แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ แสดงบทความทั้งหมด

ก็เพราะอวิชชา ตัณหา นั่นแหละ


ถ้าหากว่าเราระลึกชาติหนหลังได้ เราก็จะรู้ได้ว่าชีวิตนี้ท่องเที่ยว
เกิด แก่ เจ็บ ตาย มาในวัฏสงสารนี้คณนานับชาติไม่ถ้วนเลย
.
ปานนั้นมันก็ยังไม่เบื่อความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เพราะอวิชชา ตัณหา นั่นแหละ
มันครอบงำจิตไว้ทำให้จิตนั้นมืดมน นึกว่ามันไม่มีทางออกจากโลกอันนี้ มีเท่านี้
จิตดวงนี้ก็เลยข้องอยู่ เลยเกาะโลกอันนี้เป็นที่พึ่งไป
ก็ได้รับความเดือดร้อนไปดังที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้แหละ
.
เอ้า บางคนมีร่างกายสมบูรณ์ดี โรคภัยไม่ค่อยเบียดเบียน
#แต่โรคคือกิเลสก็เบียดเบียนจิตใจ ทำให้เกิดความอยากได้อะไรต่ออะไรไม่มีสิ้นสุด
ไม่มีเวลาพอ นั่นก็เป็นทุกข์ใจ ย่อมดิ้นรนแสวงหา
ถ้าไม่ทุกข์กายก็ทุกข์ใจอย่างที่ว่านี้แหละเว้นเสียแต่
ท่านผู้รู้สัจธรรมของจริงเท่านั้น
.
ท่านบำบัดโรคทางจิต คือ กิเลส ให้น้อยเบาบางหรือสงบลงไป
แล้วเมื่อจิตไม่เป็นทุกข์เสียแล้วก็ไม่มีใครเป็นทุกข์แล้วร่างกายอันนี้มันไม่ว่าอะไร
ถ้าจิตสงบลงไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นปกติหมดไม่มีใครมาบ่นทุกข์บ่นยากอะไรเลยก็ลองทำดู
.
แต่เมื่อจิตยังไม่สงบนั้น มันมีผู้เป็นทุกข์ ผู้เป็นสุข ผู้เดือดร้อน มันมีอยู่
นั่นไง ก็คือจิตนี้เองเป็นผู้เดือดร้อน เนื่องจากไม่มีที่พึ่งพิงอาศัยอันแข็งแรง
จิตจึงได้เร่ร่อนพเนจรไปทั่วหาที่พึ่งที่อาศัย ถ้าส่งจิตออกไปข้างนอกเท่าไรนั้น
แทนที่จะได้ที่พึ่งอันประเสริฐไม่มีทาง มีแต่ความเดือดร้อน
เพราะทุกสิ่งในโลกนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน #จะไปพึ่งสิ่งใดก็ไม่ได้
.
พระสุธรรมคณาจารย์
(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
วัดอรัญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

18 ก.ย..68 


 

ความสุขชั่วคราวปกปิดความทุกข์


ผู้ที่ไม่ได้ภาวนาลงจนเห็นสภาพตามความเป็นจริง
คือไม่เห็นไตรลักษณญาณปรากฏ 
มันไม่เชื่อต่อโลกอันนี้ 
มันยังสำคัญว่าโลกนี้น่าอยู่อาศัย
พอได้รับความสุขบางสิ่งบางอย่าง เช่น 
อย่างว่ามีร่างกายสมบูรณ์ โรคภัยไม่เบียดเบียน 
อย่างนี้ก็ชอบแล้ว ถือว่าตนมีความสุขแล้ว 
ไม่อยากขวนขวายออกจากทุกข์แล้ว 
ความสุขชั่วคราวเหล่านี้มันปกปิดความทุกข์ไว้

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Photo by Mohamed Nohassi on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ไม่ต้องไปกำหนดใจละมันให้ลำบาก


เมื่อบุคคลมาฝึกจิตนี้
ให้ตั้งมั่นลงไปด้วยดี
เรื่องชั่วมากระทบกระทั่งเข้า 
ก็ไม่ยึดถือเอา
เมื่อไม่ยึดถือ มันก็ดับไป

สิ่งต่างๆ เมื่อจิตไม่ยึดถือเอาเท่านั้น
มันดับไปเองเลย
ไม่ต้องไปกำหนดใจละมันให้ลำบาก

พอแต่จิตรู้ว่าอันนั้นมันเป็นของไม่เที่ยง
หรือว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องชั่ว
ไม่ควรยึดถือเอาอย่างนี้
มันรู้อย่างนี้ มันก็ปล่อยวาง

ไม่ยินดียินร้ายตามเรื่องที่มากระทบกระทั่งนั้น
มันก็อยู่ไม่ได้ เรื่องต่างๆ ก็ดับไป
ใจก็เป็นปกติอยู่

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Image by Berger-Team from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ใจนี่แหละมันสำคัญผิด


เหตุปัจจัย...ที่จะทำให้จิตใจของคนเรานี่ 
ละจากร่างอันหนึ่ง ไปสู่...ร่างอีกร่างหนึ่ง 
อยู่อย่างนี้ร่ำไป 
ก็เพราะว่า...ใจนี่แหละมันสำคัญผิด  
คิดว่าโลกสงสารอันนี้  น่าอยู่น่าอาศัย
แท้ที่จริงแล้ว... มันไม่เป็นสิ่งที่น่าอยู่น่าอาศัยอะไรเลย 
ก็จะน่าอยู่อย่างไรล่ะ ก็มัน...ไม่เที่ยงนี่
เกิดมาแล้วไม่ทันไร ความแก่ก็ตามมาแล้ว 
ปรากฏว่าร่างกายสังขารนี้ก็ทรุดโทรมไป 
หรือไม่เช่นนั้น...
ก็มีโรคภัยไข้เจ็บอันร้ายแรงมาเบียดเบียนเอา
ได้เสวยทุกขเวทนาอยู่อย่างนั้น...
ทั้งหมดนี้มัน ก็ลักษณะแห่งความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ 
ทั้งที่มีวิญญาณครอง ก็ดี  ไม่มีวิญญาณครอง ก็ดี 
มันก็ล้วนแต่...เกิดขึ้นมาเป็นเบื้องต้น 
แปรปรวนในท่ามกลาง
และแตกดับในที่สุด...ทั้งนั้นเลย

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Image by Leolo212 from pixabay

จากเพจ วัดพระธาตุขุนบง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ใครทำเรา เราให้อภัยไป


ใครทำเรา เราให้อภัยไป 
ไม่ผูกเวรผูกกรรม
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข
รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด
ทำอย่างนี้ รักษาบุญไว้ในใจ
บุญก็รักษาใจเราให้ไม่ดุร้าย
จิตใจก็สม่ำเสมอ เบิกบานด้วยบุญกุศล
ไม่อ่อนแอท้อแท้ จากหนุ่มตราบเฒ่าชรา

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Image by trilemedia from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จิตเห็นแจ้งตามปัญญาแล้ว


ถ้าจิตเห็นแจ้งตามปัญญาแล้ว 
จิตก็ปล่อยวางขันธ์ห้าได้จริง 
"จิตก็รวมเป็นหนึ่ง" 
พร้อมด้วยญาณความรู้ 
รู้ว่าจิตของตนไม่ยึดถืออะไร 
ท่านเรียกว่า นิรามิสสุข 
สุขที่ไม่ได้อิงอาศัยสิ่งใดในโลก

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Image by Pexels from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ไม่ต้องไปกำหนดใจละมันให้ลำบาก


เมื่อบุคคลมาฝึกจิตนี้
ให้ตั้งมั่นลงไปด้วยดี
เรื่องชั่วมากระทบกระทั่งเข้า 
ก็ไม่ยึดถือเอา
เมื่อไม่ยึดถือ มันก็ดับไป
สิ่งต่างๆ เมื่อจิตไม่ยึดถือเอาเท่านั้น
มันดับไปเองเลย
ไม่ต้องไปกำหนดใจละมันให้ลำบาก
พอแต่จิตรู้ว่าอันนั้นมันเป็นของไม่เที่ยง
หรือว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องชั่ว
ไม่ควรยึดถือเอาอย่างนี้
มันรู้อย่างนี้ มันก็ปล่อยวาง
ไม่ยินดียินร้ายตามเรื่องที่มากระทบกระทั่งนั้น
มันก็อยู่ไม่ได้ เรื่องต่างๆ ก็ดับไป
ใจก็เป็นปกติอยู่

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Image by TRINHDACTRUONG from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ผู้มั่นคงในพุทธศาสนานี้


การที่บุคคลได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจ
อยู่ในโลกอันนี้ ก็เพราะว่า 
ทำจิตให้เป็นกลางไม่ได้เลย
เป็นได้ก็ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง 
สักหน่อยก็เอียงไปข้างรักบ้าง
เอียงไปข้างชังบ้าง ข้างโกรธบ้าง 
เอียงไปข้างเสียใจเศร้าโศกบ้าง หมู่นี้
ถ้าว่าใครสามารถทำใจให้เป็นกลางได้อย่างนี้
ผู้นั้นก็ย่อมเป็นผู้มั่นคงในพุทธศาสนานี้
หมายความว่า ไม่เสื่อมจากพุทธศาสนานี้ 
จะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นนักบวชก็ตาม
ก็จะทรงไว้ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าได้

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Image by d_alexander33 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


รู้ทุกข์อยู่นั่นแหละ แต่ว่าจิตใจไม่เป็นทุกข์


..บางคนก็เข้าใจผิดนะ คิดว่า..
เมื่อรู้แจ้งรู้เท่าตามเป็นจริงแล้ว
จะไม่ได้สัมผัสกับความทุกข์เสียเลย..
..จิตที่ไม่ได้สัมผัสกับความทุกข์นั่นน่ะ
มีแต่จิตเข้านิโรธสมาบัติโน่น..
..แต่ว่าท่านผู้ละความยึดมั่นถือมั่น
ในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเป็นตน
เป็นเราเป็นเขาได้แล้ว ท่านก็ไม่เป็นทุกข์..
..อย่างนี้นะให้เข้าใจ 
..รู้ทุกข์อยู่นั่นแหละ 
..แต่ว่าจิตใจไม่เป็นทุกข์ 
ไม่กระวนกระวาย ไม่หวั่นไหว 
อดได้ทนได้ มีสติ 
รู้เท่าอยู่ตามธรรมดา 
มีปัญญารู้แจ้งในขันธ์ ๕ ตามเป็นจริงอยู่ 
..รู้ว่าขันธ์ ๕ นี้มันแปรปรวน 
มันกำลังจะแตกจะดับ 
ไม่ใช่เราแปรปรวน 
ไม่ใช่เราแตก เราดับ 
เราไม่มีอยู่ในขันธ์ ๕ 
ขันธ์ ๕ ไม่มีอยู่ในเรา 
ก็ต้องใช้ปัญญาสอนจิตอย่างนี้ 
มันเป็นความจริงนะ 
เรียกว่าสอนความจริง 

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ


Image by Couleur from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



มีแต่ร่างกายอย่างเดียวแปรปรวนไป


ทุกขลักษณะของร่างกาย
มันเป็นได้เพียงลักษณะอาการเท่านั้น
แต่ไม่มี "ผู้เสวยทุกข์" นั้น
จิตต่างหากเป็นผู้เสวยทุกข์นั้น
เราต้องแยกจากกัน ดูอย่างนี้
ดังนั้นถึงร่างกายนี้มันจะวิบัติแปรปรวนยังไง
ถ้าจิตรู้เท่าปลงวางตามสภาพ 
จิตก็ไม่หวั่นไหวไปตามร่างกายนั้น
มีแต่ร่างกายอย่างเดียวแปรปรวนไป
เป็นอย่างนั้น เราต้องเข้าใจ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Image by cristi21tgv from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ปราบตัวเองนี่แหละ


อย่าไปโทษคนอื่นว่ามาเบียดเบียนตนอย่างโน้นอย่างนี้
ตนถึงได้เดือดร้อนเป็นทุกข์..
โทษตัวเองนี่ ไม่ฝึกจิตใจให้ตั้งมั่นต่อกุศลธรรม
มันถึงไม่มีปัญญารู้เท่าความดีความชั่วในโลกนี้..
เราจะไปเที่ยวปราบบุคคลในโลกนี้
ไม่ให้ทำชั่ว พูดชั่ว ด้วยอาชญาต่างๆ
ไม่มีใครทำได้ในโลกนี้
พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ปราบตัวเองนี่แหละ..
ถ้าผู้ใดทวนกระแสจิต พิจารณาได้ว่า
การไปยึดเอาเรื่องชั่วที่ผู้อื่น
ระบายออกมาจากภายในจิตใจนั้น
มาไว้เป็นสมบัติตนนี้ มันเป็นทุกข์..
ผู้นั้นมันก็ปล่อยวางทิ้งไปเลย

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Image by DarkWorkX from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


“กุศล” เป็นชื่อแห่งความเสียสละ


“บุญ” นั้นเป็นชื่อแห่งความสุข 
ครั้นเมื่อใจมันสงบลงไปแล้วมันก็สบาย..อันนั้นแหละ 
บุญอยู่ที่ไหน ความสุขก็อยู่ที่นั่นแหละ 
เหตุนั้นท่านจึงว่า บุญนี่เป็นชื่อแห่งความสุข 
“กุศล” นี่เป็นชื่อแห่งความเสียสละ ไม่ยึด ไม่ถืออะไร 
ถ้าผู้ใดมีอุบายปัญญาสอนจิตให้ละความยึด ความถือ
ในสิ่งที่จะก่อให้เกิดราคะ โทสะ โมหะนี่นะ 
มีอุบายสอนใจให้ละ ให้ปล่อย ให้วางมันออกไป 
กุศลมันก็เกิดขึ้น ให้เข้าใจคำว่า “กุศล” มันเป็นอย่างนี้แหละ 
คือ จิตใจที่ฉลาดสามารถละกิเลสบาปอธรรม
ให้ออกไปจากดวงจิตนี้ได้ 
นี่..นี่เรียกว่า “กุศล” ให้เข้าใจ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Image by lillaby from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ผู้ใดที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจของอวิชชาตัณหา


ผู้ใดที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจของอวิชชาตัณหา 
ผู้นั้นจะไม่หลงใหลไปผูกพันยินดีกับรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส 
อันโลกเขาสมมติว่า สวยๆ งามๆ เหล่านั้นเลย 
เพราะว่าเมื่อเพิกอวิชชาออกจากจิตใจนี้แล้ว 
“วิชชา” คือ ความรู้บังเกิดขึ้นในใจแล้ว 
มันก็จะมองเห็น รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสต่างๆ 
ก็ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยง 
มีความเกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนแตกดับไป 
ทั้งที่เป็นส่วนหยาบก็ดี ส่วนปานกลางก็ดี 
เป็นส่วนละเอียดประณีตบรรจงอย่างไรก็ตาม 
มันก็มีความเกิดขึ้นแล้วดับไปเหมือนกันหมดเลย 
ไม่มีอะไรเที่ยงยั่งยืนสักหน่อยเดียว 
เมื่ออวิชชาดับไป วิชชาความรู้เกิดขึ้นแล้ว 
มันก็จะมองเห็นความจริงของสิ่งที่ดวงจิต
มันเคยผูกพันมันมานับชาติไม่ถ้วนแล้ว
มันจะเห็นแจ้งตามเป็นจริงได้เลย 

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Image by schuetz-mediendesign from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


“พระนิพพาน” เป็นสถานที่รองรับดวงจิต ผู้ที่เห็นโทษในกามคุณ


“พระนิพพาน” นั้นเป็นสถานที่รองรับดวงจิต
ของผู้ที่เห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย 
ผู้เห็นโทษในความผูกพันอะไรต่ออะไร
อยู่กับโลกสงสารอันนี้ 
เห็นว่ามันยุ่งเหยิง มันเป็นทุกข์มาก 
มันมีแต่ทุกข์ มันไม่มีสุข 
คำว่าสุขก็สุขชั่วคราว 
ไม่ได้สม่ำเสมอไปเลย 
มีทุกข์นั่นแหละมากกว่าสุขโลกสันนิวาสอันนี้ 
แต่อาศัยกิเลสตัณหามันย้อมจิตใจของคน
ทำให้คนชื่นชมยินดี กับรูป เสียง กลิ่น รส 
เครื่องสัมผัสอันโลกสมมติกันว่า น่ารักใคร่ น่าพอใจต่างๆ 
ที่มันจะยินดีพอใจอยู่ก็เพราะมัน
ตกอยู่ภายใต้อำนาจของอวิชชาตัณหานี้เอง

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Image by superemelka on pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



เวลาทำบุญทำทาน ไม่มีสติรักษาจิตใจ



เวลาทำบุญทำทาน ไม่มีสติรักษาจิตใจ
เมื่อมีเรื่องไม่ดีอะไรกระทบกระทั่งมา ก็เสียอกเสียใจ
หรือว่าโกรธเกลียดขึ้นมา หงุดหงิดขึ้นมาอย่างนี้
มันก็ทำให้บุญกุศลมันเสื่อมไป
แทนที่จะได้บุญกุศลเต็มที่ บุญกุศลกลับร่อยหรอลงไป
เพราะว่าจิตตัวเองไปสมคบกันกับบาปอกุศล
ดังนั้นแหละ ท่านจึงสอนรักษาจิตใจให้ดี

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

อนัตตานุปัสสนา


 ..มองดูขันธ์ ๕ นี้ก็เห็นชัดเลย
ว่าเป็นของว่างเปล่าจากสัตว์จากบุคคล 
ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตนเป็นของตนจริงจังอะไร..
มองดูนอกขันธ์ ๕ นี้ออกไป
ก็มองไม่เห็นว่าอะไรจะเป็นแก่นสาร 
เป็นของเที่ยงของยั่งยืน..
มีแต่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น
แล้วก็แปรปรวนแตกดับไปอยู่อย่างนั้น..
ถ้าเกิดความรู้ความเห็นขึ้นมาอย่างนี้เสมอๆไป 
นั้นแหละท่านเรียกว่า “อนัตตานุปัสสนา” 
แปลว่า เห็นแจ้งในธรรมทั้งหลาย
ในสรรพสิ่งทั้งหลายว่าเป็น “อนัตตา”..
นี่แหละ..มีพระธรรมหรือว่ามีคุณธรรม
เป็นวิหารธรรม-เครื่องอยู่ภายในจิตใจ..
เมื่อใจมันมั่นอยู่ในธรรมเหล่านี้เสมอๆ ไปมันก็ทิ้งโลกได้ 
อาศัยอยู่กับโลกแต่ไม่ติดอยู่กับโลก 
เหมือนกับน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว 
ธรรมดาใบบัวจะหนีน้ำไม่ได้เลย 
ต้องแช่อยู่ในน้ำนั่นแหละ 
แต่ว่าใบบัวหากไม่ติดอยู่ในน้ำ 
น้ำไม่ซึมซาบเข้าใส่ในใบบัวได้ 
ฉันใดมุนีทั้งหลายก็ไม่ข้องอยู่ในอารมณ์ฉันนั้นแหละ 
ไม่ข้องไม่ติดอารมณ์ทั้งหลาย
ไม่ได้ซึมซาบเข้าสู่จิตใจของมุนีผู้รู้ทั้งหลายก็ฉันนั้น

 หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



การฝึกใจให้หนักแน่นเป็นหน้าที่


การฝึกใจให้หนักแน่นให้ตั้งมั่นอยู่ในบุญในกุศล 
ตั้งมั่นอยู่ในสติในปัญญานี้ 
เป็นหน้าที่ของเราทุกคน
ผู้ต้องการความสุขอันเป็นแก่นสาร ผู้เบื่อหน่ายต่อความทุกข์ 
เราจะต้องพยายามฝึกจิตใจนี้ให้หนักแน่น ให้มีที่พึ่งอันมั่นคงไว้ 
เมื่อเวลาความตายมาถึงเข้า จิตใจนี้ก็จะไม่ได้หลงไม่ได้ลืมตัว 
มันจะไม่หวั่นไหวไปตามทุกขเวทนาต่างๆ นั้น 
มันจะนึกถึงความดีได้ 
นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ 
นึกถึงบุญกุศลที่ทำมาได้

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ความสงบมาจากสติควบคุมใจให้อยู่ภายใน



ความสงบเป็นสิ่งที่ปรารถนาของทุกคนในโลกนี้ 
แต่คนส่วนมากต้องการเฉยๆ แต่ไม่ทำ 
ไม่ทำเหตุที่จะให้เกิดความสงบ
ก็เลยไม่ได้พบกับความสงบ..
ที่เป็นทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่า ตัณหา นั่นเองแหละ
มันยั่วใจอยู่เสมอ ทำให้จิตใจนั้นดิ้นรนออกไปไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ดังนั้นผู้ใดรู้ตัวอย่างนี้แล้วก็อย่าไปยอมตกเป็นทาสตัณหา 
ตัณหามันจะชวนให้คิดไปไหนต่อไหนก็อย่าไปตามมัน 
ต้องมีสติเข้ามาควบคุมจิตใจนี้ให้ตั้งอยู่ภายใน..
การที่เราหัดหมั่นระลึกเข้ามาหากายหาจิตนี้บ่อยๆ น่ะ 
เป็นการฝึกสติสัมปชัญญะให้มันแก่กล้าขึ้นในใจ 
ถ้าผู้ใดไม่หมั่นเข้ามาเพ่งดูกายดูใจนี้บ่อยๆ แล้ว
แสดงว่าผู้นั้นไม่ได้ฝึกสติให้แก่กล้า 
ก็ไม่สามารถที่จะทำใจให้สงบอยู่นานได้เลย 
สงบไปนิดๆ หน่อยๆ แล้วมันก็คิดเรื่อยเปื่อยไปอย่างนั้น 
ก็เลยไม่ได้เรื่องอะไร ไม่ได้ความอุ่นใจเลย

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ละความยึดมั่นในขันธ์ ๕ จึงหมดทุกข์



บางคนก็เข้าใจผิดนะ คิดว่าเมื่อรู้แจ้งรู้เท่าตามเป็นจริงแล้ว 
จะไม่ได้สัมผัสกับความทุกข์เสียเลย.. 
จิตที่ไม่ได้สัมผัสกับความทุกข์นั่นน่ะ 
มีแต่จิตเข้านิโรธสมาบัติโน่น..
แต่ว่าท่านผู้ละความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ 
ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขาได้แล้ว 
ท่านก็ไม่เป็นทุกข์อย่างนี้นะ 
ให้เข้าใจ รู้ทุกข์อยู่นั่นแหละ แต่ว่าจิตใจไม่เป็นทุกข์ 
ไม่กระวนกระวาย ไม่หวั่นไหว อดได้ทนได้ 
มีสติ รู้เท่าอยู่ตามธรรมดา 
มีปัญญารู้แจ้งในขันธ์ ๕ ตามเป็นจริงอยู่
รู้ว่าขันธ์ ๕ นี้มันแปรปรวน มันกำลังจะแตกจะดับ 
ไม่ใช่เราแปรปรวน ไม่ใช่เราแตกเราดับ 
เราไม่มีอยู่ในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีอยู่ในเรา 
ก็ต้องใช้ปัญญาสอนจิตอย่างนี้ 
มันเป็นความจริงนะ เรียกว่าสอนความจริง 
ไม่ใช่ปั้นเรื่องเอาน่ะ 

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

สติมีความจำเป็นจริงๆ



สตินี่ถ้าจะเปรียบแล้ว ก็เหมือนกับนายประตู 
รักษาพระราชาอยู่ในพระราชวัง 
ใครไปใครมา นายประตูนั้นต้องตรวจ ต้องรู้ทั้งนั้น 
ถ้าเป็นคนไม่ดีก็ไม่ให้เข้า ถ้าเป็นคนดีก็ให้เข้าไป 
อันสตินี้ก็เป็นเช่นนั้นแหละ คอยระวังรักษาจิตอยู่.. 
เพราะฉะนั้นสตินี้มันจำเป็นจริงๆ เราต้องใช้ 
เรียกว่าสตินี้บำเพ็ญเจริญให้มากเท่าไรยิ่งดี 
แต่ว่าคุณธรรมอื่นๆ นั้น ถ้าเจริญมากเกินไปมันเสีย 
อย่างสมาธิอย่างนี้ หากไปทำแต่สมาธิสงบอยู่นั่นแหละ 
หน่อยหนึ่งก็เกิดความง่วงเหงาหาวนอน แล้วปัญญาก็ไม่มี 
อย่างนั้นเรียกว่าสมาธิมันมากเกินไป

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา