แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธวจนะ-พุทธภาษิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธวจนะ-พุทธภาษิต แสดงบทความทั้งหมด

เมื่อไม่มี "ฉัน" ก็ไม่มี "ของฉัน"


เมื่อไม่มี "ฉัน" ก็ไม่มี "ของฉัน"
เมื่อไม่มี "ของฉัน" ก็ไม่มีความยึดมั่น
เมื่อไม่มีความยึดมั่น
ก็ไม่มีการเป็นอะไรๆ
สังยุตตนิกาย 22.33
(แปลจากภาษาอังกฤษ)
When there is no 'I', there is no 'mine'; without 'mine ',
there is no attachment; without attachment, there is no becoming.
Samyutta Nikaya 22.33
/////
เราเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ได้ตามปกติ
แต่พึงตระหนักว่าคน สัตว์ สิ่งของใด
ที่เราเป็นเจ้าของนั้น
ไม่สามารถกำหนด บังคับ ให้เป็นดังใจได้
ทุกสิ่งล้วนต้องเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย
ไปตามกฎธรรมดา
(ทางธรรมถือว่า ไม่มีเราไปเป็นเจ้าของสิ่งใด
เพราะถ้าเป็นเจ้าของจริง
ย่อมบังคับบัญชาสิ่งเหล่านั้น
ให้เป็นดังใจได้
แต่นี่แม้แต่ร่างกายของเราเอง
ยังบังคับไม่ให้ป่วย แก่ ตาย ได้เลย)
หากมองเห็นแจ่มแจ้ง
และใจยอมรับกฎธรรมดานี้โดยไม่มีเงื่อนไข
ก็แปลว่า ฉัน ไม่มี ของฉัน ก็ไม่มี
ความยึดถือที่เคยมีมาก็สิ้นสุด
เพราะมันเห็นแล้วว่า ยึดไม่ได้

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

คำสอนหลักของพระพุทธเจ้า


“พระโคดมผู้เจริญ !
ทรงนำสาวกทั้งหลายไปอย่างไร ?
อนึ่ง อนุสาสนี ของพระโคดมผู้เจริญ
ย่อมเป็นไปใน สาวกทั้งหลาย
ส่วนมาก มีส่วนแห่ง การจำแนกอย่างไร ?”
อัคคิเวสสนะ !
เราย่อมนำ สาวกทั้งหลายไปอย่างนี้,
อนึ่ง อนุสาสนีของเรา ย่อมเป็นไป
ในสาวกทั้งหลาย
ส่วนมาก มีส่วนแห่ง การจำแนกอย่างนี้ว่า :
“ภิกษุ ทั้งหลาย. !
รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง
สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง.
ภิกษุ ทั้งหลาย. !
รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ตัวตน
สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่ใช่ตัวตน
วิญญาณไม่ใช่ตัวตน.
สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง;
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน” ดังนี้.
อัคคิเวสสนะ !
เราย่อม นำสาวก ทั้งหลายไปอย่างนี้,
อนึ่ง อนุสาสนีของเรา
ย่อมเป็นไปใน สาวกทั้งหลาย
ส่วนมาก มีส่วนแห่ง การจำแนกอย่างนี้, ดังนี้.
มู. ม. ๑๒/๔๒๖/๓๙๖.
ภาพ Pinterest
*****
อนุสาสนี (อะ-นุ-สา-สะ-นี) แปลว่า คำสั่งสอน,
คำแนะนำพร่ำสอน, คำสอนที่ต้องเน้นย้ำซ้ำๆ เพราะสำคัญ

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69


 

สิ่งน่าอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า


อานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้
เธอพึงจำสิ่งอัน น่าอัศจรรย์
ไม่เคย มีมาแต่ก่อน ของตถาคต ข้อนี้ไว้.
อานนท์ ! ในกรณีนี้คือ :-
เวทนา เป็นของ แจ่มแจ้ง แก่ตถาคต
แล้ว จึงเกิดขึ้น แล้ว จึงตั้งอยู่ แล้ว จึงดับไป
สัญญา เป็นของ แจ่มแจ้ง แก่ตถาคต
แล้ว จึงเกิดขึ้น แล้ว จึงตั้งอยู่ แล้ว จึงดับไป
วิตก เป็น ของแจ่มแจ้ง แก่ตถาคต
แล้ว จึงเกิดขึ้น แล้ว จึงตั้งอยู่ แล้ว จึงดับไป
อานนท์ ! เธอจง ทรงจำสิ่งอัน น่าอัศจรรย์
ไม่เคยมีมา แต่ก่อนของ ตถาคตข้อนี้แล.
อุปริ. ม. ๑๔/๒๕๔/๓๗๙.
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69

 

ผลเสียของ การปล่อยจิต ให้เพลินกับอารมณ์


ไม่อาจ ที่จะ หลุดพ้น ไปจากทุกข์
ผลเสียของ การปล่อยจิต ให้เพลินกับอารมณ์
ภิกษุทั้งหลาย !
ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ใน รูป
ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ใน เวทนา
ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ใน สัญญา
ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ใน สังขารทั้งหลาย
ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ใน วิญญาณ
ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์
เรากล่าวว่า “ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่
ในสิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์” ดังนี้.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๙/๖๔
ภาพ กลุ่ม AI พุทธศิลป
โดย Digital Art Studio

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

7 พ.ย.68 


 

อะไรไม่ใช่ของเธอ จงทิ้งเสีย


ภิกษุ ทั้งหลาย. !
สิ่งใด ไม่ใช่ของเธอ, สิ่งนั้น จงละมันเสีย;
สิ่งนั้น อันเธอละเสียแล้ว
จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และ ความสุขแก่เธอ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อะไรเล่า ที่ไม่ใช่ของเธอ ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! จักษุ ไม่ใช่ของเธอ เธอจงละมันเสีย;
จักษุนั้น อันเธอละเสียแล้ว
จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ และ ความสุข แก่เธอ
(ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และ มโน
ก็ได้ตรัสต่อไปด้วย ข้อความอย่างเดียวกัน).
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เปรียบเหมือน อะไรๆ ในแคว้นนี้
ที่เป็นหญ้า เป็นไม้ เป็นกิ่งไม้ เป็นใบไม้
ที่คนเขาขนไปทิ้ง หรือ เผาเสีย หรือทำตามปัจจัย;
พวกเธอรู้สึก อย่างนี้ บ้างหรือ ไม่ว่า คนเขาขนเราไป
หรือเผาเรา หรือ ทำ แก่เราตาม ปัจจัยของเขา?
“ไม่รู้สึก อย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า !”
เพราะเหตุไรเล่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !
เพราะเหตุว่า ความรู้สึกว่า ตัวตน (อตฺตา) ของตน (อตฺตนิยา)
ของข้าพระองค์ไม่มีในสิ่ง เหล่านั้น พระเจ้าข้า !”
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ฉันใดก็ฉันนั้น :
จักษุ...โสตะ...ฆานะ...ชิวหา...กายะ...มโน
ไม่ใช่ของเธอ เธอจงละ มันเสีย
สิ่ง เหล่านั้น อันเธอละเสียแล้ว
จักเป็น ไปเพื่อ ประโยชน์
และ ความสุขแก่เธอ แล.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๑/๒๑๙.
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

15 ต.ค.68 



 

นั่นแหละ คือ...ที่สุดแห่งทุกข์


พาหิยะ !
เมื่อใดเธอเห็นรูปแล้ว ก็สักแต่ว่า...เห็น
เมื่อใด
เธอได้ยินเสียงแล้ว ก็สักว่า...ฟัง
เมื่อใด
เธอได้กลิ่นแล้ว ก็สักว่า...ดม
เมื่อใด
เธอได้ลิ้มรสแล้ว ก็สักว่า...ลิ้ม
เมื่อใด
เธอได้สัมผัสทางผิวกายแล้ว ก็สักว่า...สัมผัส
เมื่อใด
เธอได้รู้เเจ้งธรรมารมณ์ ก็สักว่า...ได้รู้แจ้งแล้ว
เมื่อนั้น...เธอ จักไม่มี
เมื่อใด เธอ...ไม่มี
เมื่อนั้น...เธอก็ไม่ปรากฏในโลกนี้
ไม่ปรากฏในโลกอื่น...
ไม่ปรากฏในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง
นั่นแหละ คือ...ที่สุดแห่งทุกข์
_______________________________________
พระพุทธพจน์ - อุ. ขุ. ๒๕/๘๓/๔๙.
เลิกคบ เลิกเชื่อฟังอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ตัวตนก็ไม่เกิด เมื่อไม่เกิดตัวตน.....ก็พ้นทุกข์

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

27 ส.ค..68 


 

ความครุ่นคิดติดใจ คือกามของมนุษย์


ไม่มีกามที่ถาวร
เพียงใจปรุงแต่งที่ผูกมัดเราไว้
“ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย กามที่เที่ยงแท้ถาวรหามีไม่
[แต่] ในโลกนี้มีสิ่งชวนติดใจ ซึ่งมนุษย์ผู้ประมาทติดพันเข้าแล้ว
ไม่อาจออกจากแดนแห่งความตายมาสู่ภาวะ [นิพพาน] อันไม่มีการหวนกลับคืนมา”
.
▪️
“ความเลวร้ายเกิดขึ้นเพราะความอยาก ทุกข์ก็เกิดเพราะความอยาก.
ครั้นถอดถอนความอยากได้ เรื่องเลวร้ายก็หายไป. เมื่อเรื่องเลวร้ายหายไป ความทุกข์ก็หมดไป”
.
[พระผู้มีพระภาค:]
๏ ❝ ความครุ่นคิดติดใจ คือกามของมนุษย์
สิ่งสวยสดงดงามในโลกนั่นหาใช่กามไม่.
ความครุ่นคิดติดใจ คือกามของมนุษย์
สิ่งสวยงามในโลก มันก็คงอยู่ตามวิถีเช่นนั้นเอง
ฉะนั้น ผู้มีปัญญาย่อมขจัดเพียงความอยากที่มีต่อมันออกไป.
▫️
พึงละความโกรธ ปล่อยเสียจากความถือตน
ข้ามพ้นเงื่อนปมผูกมัดทั้งปวง สำหรับท่านผู้ไม่ติดในนามและรูป
ผู้ไม่มีอะไรเลย ทุกข์ไม่อาจตามรบกวนเขาได้.
▫️
ละทิ้งการประเมินตัดสิน ข้ามผ่านความถือตัวตน
ตัดขาดสิ้นตัณหาในนามและรูปนี้ ท่านตัดปม ไม่มีทุกข์ร้อน ไม่มีความหวังใด
แม้เทพและมนุษย์จะติดตามหาท่านก็ไม่อาจพบได้เลย
ทั้งในโลกนี้หรือโลกอื่น ในสวรรค์หรือในภพแดนที่พักพิงใด ๆ ก็ตาม.❞
—นสันติสูตร (สังยุตตนิกาย 1.34), สคาถวัคค์, เทวตาสังยุตต์, สตุลลปกายิกาวรรค
________________________

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

24 ก.ค..68 

 

มรรค คือ...


ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ 
คือ ตัณหานั่นแลดับ 
โดยไม่เหลือด้วยมรรค คือ 
"หมดราคะ" 
"สละ" 
"สละคืน" 
"ปล่อยไป" 
"ไม่พัวพัน"
.
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก 
เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ 
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

Image by iemlee from pixabay

มรรค คือ หมดราคะ  สละ
สละคืน ปล่อยไป  ไม่พัวพัน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


1 ส.ค.67