความเป็นจริง
.
พระราชพรหมยาน
(หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)


 

"ช่างมัน ช่างมัน" กรรมฐานลัด


"ช่างมัน ช่างมัน" กรรมฐานลัด

.
ผู้ถาม : "กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง กระผมเห็นว่าหลวงพ่อ
เป็นพระกรรมฐานที่มีแบบฉบับดีมาก ขอกรรมฐานลัด ๆ 
พอเป็นหนทางเข้าสู่มรรคผลนิพพานในชาตินี้ ด้วยเถิดขอรับ"
.
หลวงพ่อ : "ช่างมัน ช่างมัน"
.
ผู้ถาม : "แค่นี้เหรอครับ"
.
หลวงพ่อ : "อ้าว สังขารุเปกขาญาณไงละ 
อารมณ์พระอรหันต์นะ เอาเลยลัดได้ 
ใครด่าก็ช่างมัน ใครชมก็ช่างมัน 
คือว่าช่างมัน เป็นเรื่องธรรมดา 
กฏธรรมดาเป็นอย่างนี้ เราจะทุรนทุรายไปเพื่ออะไร 
เมื่อความร้อนมา มันไม่เย็น 
เราไปเรียกความเย็นมันไม่มา ก็เป็นทุกข์เปล่าๆ 
ทนร้อนไป ถือเป็นเรื่องธรรมดา 
ถ้าเย็นมากเกินไป มันหนาวจัด ไปเรียกความร้อนมา มันก็ไม่มา 
ถือว่าโลกเป็นอย่างนี้ก็ปล่อยมัน ทำใจสบายๆ เท่านี้นะ"

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Image by gdmoonkiller from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จิตทรงฌาน


คำว่า "จิตทรงฌาน" ไม่ใช่ว่าไปนั่งสมาธิทั้งวัน 
ไอ้นั่นน่ะมันบ้าแล้ว ถ้านั่งสมาธิทั้งวันนี่! 
เป็นโรคประสาทเป็นบ้าแน่…
คำว่า...ผู้ทรงฌาน 
แปลว่า ผู้มีจิตใจปกติ 
จะไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์ 
อำนาจของนิวรณ์อย่างหนึ่งอย่างใด ก็ตาม 
จะไม่ให้มีอำนาจเหนือจิตใจ 
ยามว่าง...ถ้าเรายังไม่เป็นอรหันต์ 
ย่อมมีนิวรณ์เข้ากินใจเป็นธรรมดา 
แต่ถ้าเวลาต้องการฌานเมื่อใด  
นิวรณ์จะต้องกระเด็นออกทันที 
ถ้ากระเด็นบ่อยๆ ไม่ช้ามันก็ไม่เข้ามายุ่งกับใจ…

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Image by Beto_MdP from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ฌานหลับตาน่ะ มันไม่จริง


"ฌาน" นี่ไม่ใช่นั่งหลับตา 
ฌานหลับตาน่ะ มันไม่จริง 
ฌานจริงๆ นั้นก็คือว่า อารมณ์ทรงอยู่เป็นปกติ 
หลับตา หรือลืมตา พูดอยู่ คุยอยู่ ทำงานอยู่ 
จิตใจเยือกเย็นมีความสุข 
ปรารถนาที่จะเกื้อกูล 
บุคคลที่มีความทุกข์ ให้มีความสุข 
นี่ชื่อว่าฌานของพรหมวิหาร 4 

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Image by Patrizia08 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

บังคับไม่ได้ก็ไม่ใช่ตัวตนของเราแน่


เห็นร่างกายเป็นทุกข์แล้ว
ก็เห็นความดื้อด้านของสังขารร่างกาย
ที่บังคับบัญชาไม่ได้
คือเห็นว่าความเสื่อมโทรมอย่างนี้
เราไม่ต้องการ ก็บังคับไม่ได้
ไม่ต้องการให้ปวดเจ็บเมื่อยล้า 
แต่มันก็จะเป็น ไม่มีใครห้ามได้
ไม่ต้องการให้ระบบประสาทเสื่อม
มันก็จะเสื่อม ใครก็ห้ามไม่ได้
ไม่ต้องการตาย มันก็ต้องตาย 
ไม่มีใครห้ามได้ สิ่งที่ห้ามไม่ได้นี้
ท่านเรียกว่า อนัตตา 
แปลว่า เป็นสิ่งเหลือวิสัยที่จะบังคับ
ที่ท่านแปล อนัตตาว่า ไม่ใช่ตัวตนนั่นเอง
เพราะถ้าเป็นตัวตนของเราจริงแล้ว 
เราก็บังคับได้
ถ้าบังคับไม่ได้ก็ไม่ใช่ตัวตนของเราแน่

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Image by PublicDomainPictures from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



อรหันต์ เขาเป็นกันที่เราไม่ใช่เป็นที่เกาะ


อย่าเที่ยวซุกซนทำตนเป็นคนถือมงคลตื่นข่าว 
ความดีไม่ใช่อยู่ที่คนอื่น ความดีอยู่ที่เรา 
ใครเขาเป็นอรหันต์ เราไปเกาะเขาเราจะได้อะไร 
ความเป็นอรหันต์ เขาเป็นกันที่เราไม่ใช่เป็นที่เกาะ 

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


อารมณ์สงบ



อารมณ์สงบ 
คือ ไม่คิดว่าเราต้องการความเกิดอีก 
และจิตก็มีความสงบ 
เห็นว่า สภาพร่างกายนี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา
ไอ้ตัวคิดว่าเรา ว่าของเรา นี่สงบไป
สงบตัวยึดถือวัตถุก็ตาม สิ่งมีชีวิตก็ตาม
ว่าเป็นเรา เป็นของเรา นี่ตัวสงบ ตัวนี้นะ
มีอารมณ์เป็นปกติอยู่เสมอ 
คิดว่าอัตภาพร่างกายนี้ ไม่มีเรา ไม่มีของเรา
และมันก็ไม่มีอะไรเป็นเราอีก
หาตัวเราในนั้นไม่ได้

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/

เราก็ทำใจของเราให้เที่ยง



..ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกหาอะไรเที่ยงไม่ได้ 
แต่ว่าเมื่อมันไม่เที่ยง
เราก็ทำใจของเราให้เที่ยง 
มันเที่ยงตรงไหน? เที่ยงตรงที่
มันมีความรู้สึกตามกฎของธรรมดาอยู่เสมอว่า
ร่างกายก็ดี วัตถุธาตุก็ดี ที่เกิดมาในโลกนี้
มันไม่เที่ยง มันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น 
และมีความแปรปรวนไปในท่ามกลาง 
มีความแตกสลายตัวไปในที่สุด..

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ใครเขาด่า จงคิดว่า เราด่าเขามาก่อน



จงจำให้ดีว่า
ใครเขาด่า จงคิดว่า เราด่าเขามาก่อน
ใครเขาแกล้งเรา เราคงแกล้งเขามาก่อน
ถ้าเพียงเท่านี้ ถือว่าเป็นการชดใช้หนี้กันไป 
ใจจะได้เป็นสุข
ทั้งนี้จะต้องค่อยๆ ทำไป ใจจะได้ชิน

หลวงพ่อฤาษีลิงดํา


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การเจริญพระกรรมฐานถึงขั้นอรหัตผล ไม่ใช่ของยาก



การเจริญพระกรรมฐานถึงขั้นอรหัตผล
ไม่ใช่ของยาก เพราะไม่มีการลงทุน
เราลงแต่กำลังใจอย่างเดียว 
ฉะนั้นถ้ากำลังใจเข้มแข็ง ก็หมดเรื่องกัน 
ไม่มีอะไรหนักสำหรับท่านที่มีอารมณ์ใจเข้มแข็ง 
และก็เป็นคนมีความฉลาด 
ฉลาดในที่นี้ต้องหลีกจากกิเลส จงอย่าเอากิเลสมาฉลาด

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ผู้ที่ถึงความวิเศษแล้ว



คนที่รู้ว่าตัวดี คนนั้นยังไม่ถึงความวิเศษ 
คนใดเห็นว่า ไม่ว่าอะไรทั้งหมดในโลกนี้ เทวโลก พรหมโลก 
ไม่มีอะไรดีอะไรวิเศษ 
สิ้นความรักความพอใจทุกสิ่งทุกอย่าง 
ยอมรับนับถือกฎธรรมดา 
ผู้นั้นแหละถึงดี ถึงความวิเศษแล้ว

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

สุขเกิดเพราะไม่ติดอยู่กับอะไรในโลก




สุขจะเกิดขึ้นได้อย่างไร 
สุขจะเกิดได้ เพราะศีลบริสุทธิ์ 
มีอารมณ์จิตทรงฌาน 
มีปัญญาญาณรู้เท่าความเป็นจริงของสังขาร 
ไม่ติดอยู่ในขันธ์ ๕ ไม่ติดอยู่ในวัตถุ 
ไม่ติดอยู่ในอะไรทั้งหมดในโลก 
อารมณ์มันก็เป็นสุข

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

จะไม่กำหนดรู้คำภาวนา ไม่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก็ได้




ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก 
เราสักแต่ว่าเห็น เราสักแต่ว่ารู้ 
ไม่ยึดถือว่ามันเป็นเราของเรา 
ถ้าทำจิตอย่างนี้ได้จนเป็นเอกัคตารมณ์ 
มีปัญญาเห็นได้ชัด สามารถตัดขันธ์ห้า 
คือไม่เกี่ยวข้องกับขันธ์ห้าได้ ใจจะเป็นสุข 
ถ้าพิจารณาอย่างนี้ได้เสมอๆ 
จะไม่กำหนดรู้คำภาวนา 
ไม่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก็ได้


หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ทำความรู้ตัวไว้ทุกอิริยาบถ




ทำความรู้ตัวไว้ทุกอิริยาบถ ทุกอาการ...
ถ้าเรารู้การกิน การเดิน การนั่ง การนอน 
ก้าวไปข้างหน้าก็ตาม ถอยมาข้างหลัง 
เหยียดแขนออก คู้แขนเข้า เหลียวซ้ายแลขวา 
ถ้าเรารู้ได้อย่างนี้แสดงว่าสัมปชัญญะ ตัวรู้ตัวของเราดีมาก 
ถ้ารู้ได้จริงๆ แบบนี้ละก็ใกล้พระนิพพานเต็มที จำไว้นะ


หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ถ้าเอาจิตไปจับอานาปานุสสติกรรมฐานเป็นปกติ




ถ้าเราเอาจิตไปจับ อานาปานุสสติกรรมฐาน ไว้เป็นปกติ 
จิตมันไม่มีเวลาว่างจากการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก
แล้วก็จิตดวงนี้มันจะเอาอารมณ์เลวมาจากไหน 
อกุศลกรรมใดๆ ที่ไหนจะเข้ามาแทรกจิตได้...

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ยอมรับนับถือกฎของกรรม คือมองตามความเป็นจริง



          การทำงานในเขตพระพุทธศาสนานี้ จงอย่ามีความหนักใจ ทำไปใจเย็นๆ ก็แล้วกัน...ยอมรับนับถือของกฎของกรรมมากเท่าไหร่ จิตก็เข้าสู่ความเป็นพระอริยะเจ้าได้มากขึ้นเท่านั้น คำว่ายอมรับนับถือกฎของกรรม คือมองตามความเป็นจริง โดยจิตไม่ดิ้นรน กระสับกระส่ายไปด้วยการฝืนกฎของธรรมดา...และจิตเยือกเย็นมีความเป็นสุข อารมณ์หนักใจสักนิดหนึ่งก็ไม่มี

                                                                                                        หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ถ้าเรายังเกิด เราก็ต้องทุกข์




ถ้าเรายังเกิด เราก็ต้องทุกข์ อย่างนี้
อะไรทำให้ทุกข์ เพราะความอยาก ทำให้ทุกข์
ถ้าเราไม่อยาก เราก็ไม่ทุกข์
ที่เราทุกข์ ก็เพราะชาติก่อนเราไม่หมดอยาก
และชาตินี้ เราก็ยังอยาก
เมื่อไรความอยากสิ้นไป เมื่อนั้นก็ถึงนิพพาน


หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ถ้าเราเกาะความไม่เที่ยง มันก็ทุกข์




จำไว้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง 
ถ้าเราเกาะความไม่เที่ยง มันก็ทุกข์ 
แต่ทว่าจะสุขหรือทุกข์ก็ตาม อนัตตามันก็เข้ามาถึง 
อย่ายึด อย่าถือว่ามันเป็นของเรา 
คิดไว้เสมอว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย
ที่เราจะอยู่กับมัน


หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

การเจริญพระกรรมฐานนี้ เพื่อทรงสติสัมปชัญญะ



           การเจริญพระกรรมฐานนี้ เป็นการเจริญเพื่อทรงสติสัมปชัญญะ และก็เป็นการเจริญให้มี หิริ และ โอตตัปปะ คือมีความละอายต่อความชั่ว เกรงกลัวผลของความชั่ว การเจริญพระกรรมฐานนี่ไม่ได้หมายความว่า ใช้เวลานั่งสมาธิเสมอไป ถ้าเราใช้แต่เวลาที่นั่งสมาธิมีเวลาสงัด จิตใจเราจึงจะกำหนดถึงพระกรรมฐาน อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เนื้อแท้การเจริญพระกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ตาม ต้องใช้อารมณ์ของเรานี้ นึกถึงกรรมฐานเป็นปกติตลอดวัน อย่างนี้จึงจะได้ชื่อว่าท่านเข้าถึงพระกรรมฐาน และพระกรรมฐานเข้าถึงท่าน

                                                                                                            หลวงพ่อฤาษีลิงดำ