แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่านพ่อลี ธัมมธโร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่านพ่อลี ธัมมธโร แสดงบทความทั้งหมด

จิตที่พ้นจากการปรุงแต่ง


จิตที่ไม่ติดอารมณ์
ก็เหมือนใบบัวที่อยู่ในน้ำ
แต่น้ำมันก็กลิ้งไปกลิ้งมา
ไม่ติดซึมซาบเข้าไปในใบบัว
ความรู้นี้มีอยู่แต่ไม่ยึด
พูดก็รู้ว่าพูดอยู่ แต่ไม่เข้าไปยึด
ทำก็รู้ว่าทำอยู่ แต่ไม่เข้าไปยึด
ให้ทำไปแต่กิริยาเท่านั้น
จิตวางเฉยเป็นปกติ ไม่ต้องปรุง
ระงับกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร
เป็นกายวิเวก จิตวิเวก
สงบอารมณ์ภายนอก
ทั้งอดีต อนาคต ดี ไม่ดี
จิตที่พ้นจากการปรุงแต่ง
ก็พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ท่านพ่อลี ธัมมธโร
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

อย่าคบสัญญา


สัญญา (ความจำได้หมายรู้)
คือ ทูต หรือ สื่อ แห่งความชั่วร้าย
เพราะเป็นผู้นำมาแห่งความทุกข์เดือดร้อน
ถ้าเราคบมันไว้ก็เท่ากับเราเป็นใจ
ให้ผู้ร้ายมาปล้นบ้านของเราเอง
ทรัพย์สมบัติของเรา
ก็มีแต่จะพินาศหมดไป
ไม่มีอะไรเหลือติดตัว
ท่านพ่อลี ธัมมธโร
คำแปลของ สัญญา
**ขันธ์อื่นๆ คือ รูป เวทนา สังขาร วิญญาณ หากคบและเชื่อฟัง
ก็นำความเดือดร้อนมาสู่ใจตนไม่จบสิ้นเช่นกัน
ครูบาอาจารย์ท่านจึงให้ปล่อยไว้ตามสภาพ ไม่เข้าไปยึดถือ**
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 ธ.ค.68 


 

ย่อมไม่เกิดและไม่ตาย


เรื่องของจิตใจมีอยู่ ๒ อย่าง 
คือ จิตเกิด - จิตตาย อย่างหนึ่ง 
และจิตไม่เกิด - จิตไม่ตาย อย่างหนึ่ง 
ถ้าจิตเข้าไปหลงในสังขารทั้งหลาย 
ก็ย่อมเกิด - ตาย เป็นธรรมดา 
จิตที่เข้าไปรู้แจ้งเห็นจริงในสังขารทั้งหลาย 
ทำความปล่อยวางเสียได้ 
ย่อมไม่เกิดและไม่ตาย

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by ajs1980518 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เป็น สังขารุเบกขาญาณ


...ส่วนอนัตตา 
มาพิจารณาถึงสิ่งสภาพทั้งหมด 
เราไม่ยึดสิทธิ เราไม่แสดงอำนาจ 
ไม่แสดงอิทธิพลว่าเก่งกาจ
สามารถทำลายสิ่งที่เป็นอนัตตานั้น
ให้อยู่ในอำนาจ 
เราจะไปกีดกันกั้นความเกิด 
ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่สำเร็จ 
เมื่อไม่สำเร็จ ทีนี้มันจะแก่ก็ให้มันแก่ไปเถิด 
มันจะเจ็บก็ให้มันเจ็บไปเถิด 
มันจะตายก็ให้มันตายไปเถิด 
ไม่แสดงความดีใจในความตาย
ของตนและคนอื่น 
ไม่แสดงความเสียใจในความตาย
ของตนและคนอื่น 
ทำจิตเป็นกลางวางเฉย 
เป็น สังขารุเบกขาญาณ 
ปล่อยสังขารตามสภาพ 
ดวงจิตนั้นเป็นดวงจิตที่อยู่ในวิปัสสนา 
นี่เรียกว่าเป็นวิชาข้อหนึ่ง 
เป็นตัววิปัสสนาโดยสั้น 
เห็นสังขารเป็นของไม่เที่ยง 
เห็นสังขารเป็นทุกข์ 
เห็นสังขารไม่ใช่ตัวตน 
เราก็ปลดสังขารออกไป
จากความยึดความถือ 
ปล่อยวางไปตามสภาพ

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by Hans from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา







 

อย่าให้มันแยกไปในความทุกข์


รักษาจิตของเรา 
อย่าให้มันแยกไปในความทุกข์ 
มันจะทุกข์ก็ทุกข์ แต่ใจไม่ทุกข์ 
คนในโลกมันจะทุกข์ก็ตาม 
แต่กูไม่ทุกข์ไปกับมัน 
ร่างกายมันจะมีทุกข์เกิดขึ้น 
แต่ใจไม่ทุกข์ไปกับมัน 
มันจะทุกข์ก็ทุกข์ไป แต่ใจไม่ทุกข์ 
ทำจิตใจให้เป็นกลาง 
ไม่ดีใจในความสุขที่มีอยู่ในตน 
สุขมันก็ทุกข์ ทำไมมันทุกข์ 
ความสุขมันแปรได้ มันขึ้นมันลง 
มันสูงมันต่ำ แปรได้ คือมันทนไม่ไหว 
นั่นแหละคือทุกข์ 
ความเดือดร้อนก็ทุกข์ 
มันมีทุกข์สองทุกข์ 
เมื่อดวงจิตเห็นแจ้งชัดในกองทุกข์เช่นนี้ 
คือเห็นทุกข์ เป็นตัววิปัสสนาเกิดขึ้นในดวงจิต

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by GLady from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

เรื่องของพระนิพพานเป็นของง่าย


เรื่องของพระนิพพานเป็นของง่าย
เพราะเป็นสิ่งที่ยืนตัว คงที่อยู่เสมอ 
ไม่มีอาการเปลี่ยนแปลง 
ส่วนเรื่องของโลกนั่นแหละเป็นของยาก 
เพราะแปรตัวได้ไม่แน่นอนอะไร 
วันนี้เป็นอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง 
ทำแล้วก็ต้องรักษาไว้ให้ดี 
ส่วนนิพพานไม่ต้องมีการเก็บ ไม่ต้องมีการรักษา 
ทำแล้วก็ละ ทำแล้วก็ทิ้ง ทำไปละไป ทำไปทิ้งไป... 
หมายความว่าทำความดีทั้งหลายแล้ว
ไม่ยึดว่าเป็นของตน 
ผู้ที่ทำความดีแล้วก็คายความดี
ไม่ยึดความดีว่าเป็นของของตน 
นั่นแหละเป็น วิราคธรรม

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Photo by Martin Martz on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ทำดีแล้วก็ตัดสายแร่ ทำชั่วแล้วก็ตัดสายแร่



อำนาจของความดีและความชั่วนี้ 
เปรียบเหมือนกับแม่เหล็กหรือแร่ธาตุ
ที่จะดูดดึงดวงจิตของคนให้ทำความดีความชั่ว 
และไปเกิดในที่ดีเลวได้ตามอำนาจความแรงของมัน
.
เราทำความดีหรือความชั่วไว้ 
มันก็เป็นแม่เหล็กตกอยู่ในโลก 
แล้วแม่เหล็กนั้นก็ดูดดึงตัวเรา จิตเรา 
ให้ไปสู่สถานที่ของมัน 
คนโง่ที่ไม่รู้จักหลบหลีกหรือถอนตนให้พ้น
จากอำนาจของความดีความชั่ว 
ก็ย่อมจะถูกดูดดึงไปตามสายแร่ธาตุนั้นๆ 
แล้วก็ต้องเวียนว่ายอยู่ในโลกนี้อีก ไม่ไปไหน
.
แต่นักปราชญ์ท่านมองเห็นภัยในสิ่งนี้ 
ท่านจึงพยายามหาทางตัดสายแร่ธาตุออกเสีย 
ให้หลุดลอยตัวเป็นอิสระพ้นจากอำนาจของมัน
คือ ทำดีแล้วก็ตัดสายแร่ 
ทำชั่วแล้วก็ตัดสายแร่ ไม่ให้ติดต่อ 
คือ “การไม่ยึดมั่นถือมั่น” 
ในสิ่งที่ตนได้กระทำไปแล้ว
.
จะทำดีหรือทำชั่วก็ตาม
ไม่ยึดถือเอามาเป็นสมบัติของตัว 
ทิ้งไว้ให้เป็นสมบัติของโลก 
ไม่เก็บมาลูบคลำเลย อย่างนี้เรียกว่า เป็นผู้มีปัญญา 
สามารถตัดสายแร่ของโลกียะเสียได้

ท่านพ่อลี ธัมธโร

Image by fotoblend from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/






 

นี่เรียกว่า เบียดเบียนตัวเอง


ตา ไปเห็นรูป ดีไม่ดีก็เก็บมายึดไว้
หู ไปฟังเสียง ดีไม่ดีมาก็ยึดไว้
จมูก ไปได้กลิ่น ดีไม่ดีมาก็ยึดไว้
ลิ้น ได้รับรส ดีไม่ดีมาก็ยึดไว้
กาย ได้รับสัมผัส ดีไม่ดีมาก็ยึดไว้
ใจ ได้รับอารมณ์ ดีไม่ดีมาก็ยึดไว้
.
คราวนี้รูปต่างๆ มันก็จะมาห้อยอยู่ที่ตาของเรา 
เสียงต่างๆ ก็มาห้อยอยู่ที่หูสองข้าง 
กลิ่นต่างๆ ก็มาห้อยอยู่ที่ปลายจมูก 
รสต่างๆ ก็มาห้อยอยู่ที่ปลายลิ้น 
สัมผัสต่างๆ ก็มาห้อยอยู่ที่ตัว 
อารมณ์ต่างๆ ก็มาห้อยอยู่ที่ใจ 
เกะกะรุงรังไปหมด
.
คราวนี้นี้รูปมันก็จะต้องมาปิดตาไว้ 
เสียงก็ปิดหูไว้ กลิ่นก็มาปิดรูจมูกไว้ 
รสก็มาปิดกั้นลิ้นไว้ สัมผัสก็มาปิดตัวไว้ 
ธรรมารมณ์มาปิดใจไว้
.
เมื่อทวารทั้งหกของเราถูกปิดตันไปหมด
ทุกช่องทุกทางเช่นนี้ คนนั้นก็จะต้องเป็นผู้มืด 
คือมืดด้วยอวิชชา คลำหาหนทางไม่พบ 
จะไปทางไหนก็ไปไม่รอด ตัวก็หนัก ใจก็มืด
.
คนนั้นก็ต้องหมดความสุข 
นอนที่ไหนก็ต้องยกมือก่ายหน้าผาก 
นั่งที่ไหนก็ต้องเอามือกอดเช่า 
หน้าตาก็ดำเกรียมไม่มีสง่าราศี 
นี่เรียกว่า เบียดเบียนตัวเอง 
ฆ่าตัวเอง และทำลายตัวเองให้เสื่อมจากความเจริญ

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by jakk_wong from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา






 

เรามารักษาจิตของเราต่างหาก


เรามาอยู่โรงพยาบาลรักษาตัว 
ถ้าเข้าใจเพียงแต่เท่านี้ก็ชื่อว่าเข้าใจผิด 
ต้องทำความเข้าใจว่า 
เรามาทำจิตปลงสังเวชบำเพ็ญสมณธรรม 
อันจะนำตนให้พ้นไปจากความทุกข์ทั้งปวง 
ให้ถือเสียว่าเรามารักษาจิตของเราต่างหาก 
เพราะเราไม่ใช่หมอ เราไม่ต้องไปยุ่งกังวล
กับเรื่องของร่างกายให้มากนัก 
ทำจิตให้เสียกำลังไปเปล่าๆ 
ตัวเราผู้ป่วยมีหน้าที่ต้องใช้สติรักษาจิต
ของตัวอย่างเดียวเท่านั้น มันจะเป็นมากน้อย 
จะตาย จะหายอย่างไร 
ไม่ใช่ธุระของเราทั้งสิ้น 
ต้องตั้งจิตของตนอย่างนี้จึงจะเป็นการถูกต้อง

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by JanBaby from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

จนเหลือแต่ธาตุทองแท้


จิตที่เจือด้วยอารมณ์ชั่วก็ต้องไปสู่คติชั่ว 
จิตที่เจอด้วยอารมณ์ดี 
ก็ย่อมไปสู่คติสูง ได้เป็น "เทพ"
ถ้าเป็นจิตวิสุทธิ์ ก็ได้เป็น "อริยะ"
ฉะนั้น จงพากันมองดูจิตของตนเองอย่างเดียว 
อย่าให้มันรั่วไหลออกมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย 
ถ้ามันขุ่นก็จงทำให้มันใส 
พยายามขับไล่อารมณ์ต่างๆ ออกไปให้หมดสิ้น 
จนเหลือแต่ธาตุทองแท้ คือ "จิตวิเวก" หรือ "จิตวิสุทธิ์"
ให้พากันตั้งใจทำ ณ บัดนี้

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by -MECO- from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

รู้จริงนั้นรู้ได้อย่างไร


ท่านพ่อลี สอนว่า ....
รู้จริงนั้นรู้ได้อย่างไร 
รู้จริงนั้นรู้อย่างนี้คือ 
รู้ได้สองหน้า 
ละได้สองทาง 
วางได้ทั้งหมด 
คือ รู้ของเที่ยง รู้ของไม่เที่ยง 
รู้ทุกข์ รู้สุข 
รู้อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน 
รู้อัตตา คือตัวตน 
นี่เรียกว่า รู้ได้สองหน้า 
ไม่ยึดถือในสิ่งเที่ยง และไม่เที่ยง 
ไม่ยึดถือทุกข์และสุข 
ไม่ยึดถือในอัตตาและอนัตตา 
.
ที่เรียกว่า ละได้สองทาง วางได้ทั้งหมด 
ไม่ยึดเอาอดีต อนาคต ปัจจุบัน 
จิตนั้นจึงไม่ใช่จิตไปข้างหน้ามาข้างหลัง 
ตั้งอยู่ก็ไม่ใช่ 
เมื่อทำได้เช่นนี้เรียกว่า 
วางได้ทั้งหมด 
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย 
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญจิ โลเก 
อุปาทิยติ 
ไม่ยึดถือสิ่งใดๆ ทั้งหมดในโลกนี้

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Cr.เพจ ลูกศิษย์ท่านพ่อลี

Image by Lancier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

เรียกว่า "ภควา"


ตาไม่ติดรูป รูปไม่ติดตา 
หูไม่ติดเสียง เสียงไม่ติดหู 
จมูกไม่ติดกลิ่น กลิ่นไม่ติดจมูก 
ลิ้นไม่ติดรส รสไม่ติดลิ้น 
กายไม่ติดสัมผัส สัมผัสไม่ติดกาย 
ใจไม่ติดอารมณ์ อารมณ์ไม่ติดใจ  
แยกออกเป็นส่วนๆ เรียกว่า "ภควา" 
เป็นตัววิปัสสนาญาณ เป็นฉฬงฺคุเปกฺขา 
ปล่อยได้ทั้งอายตนะภายใน อายตนะภายนอก

ท่านพ่อลี ธัมธโร

Image by Leolo212 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

นั่นแหละเป็นตัวจริงสมาธิ


สมาธิ กาย วาจา 
ตา หู จมูก ลิ้น สงบ
นั้นเป็นแค่เพียงเงา 
คือ กายนั่งนิ่ง 
ปากปิดไม่สนทนาปราศรัย 
จมูกไม่สนใจกลิ่น 
ตาหลับไม่สนใจรูป เหล่านี้เป็นต้น
ถ้าจิตตั้งมั่น เป็นอัปปนาจิต 
แม้ยืน เดิน นั่ง นอน 
ก็ไม่หวั่นไหว  นั่นแหละเป็นตัวจริงสมาธิ

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by No-longer-here from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

นิโรธสัจจ์


จิตที่แล่นเข้าไปหลงอารมณ์
เป็นสมุทัยสัจจ์
จิตที่เข้าไปรู้แจ้งเห็นจริง
ในอารมณ์ทั้งหลาย 
และกระแสจิตที่แล่นอยู่
และสภาพจริงของจิตเดิม
รู้ได้เช่นนี้เรียกว่า มรรคจิต
ปล่อยวางสภาพของอารมณ์และกระแสจิต 
และสภาพจิตอันนี้ 
ปล่อยได้ไม่ยึดถือนี่แหละเรียกว่า นิโรธสัจจ์

ท่านพ่อลี ธัมมธโร
ที่มา สติปัฏฐาน

Image by truthseeker08 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ภัยพิบัติมากขึ้นเพราะจิตใจมนุษย์ต่ำลง


ภัยพิบัติมากขึ้นเพราะจิตใจมนุษย์ต่ำลง
โลกนี้หมุนไปตามจิต 
เมื่อใดจิตมนุษย์ มีคุณธรรม มีความเจริญภายในใจ 
เป็นไปในทางที่ดี เมื่อนั้นโลกก็จะสุขสงบ
แต่เมื่อใดที่จิตใจมนุษย์หมกมุ่นรุ่มร้อน ด้วยกิเลส 
เมื่อนั้น โลกก็หมุนไปสู่ความเสื่อม
มีแต่ความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
ฝนฟ้าจะวิปริต แผ่นดินจะไหว ภูเขาไฟปะทุ
สารพัดภัยพิบัติ จะเกิดขึ้น

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร

Image by doctor-a from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ท่านจึงเป็นผู้เบาสบาย


คนเราในโลกก็ย่อมอยู่กับ
ความดี ความชั่ว 2 อย่างนี้แหละ 
ผู้ที่มีวิราคธรรมแล้ว 
ความดีก็มีอยู่เต็มตัว 
ความชั่วก็รู้อยู่เต็มใจ 
แต่ก็ไม่เอา 
ท่านไม่เก็บเอาดีชั่ว
มายึดเป็นของตัวของตน 
ปล่อยวางทิ้งหมด 
ท่านจึงเป็นผู้เบาสบาย

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by ignartonosbg from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จิตก็จะเป็นอิสระ พ้นจากโลก


...รู้ก็สักแต่ว่ารู้ เห็นก็สักแต่ว่าเห็น 
กันจิตไว้คนละทาง 
ไม่ให้ตามออกไปกับความรู้ 
รู้ก็รู้เฉยๆ เห็นก็เห็นเฉยๆ 
ไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา 
จิตก็จะมีอำนาจเต็มที่
เกิดความสงบขึ้นโดยลำพัง 
ไม่เกี่ยวเกาะกับสิ่งใดๆ 
สังขารดับสนิทเหลือแต่สภาพธรรมล้วนๆ 
คือความไม่มีอะไร 
เป็นวิสังขารธรรม เป็นวิมุตติธรรม 
จิตก็จะเป็นอิสระ พ้นจากโลก 
ตกอยู่ในกระแสธรรมฝ่ายเดียว 
ไม่มีการขึ้นลงก้าวหน้า หรือถอยหลัง 
เจริญขึ้นหรือเสื่อมลง 
ใจเป็นหลักปักแน่นอยู่ที่เดียว 
เหมือนกับเชือกที่เขาผูกต้นไม้ไว้กับหลัก 
พอตัดต้นไม้โค่น เชือกก็ขาด 
แต่หลักยังคงมีอยู่ 
ใจที่คงที่ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ใดๆ 
เป็นจิตของพระอริยเจ้าผู้พ้นแล้วจากอาสวกิเลส 
บุคคลใด ปฏิบัติใจให้เป็นไปตามที่กล่าวมาแล้ว 
ก็ย่อมจะประสบความร่มเย็น สันติสุข 
ปราศจากความทุกข์เดือดร้อนใดๆ

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by Timrael from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ให้รู้จักจิตว่าคราวไหน เกิดอะไร


ทุกข์เกิด ก็ให้อยู่กับทุกข์ 
สุขเกิด ก็ให้อยู่กับสุข
ให้รู้จักตัวมัน 
ให้รู้จักจิตว่าคราวไหน เกิดอะไร 
ให้อยู่กับมัน สังเกตดูมัน 
ให้ควรดูมันโดยกำหนดจดจ่อ 
ดูมันให้ตลอด 
ผลที่สุดมันก็จะจืดจางหายไป 
เช่นเดียวกับนั่งทับหญ้า 
นานๆ ไปก็จะค่อยๆ ตายไปเอง

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by Pexels from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ดวงจิต


ดวงจิต ไม่เป็นดี
และ​ ไม่เป็นชั่ว.. 
แต่เป็นผู้รู้ดี รู้ชั่ว
เป็นผู้ละดี ละชั่ว..

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by Cdd20 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

พระพุทธเจ้าท่านไม่ติดดีติดชั่ว


พระพุทธเจ้าท่านไม่ติดดีติดชั่ว 
ไม่ข้องอยู่ในอารมณ์ 
อดีตอนาคตและปัจจุบัน
ท่านจึงได้พระนามว่า “โลกวิทู” 
เป็นผู้รู้แจ้งโลก 
จิตนี้ไม่ติดข้องอยู่ในอารมณ์ภายนอก
ทั้งดี ชั่ว อดีต อนาคต ปัจจุบัน 
ก็จะเป็นจิตที่หลุดพ้นจากอาสวะ 
เป็นจิตที่ตกอยู่ในกระแสของธรรม 
มีความสุขเย็นเป็น “วิหารธรรม” 
เป็น “วิชาวิมุติ” 
ผู้ใดปฏิบัติได้ขณะใด 
ก็ย่อมได้รับผลเย็นในขณะนั้น
ไม่จำกัดกาลเวลา เป็น “อกาลิโก”...

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by FelixMittermeier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา