แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท แสดงบทความทั้งหมด
รู้ซื่อๆ ดูเหมือนโง่แต่ที่จริงแล้วฉลาดที่สุด
ตัวรู้ซื่อๆ ตัวเดียว มันครอบคลุมทั้งหมด
สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่ารู้
โดยที่ไม่ปรุงแต่ง
บางคนถามว่าสักแต่ว่าเฉยๆ
มันจะกลายเป็นคนโง่หรือไม่?
อาตมาจึงให้ไปหาไม้มา
อันหนึ่งตรง อันหนึ่งคด
แล้วแทงลงไปในดิน
ไม้ที่คดแทงไม่เข้าเพราะมันงอเสียก่อน
อีกอันหนึ่งเป็นไม้ตรงๆ
แทงลงไปในดินได้ลึกเลย
ตรงๆ แบบนี้มันไปลึก
ถ้าไม่ตรงมันไปไม่ลึก
จิตที่คดเลยโง่ จิตที่ฉลาดจริงๆ
จะแทงตรงได้ลึก
จิตที่ซื่อๆ ตรงๆ เป็นคนฉลาดมาก
ฉลาดแบบคมในฝัก
คนคดฉลาดแบบนอกฝัก
ยิ่งโชว์ก็ยิ่งเห็นว่ามันคด
ถ้าเราหาคำตอบจากความคิด
ปัญญามันจะคด
แต่ถ้าเราหาปัญญาจาก
การรู้ซื่อๆ ตรงๆ มันลึก
เข้าใจอะไรได้ละเอียด
แต่เราไม่แสดง รู้แต่ไม่พูด
การรู้ซื่อๆ ตรงๆ ดูเหมือนคนโง่
แต่เป็นวิธีที่ฉลาดที่สุด
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by CDD20 from pixabay
การเห็นที่ถูกต้อง
การเห็นที่ถูกต้อง
หมายถึง การเฝ้าดูด้วยดวงตาใน
คือดวงตาแห่งวิปัสสนาญาณ
ได้แก่การ เห็นแล้ว ไม่นึกคิดปรุงแต่ง
ต่อเติมในสิ่งเห็นตามอำนาจ
ของความเคยชินของเรา
แต่ให้เห็นด้วยตาแห่งสติสัปชัญญะ
คือเห็นธรรมชาติของมัน
คือ เห็นเฉยๆ รู้ซื่อๆ เห็นซื่อๆ หรือเห็นสักแต่ว่าเห็น
จนอาการของความคิดเห็นนั้นๆ ดับไปต่อหน้าต่อตา
เรียกว่า เห็นแบบวิปัสสนาญาณ
แต่ถ้าเฝ้าดูไม่เป็น
ก็คือ เห็นแบบขาดสติสัปะชัญญะ
ไม่มีการฝึกฝนอบรมสัมมาสติปัญญามาก่อน
จึงเกิดความรู้สึกความพอใจ และความไม่พอใจ
เกิดขึ้นในขณะพบเห็นสิ่งต่างๆ
การพบเห็นแบบนั้นจะพัฒนาตัวความคิดปรุงแต่ง
ไปเรื่อยๆ เรียกว่า จิตตสังขาร
เหมือนเชื้อโรคในร่างกาย
ถ้าเกิดขึ้นแล้วเราไม่รีบรักษา
ก็ขยายผลมากขึ้นไปๆ จนยากแก่การรักษาเยียวยา
นั้นคือการเห็นของปุถุชนทั้งปวงนั้นแล
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by rottonara from pixabay
การรู้เฉยๆ สำคัญมาก
พระพุทธเจ้าทรงบอกวิถีทาง
สู่ความไม่ทุกข์ด้วยการเจริญสติ..
ท่านให้เคล็ดลับในการเจริญสติมาด้วย
คือให้รู้เฉยๆ ในสิ่งที่กำลังแสดงตัว
ไม่ต้องไปทำอะไร
การรู้เฉยๆ สำคัญมาก…
เวลามีความคิดหรืออารมณ์ ถ้าเรารู้เฉยๆ
มันก็เป็นเพียงอาการของจิต ที่วูบไหวขึ้นมาแล้วก็ดับไป
ความคิดและอารมณ์นั้นจะไม่เป็นทั้งสิ่งดีหรือไม่ดี
แต่ถ้าเราไม่ยอมรู้เฉยๆ
ความคิดนั้นจะกลายเป็นที่ตั้งแห่งความชอบหรือไม่ชอบ
เราจะเข้าไปในเรื่องที่คิด
แล้วก็จะเป็นทุกข์เป็นสุขกับมันทันที
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by Pexels from pixabay
สู่ความไม่ทุกข์ด้วยการเจริญสติ..
ท่านให้เคล็ดลับในการเจริญสติมาด้วย
คือให้รู้เฉยๆ ในสิ่งที่กำลังแสดงตัว
ไม่ต้องไปทำอะไร
การรู้เฉยๆ สำคัญมาก…
เวลามีความคิดหรืออารมณ์ ถ้าเรารู้เฉยๆ
มันก็เป็นเพียงอาการของจิต ที่วูบไหวขึ้นมาแล้วก็ดับไป
ความคิดและอารมณ์นั้นจะไม่เป็นทั้งสิ่งดีหรือไม่ดี
แต่ถ้าเราไม่ยอมรู้เฉยๆ
ความคิดนั้นจะกลายเป็นที่ตั้งแห่งความชอบหรือไม่ชอบ
เราจะเข้าไปในเรื่องที่คิด
แล้วก็จะเป็นทุกข์เป็นสุขกับมันทันที
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by Pexels from pixabay
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
สัญญาณบอกดวงตาเห็นธรรม
สัญญาณที่บ่งบอกว่า
เราได้ดวงตาเห็นธรรมที่ถูกต้องคือ
ได้สัมมาทิฏฐิ
สามารถลดความอวดดื้อถือดี
ทั้งภายนอกภายในได้อย่างสิ้นเชิง
สามารถยอมรับฟังทุกคนได้
และเกิดหูตาสว่าง และรู้จักว่า
ใครเป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริง
ใครเป็นเพียงผู้รู้จำรู้จัก
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by pieonane from pixabay
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
สมมติคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
สมมติคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เดี๋ยวผิดเดี๋ยวถูก
ถ้าเราไปยึดตามนั้นมีปัญหาแล้ว
ถ้าเราไม่ยึด รู้ว่ามันเป็นแค่สมมติ
ก็ปล่อยวางไป...
ให้ระวังของคู่
ทุกอย่างมาจากของคู่
แต่เราต้องอยู่เหนือของคู่
เราถึงจะใช้ของคู่โดยไม่ทุกข์
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by ulin49510 from pixabay
การรู้ทันและแก้ไข คือตัวปัญญา
กรรมมาจากยึด
ยึดมาจากอยาก
อยากมาจากเพลิน
เพลินมาจากเผลอ
เราระวังความเพลินความเผลอ
ก็ไม่ไปสร้างกรรม
เราห้ามไม่ได้ แต่ให้รู้ทัน
ยุงไปห้ามไม่ให้มันมาเกาะไม่ได้
เรารู้ทัน ก็ป้องกัน
ขโมยตามหมู่บ้านต่างๆ
เราห้ามไม่ได้ แต่รู้ทันได้
โรคภัยไข้เจ็บ เราห้ามไม่ได้
แต่เรารู้ทัน แก้ไขป้องกันมันก็ไม่เกิด
ความคิดและอารมณ์ต่างๆ
ห้ามไม่ได้ แต่รู้ทันและแก้ไขได้
ความเจ็บปวดของร่างกาย
ขณะที่เรายืน เดิน นั่ง นอน ห้ามไมได้
แต่เรารู้ทันและแก้ไขได้
การรู้ทันและแก้ไข คือตัวปัญญา
คนจะล่วงทุกข์ได้ด้วยปัญญา
ถึงที่สุดได้ด้วยความเพียร
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by photo-graphe from pixabay
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
ตัดกำลัง "เพลิน" ให้น้อยลงมา
เมื่อมีอวิชชา ตัวเพลิน ตัวเผลออยู่
มันก็ต้องมีกรรมตามมา
เพราะเป็นเหตุปัจจัยของมัน
ถ้าเราไม่อยากให้มีกรรม
หรือกรรมที่สั่งสมมาเยอะแยะ
ให้หมดไปไวๆ
เราก็ต้องไปจัดการที่ตัวอวิชชา
ตัวเผลอ ตัวเพลินต่างๆ
ที่เราเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส
ตัดกำลัง "เพลิน" ให้น้อยลงมา
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by enriquelopezgarre from pixabay
สัมมาสติ
สัมมาสติ
ความคิด เห็นว่าเป็นเพียงความคิด
ไม่ใช่เรา เป็นเพียงความคิด
เราทิ้งความคิดได้
แต่ถ้าเห็นความคิดเป็นเรา
ความคิดเห็นเราถูก ของคนอื่นไม่ถูก มีปัญหา
.
แต่ถ้ามันเป็นเพียงความคิด สลัดทิ้งได้เลย
เป็นเพียงความคิด ไม่ใช่ความจริง ก็สลัดทิ้งได้
แต่ถ้าเห็นว่าความคิดเป็นเรา เป็นเรื่องเลย
เถียงกันไปมา ได้ตบตีกัน
เพราะเราเห็นความคิดเป็นเรา
.
ถ้าเห็นความคิดเป็นเพียงความคิด มันก็ง่าย
ถูกผิดไม่สำคัญ มันเป็นเพียงความคิด
เห็นแบบนี้เรียกว่าสัมมาสติ
อารมณ์ดี ไม่ดี เห็นว่าเป็นเพียงอารมณ์
ไม่ใช่เรา
.
ถ้าเห็นเราเป็นอารมณ์
วันนี้อารมณ์ไม่ดี อย่ามาพูด เดี๋ยวมีเรื่อง
ไปสำคัญมั่นหมายว่าอารมณ์เป็นเรา
แต่ถ้าเป็นสัมมาสติ
มันเป็นเพียงอารมณ์ ผ่านมาแล้วผ่านไป
เห็นแบบนี้เรียกว่าเห็นชอบ
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by schauhi from pixabay
มันเป็นธรรมชาติตรงกันข้าม
..สร้างความรู้สึกตัวมาแทนที่ความคิดเท่านั้น
ความคิดปรุงแต่งเป็นเสมือนเงามืด
ที่ถูกแสงสว่างสาดส่องเข้าไป
เงามืดก็จะหายไปทันที
ฉันใดความคิดก็เหมือนกัน
จะดับไปทันทีเมื่อปะทะกับความรู้สึกตัว
เพราะมันเป็นธรรมชาติตรงกันข้าม
ไม่ต้องทำอะไรกับความคิด
มันอยากเกิดก็ให้มันเกิด
มันอยากดับก็ให้มันดับ
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by StockSnap from pixabay
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
นี่เรียกว่าอันธพาล
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า
“บุคคลอ่อนแอ ผู้เป็นอันธพาล
มักสำคัญว่าลูกของเรา
เมียของเรา สามีของเรา
ทรัพย์สมบัติของเรา”
นี่เรียกว่าอันธพาล
คนทั้งหลายสำคัญมั่นหมาย
สิ่งที่ไม่ใช่ของตัวว่าเป็นของตัว
เพราะแม้กระทั่ง "ตัวของตัวเอง" ก็ยังไม่ใช่เลย
คนอื่นจะมีได้อย่างไร
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by Pexels from pixabay
***********************************
หมายเหตุ : “อันธพาล” ในภาษาไทยมักใช้ในความหมายว่า คนชั่วร้าย, คนเกเร พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายไว้สั้นๆ ว่า “คนเกะกะระราน”
.
แต่ “อนฺธพาล” ในภาษาบาลีหมายถึงคนคิดผิด คือไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ไม่มีความสามารถที่จะคิดและที่จะกระทำให้ถูกต้องได้
.
คนเรานั้นเกี่ยวข้องกันตามวาระกรรม หากสิ้นภพชาตินี้ ต่อไป ก็จะไปเป็นบุตร ธิดา สามี ภรรยา ฯลฯ ของคนอื่นต่อไป ดังนั้น จึงไม่มีใครที่เป็นอะไรกับใครจริงๆ ทุกความสัมพันธ์ก็แค่ชั่วคราว หากเข้าใจได้ดังนี้ ก็จะลดความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในกันและกัน ลดความคาดหวังในกันและกัน และที่สุดก็ลดความทุกข์ ไปจนถึงสิ้นทุกข์เพราะ "ผูกพัน" ลงได้
มันก็อันเดียวกันนั่นแหละ
ถ้าเมื่อไรคนเริ่มเบื่อหน่ายความคิดปรุงแต่ง
นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน
อันเป็นธรรมหมดจด
แต่ถ้าเมื่อไรเรายังสนุกกับความคิด
สนุกกับความสงบนะ
เรายังแสวงหาเรื่อยไป
เพราะความคิดกับความสงบ
มันเสมือนเป็นคนละอย่าง
แต่จริงๆ แล้วมันก็อันเดียวกันนั่นแหละ
ความฟุ้งซ่านกับความสงบมันอันเดียวกัน
แต่มันอยู่กันคนละขั้วเท่านั้นเอง
ตรงนี้เป็นความสงบ ตรงนี้เป็นความคิด
เป็นอันเดียวกันนั่นแหละ
ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไร
เราจะใช้ขั้วไหนเท่านั้นเอง
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
หนังสือลืมตาเคลื่อนไหว ใจฮู้ซื่อๆ คือ..หลวงพ่อเทียน
Image by leolo212 from pixabay
ทุกข์ท่วมหัวก็ยังมองไม่เห็น
ทุกข์เกิดมากมายมหาศาล
เพราะเราไม่มีตาปัญญา
ที่จะมองเห็นทุกข์เท่านั้นเอง
เจ้าชายสิทธัตถะพอมีโอรสองค์แรก
ท่านก็มองเห็นทุกข์ทันที แล้วท่านก็หนีเลย
แต่พวกเราบางคนได้ลูกคนหนึ่งก็ยังไม่รู้สึก
ลูกสองก็ยังไม่รู้สึก ลูกสามก็ยังไม่รู้สึก
ลูกสี่คนก็ยังไม่รู้สึก
ทุกข์ท่วมหัวก็ยังมองไม่เห็น
แต่กว่าจะรู้สึกก็สายเสียแล้ว
ก็เลยตามเลยไป ก็ตายแล้วตายอีกไม่รู้จบ
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by patryklatko74 from pixabay
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
คนในปัจจุบันนี้เขากลัวโง่ เเต่ไม่กลัวทุกข์
คนในปัจจุบันนี้เขากลัวโง่
เเต่ไม่กลัวทุกข์
ความจริงเเล้ว เรายิ่งกลัวตัวเองโง่
มันยิ่งโง่หนักเข้าไปอีก
ไม่ต้องกลัวโง่หรอก
ที่คุณรู้เยอะๆ นั้นมันทำให้คุณโง่
ถูกอวิชชาท่วมทับกันมาเท่าไร
แต่รู้น้อยหรือรู้กาย รู้ใจ
ด้วยสติด้วยปัญญา รู้ไปเรื่อยๆ
และรู้นานๆ จิตก็พร้อมที่จะเกิดปัญญา
ความเฉลียวฉลาดก็เกิดขึ้นเอง
เพราะจิตที่ไม่แบกภาระ
ใจที่ไม่เเบกความคิด
มันจะโล่ง โปร่ง เบา สบาย
เเต่ใจที่หนักอึ้งไปด้วยความรู้ความจำ
มันจะหนักใจโดยไม่รู้ตัว
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by AJS1 from pixabay
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
ขอให้กลับมารู้สึกตัวให้ทัน
เพราะความรู้สึกตัวไม่ชัด
ความรู้สึกตัวไม่หนักแน่นพอ
ความรู้สึกตัวไม่ทั่วพร้อมพอ
จิตจะหลงทางเข้าไปใน
ความคิดปรุงแต่งทันที
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย
พอได้โอกาสปุ๊บ ปรุงแต่งปั๊บทันที
ขอให้กลับมารู้สึกตัวให้ทัน
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by kirillslov from pixabay
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
ศัตรูที่แท้จริงของเรา
ตลอดเวลาเราต้องต่อสู้กับตัวเอง
ซึ่งเป็นศัตรูที่มองไม่เห็นตัว..
เป็นศัตรูที่ว่างเปล่าไร้ตัวตน
เราต่อสู้มาตลอดกาลนับภพชาติไม่ถ้วน
มีวิธีเดียวที่จะเอาชนะศัตรูไร้ตัวตนนี้ได้คือ
เราต้องรู้ว่ากำลังต่อสู้กับใครและกับอะไร
โดยใช้สติปัญญา
ที่สามารถนำจิตออกมาจาก
อำนาจของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรมให้ได้
ถ้ามัวปล่อยให้สี่อย่างนี้เจริญเติบโต
เราก็ตกเป็นทาสของอัตตา
ที่เราเองเป็นผู้สร้างขึ้นมา
อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ดังนั้น ศัตรูที่แท้จริงของเราก็คือ
ความไม่รู้เท่าทันตัวเองนั้นเเหละ
ไม่ใช้ใครอื่นนอกเหนือตัวเองเเม้แต่น้อย
ข้อนี้จงจดจำไว้ให้ดี
ผู้ไม่เคยเจริญวิปัสสนาเท่านั้น
ที่เที่ยวไปโทษคนอื่นและสิ่งอื่น
ว่าเป็นศัตรูของตน
แต่ผู้ฝึกฝนอบรมวิปัสสนา
จนพัฒนาจิตก้าวล่วงอัตตาตัวตน
จะไม่คิดเช่นนั้นเป็นเด็ดขาด...
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Image by StockSnap from pixabay
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
เคล็ดลับเจริญสติคือรู้เฉยๆ
พระพุทธเจ้าทรงบอกวิถีทาง สู่ความไม่ทุกข์ด้วยการเจริญสติ..
ท่านให้เคล็ดลับในการเจริญสติมาด้วย
คือให้รู้เฉยๆ ในสิ่งที่กำลังแสดงตัว ไม่ต้องไปทำอะไร
การรู้เฉยๆ สำคัญมาก
เวลากายเคลื่อนไหว ถ้าเรารู้เฉยๆ
การเคลื่อนไหวก็เป็นเพียงกิริยา เป็นเพียงอาการ
ไม่มีเราเป็นผู้ทำ ไม่มีเราเป็นผู้รับกรรม..
เวลามีความคิดหรืออารมณ์ ถ้าเรารู้เฉยๆ
มันก็เป็นเพียงอาการของจิต ที่วูบไหวขึ้นมาแล้วก็ดับไป
ความคิดและอารมณ์นั้นจะไม่เป็นทั้งสิ่งดีหรือไม่ดี
แต่ถ้าเราไม่ยอมรู้เฉยๆ
ความคิดนั้นจะกลายเป็นที่ตั้งแห่งความชอบหรือไม่ชอบ
เราจะเข้าไปในเรื่องที่คิด แล้วก็จะเป็นทุกข์เป็นสุขกับมันทันที..
ถ้าเรารู้สึกตัวเป็นแล้ว ความรู้สึกตัวจะถอยออกมา
เป็นผู้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาของกายและใจ
จิตจะเห็นสภาพตรงตามความเป็นจริงของธรรมชาติ
เมื่อเห็นบ่อยเข้าๆ จะเกิดความเบื่อหน่ายในกายและใจ
ที่มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
คลายความยึดมั่นถือมั่นลง และปล่อยวางสู่ความไม่ทุกข์
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
Cr.Fb: พระพุทธยานันทภิกขุ, Pum Methavee
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
กลับมาค้นหาตัวเองให้เจอ
ให้กลับมาค้นหาตัวเองให้เจอ
การค้นหาตัวเองให้เจอมีทางเดียวคือ
ต้องกลับมารู้สึกตัว ไม่มีอย่างอื่นเลย
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
ทุกคนมีพุทธะอยู่ในใจ
ทุกคนมีพุทธะอยู่ในใจ ไม่ยกเว้น
ถ้าใครมีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาที่ถูกต้อง
สามารถพิสูจน์เห็นอริยสัจได้ทุกคน
เสมือนว่าเรามีขุมทรัพย์แห่งความสุข
อยู่ในบ้านของตนเองอย่างมหาศาลแล้ว
เพียงแต่เรารู้จักวิธีขุดขึ้นมาใช้เท่านั้นเอง
เราก็จะไม่ทุกข์อีกตลอดไปชั่วกัปชั่วกัลป์
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
การทำวิปัสสนา เป็นการตัดวิบากกรรมเก่าไปเรื่อยๆ
การทำวิปัสสนา
เป็นการตัดวิบากกรรมเก่าไปเรื่อยๆ
ใช้กรรมเก่าไปเรื่อยๆ
วิปัสสนาชำระสะสางเรื่องกรรมได้เร็วที่สุด
เหมือนเราเป็นหนี้เขาสักล้านหนึ่ง
เราไปค้าขายลงทุนได้กำไรทีละหลายล้าน
หนี้แค่ล้านเดียวเรื่องเล็กมาก
เรื่องที่เราก่อกรรมทำเข็ญมากี่ภพกี่ชาติก็ตาม
ถ้าเรามีโอกาสได้มาปฏิบัติวิปัสสนา
เหมือนได้มาทำยอดของบุญ
วิปัสสนาเปรียบเหมือนทำการค้าได้กำไรสูง
ทำให้มีเงินไปชำระหนี้เวรกรรมต่างๆ
ที่บรรพบุรุษสร้างมา
บุญที่เกิดจากวิปัสสนาจึงเป็นบุญที่สูงสุด
สามารถชำระหนี้กรรมให้ตนเองและบรรพบุรุษได้..
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
คุกคือความคิด
คุกคือความคิด
******
เรื่องการงานต่างๆ เพื่อเลี้ยงอัตภาพ
เป็นเครื่องมือให้ดำรงอยู่
ไม่ต้องเสียเวลากับมันมากมาย
แต่เวลาที่เราจะต้องมาทำให้จิตวิญญาณ
เป็นอิสระจากสิ่งนี้ มันต้องทำให้มาก
เพราะเราเป็นนักโทษของวัฏฏสงสาร
มาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว
เราก็น่าจะรู้จักเข็ดหลาบขาบจำบ้าง
ให้อยู่ในคุกอย่างนี้ตลอดก็ไม่ไหว
เอาตัวออกมาจากคุกเสียบ้าง
คุกคือความคิด
ที่เกิดจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน
เป็นคุกขังใจเรา ออกไปไม่ได้
ในที่สุดเราก็มาสร้างคุก สร้างบ้าน
สร้างลูก สร้างภรรยา สร้างครอบครัว
สร้างวงศ์สกุล สร้างภาระหน้าที่มากมาย
เป็นคุกหลายชั้นๆ เข้าไป
จนยากที่จะพังมันออกมา
คนไหนที่สามารถออกจากคุก
มาทีละชั้นได้
ก็เป็นอิสระมากขึ้น
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



















