แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ.กำพล ทองบุญนุ่ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ.กำพล ทองบุญนุ่ม แสดงบทความทั้งหมด

ท่านให้เป็น "ผู้เห็นความสงบ"


หลวงพ่อเทียนท่านไม่เน้นให้
"ทำความสงบ"
ท่านให้เอาความสงบทิ้งไปเลย
เพราะความสงบอยู่คนละด้านของสติ
ท่านให้เป็น "ผู้เห็นความสงบ"
ถ้าจะสงบก็ "สงบแบบรู้"
หลวงพ่อเทียนเน้นย้ำมากว่า :
การฝึกสติ ไม่ใช่เพื่อความสงบ
ถ้าสงบแล้วขาดสติ
สู้จิตฟุ้งซ่านแล้วมีสติไม่ได้
ฟุ้งซ่านแล้วมีสติ
จะทำให้เกิดปัญญา
เห็นความฟุ้งซ่าน ไม่เที่ยง
เห็นความฟุ้งซ่านไม่ใช่เรา
การทำความสงบนั้นยาก
เพราะต้องบังคับจิตให้สงบ
แต่ธรรมชาติของจิตมันชอบคิด
แต่การรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่บังคับ
นั่นคือวิปัสสนา
คือการเห็นแจ้งในสิ่งที่ปรากฏ
มันง่ายที่สามารถทำได้แม้แต่ขณะนี้
.
อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
ภาพ The Bridge towards awareness

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

15 พ.ย.68 

 

 

ผู้มีสติ จะรู้จักทักท้วงความคิด


หลวงพ่อคำเขียนได้กล่าวไว้บ่อยๆว่า
ผู้มีสติ จะรู้จักทักท้วงความคิด
ไม่ทำตามความคิดง่ายๆ
เอาชนะได้โดยการ ดูมัน รู้มัน เห็นมัน
ไม่เป็นไปตามมัน
อันความคิด มันมักจะนำเอากิเลส
นำเอาความทุกข์มาสู่จิตใจของเรา
แล้วเราก็มักจะทำตามความคิด
ด้วยความเคยชิน
โดยไม่เห็นมัน เรียกว่า "ไ ม่ รู้ สึ ก ตั ว"
ก็เพราะเรา "ข า ด ส ติ"
เพราะเราขาดสติ
เราถึงไปเชื่อความคิด ไปเชื่ออารมณ์
การปฏิบัตินี้ เราไม่ได้ไปทำอะไรกับความคิด
เพียงแต่ให้ "รู้ ทั น ค ว า ม คิ ด"
เรา "ไ ม่ ไ ด้ ไ ป "ดั บ" ค ว า ม คิ ด"
แต่ให้ "รู้ ทั น ค ว า ม คิ ด"
แค่ "รู้ ทั น ค ว า ม คิ ด"
ก็เท่ากับเราได้ "ฝื น ค ว า ม คิ ด ปรุ งแ ต่ ง"
เมื่อนั้นเราจะอยู่เหนืออำนาจของความคิด
จิตของเราก็จะเป็นอิสระ
พออิสระจากความคิด อิสระจากอารมณ์แล้ว
เราก็จะ "คิ ด อ ย่ า ง มี ส ติ"
การอยู่เหนือความคิด ไม่ใช่ไม่คิดนะ
"คิ ด แ ต่ เ ป็ น ก า ร คิ ด
ด้ ว ย ส ติ ด้ ว ย ปั ญ ญ า"
เพื่อจะแก้ปัญหาตัวเอง พัฒนาตัวเอง
แถมยังแบ่งปันผู้อื่นได้ด้วย

(ฟังธรรมแล้วนำมาเล่า)
กราบสาธุธรรม ท่าน อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
ขอบพระคุณชมรมเพื่อนคุณธรรม
พึ่งธรรมนำทาง
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

5 พ.ย.68 


 

เทคนิคในการดู


อาจารย์กำพลถามหลวงพ่อคำเขียนว่า
เทคนิคในการดู เราควรทำอย่างไร
หลวงพ่อตอบว่า ทำตัวดูให้เด่น ให้เห็นกายเห็นจิต
แล้วหัวเราะเยาะมันได้
ตัวดูเด่น นั่นแหละ มันจะเป็นวิมุตติ
การทำตัวดูให้มันเด่นนี่ มันคิดไม่ได้หรอก
ต้องเจริญสติให้มาก จิตที่เป็นผู้ดู มันก็จะเด่นขึ้นเอง
“การเป็นผู้ดู” อย่าเข้าไปเป็น
ท่านบอกว่า นี่แหละสำคัญมาก
ท่านว่าเป็นเพชรแห่งธรรม สุดท้ายแล้วถึงขั้นที่ว่า
“การไม่เป็นอะไร กับอะไร” นี่คือมงกุฎธรรม
ท่านบอกว่า “ เอาไปบอกเขาด้วยนะอาจารย์กำพล
ช่วยเอาไปบอกต่อๆ กัน”
อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

31 ต.ค.68 


 

อยู่ให้เหนือความพอใจไม่พอใจ


เรามักจะปฏิเสธสิ่งที่เราไม่ชอบ
อะไรที่เราชอบ เราก็จะมุ่งแสวงหา
สังเกตดูดีๆ เถอะ สิ่งที่เราชอบใจนี่
มักจะทำร้ายใจเราในภายหลัง
ส่วนสิ่งที่ขัดใจเรานั่นล่ะ จะให้ปัญญากับเรา
และให้ประโยชน์กับเรามาก
หลายคนมีชีวิตที่ก้าวหน้า
เพราะว่าไม่ปฏิเสธในสิ่งที่มันไม่ถูกใจเรา
ที่ว่าขัดใจเรานั้น มันไม่ใช่ขัดใจเราหรอก
มัน "ขัดกับกิเลส" ของเรา
ถ้าเราทำตามความชอบใจของเรานี่
สิ่งนั้นมักจะพาเราไปทุกข์ในภายหลัง
ถ้าเรารู้จักเรียนรู้ทั้งสิ่งที่ถูกใจเรา
และไม่ถูกใจเรา เราจะเกิดปัญญา
จะมีชีวิตอยู่เหนือความถูกใจและไม่ถูกใจ
คือ พ้นไปจากภาวะที่พอใจและไม่พอใจเลย
ตรงนั้นล่ะ จะเป็นที่สุดของความทุกข์

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
ชมรมเพื่อนคุณธรรม
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

3 ก.ค..68 

 

ไม่รับมุข


จิตที่มีสติ เขาทำหน้าที่ รับรู้เฉยๆ
อารมณ์ดีผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
อารมณ์ไม่ดีผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้ 
เรียกว่า “ไม่รับมุข”
เป็นปกตินิ่งอยู่ อันนี้คือสภาวะของจิต 
ง่ายไหมไม่ต้องทำอะไรนะ 
ถ้าไปทำเมื่อไหร่ล่ะก็ไม่ปกตินะ วุ่นวาย

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

Image by Wildphoto1 from pixabay

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)


 

แค่รู้เฉยๆ ก็เป็นการปฏิบัติธรรมที่สมบูรณ์


เคล็ดลับของการปฎิบัติคือ 
อย่าเข้าไปเป็น ให้เป็นผู้รู้ เป็นผู้ดู 
อย่าเข้าไปเป็นมัน 
ถ้าเข้าไปเป็นมัน ไม่ใช่นักปฏิบัติ 
เพราะเวลาเราไม่ปฏิบัติ 
เราก็เข้าไปเป็นอยู่แล้ว
.
เวลาเกิดความโกรธ เราก็โกรธ 
เวลาเกิดความรัก เราก็รัก 
แต่นักปฏิบัติจะต้องเห็น เห็นความโกรธ 
เห็นความรัก เห็นความเบื่อ 
เห็นความขี้เกียจ 
แต่ไม่ได้เข้าไปเป็นผู้ขี้เกียจด้วย 
นี่ปลอดภัยแล้ว
.
ทุกข์จะเกิดขึ้นที่กายมากน้อยแค่ไหน 
แต่ใจเป็นผู้เห็น ความคิดจะปรุงแต่ง
ให้ใจเราเศร้าหมองแค่ไหน 
ใจเราก็ไม่ได้ไปเศร้าหมองด้วย 
เป็นแค่ผู้เห็น ปลอดภัยแล้ว
.
ถ้าเราฝึกบ่อยๆ เจริญสติบ่อยๆ 
รู้สึกบ่อยๆ บริกรรมในความรู้สึกบ่อยๆ 
ต่อไปจิตจะรู้เอง 
สติจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ 
ต้องทำบ่อยๆ แล้วเขาก็จะเกิดขึ้นเอง 
เหมือนเราสอนให้เขารู้สึกตัว 
ต้องอาศัยความเพียร ความอดทน 
จึงจะเห็นผล แล้วต้องต่อเนื่องด้วย
.
ไม่ใช่ขณะปฏิบัติเอาจริงเอาจัง 
แต่พอออกไปทานข้าว ฟุ้งเหมือนเดิม 
ต้องให้ต่อเนื่อง จะได้ประโยชน์มาก 
เหมือนเราตำน้ำพริก ตำครั้งเดียวก็ยังกินไม่ได้ 
ต้องตำหลายๆ ครั้ง จึงจะกินได้ 
ทานข้าวคำเดียวก็ยังไม่อิ่ม 
ต้องทานหลายๆ คำ
.
การปฏิบัติก็เหมือนกัน 
ต้องรู้บ่อยๆ รู้บ่อยๆ จึงจะได้ผล 
เรื่องธรรมะไม่ใช่เรื่องยากเย็น 
เรื่องยากคือความคิด ปฏิบัตินี่ไม่ยากหรอก 
มันยากตอนที่จะไม่ได้ปฏิบัติ
.
ง่ายๆ แค่รู้สึก 
เวลากายเคลื่อนไหวก็รู้ เวลาใจคิดก็รู้ 
แค่รู้เฉยๆ 
ก็เป็นการปฏิบัติธรรมที่สมบูรณ์แล้ว 
จบลงที่ความรู้สึกตัวเท่านั้น

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

Photo by Eneko Uruñuela on Unsplash

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)


 

อย่าไปกลัวจะไม่สงบ


ใจที่รู้ นั่นแหละคือ ใจที่สงบ
ใจที่ไม่รู้ นั่นแหละคือ ใจที่หลง
อย่าไปกลัวจะไม่สงบ
อย่าไปบังคับใจไม่ให้คิด
เรื่องใจมันเป็นอนัตตา
.
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงบังคับบัญชาไม่ได้
มันจะสงบ อ๋อ! เราบังคับไม่ได้ มันสงบเอง
คนที่ภาวนาแล้วไปบังคับให้สงบ ไม่ให้มันคิด
นั่นแหละ! จะไม่มีวันรู้จัก "อนัตตา" เลย
ถ้าเห็นอนัตตาบ่อยๆ นี่ มันเข้าถึงธรรมได้นะ
.
จะเข้าถึงธรรมได้ ต้องเข้าถึงความจริงที่
( กาย และ จิต ) แสดงออกมา
ยอมรับ และแก้ไข ปรับปรุงไปตามหน้าที่
แม้ใจไม่อยากให้เป็นก็ อ๋อ! มันเป็นเรื่องของใจ
ไม่ใช่เรื่องของเรา
ต้องเด็ดขาดลงไปอย่างนี้
ถึงจะได้ ดวงตา - เห็นธรรม
ไม่เช่นนั้นจะได้ ดวงตาหลงทาง
.
อ.กำพล ทองบุญนุ่ม ชมรมเพื่อนคุณธรรม

Image by SerenityArt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ตายก่อนตาย


ปุจฉา : ขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า 
ตายก่อนตายนี้ต้องวางจิตอย่างไร? 
อ.กำพล ทองบุญนุ่ม วิสัชชนา : 
วางจิตอะไรไม่ได้หรอก 
คนที่จะตายก่อนตายได้นั้น 
ต้องเป็นคนที่ต้องเข้าใจเรื่องชีวิต 
เข้าใจเรื่องชีวิตเพื่อให้รู้ว่า
ชีวิตนี้มันไม่ใช่เรา 
ถ้ามันไม่ใช่เรา มันก็ไม่มีเรา
. 
เมื่อไม่มีเราแล้วเวลาร่างกายมันจะตาย
แล้วจะเอาเราที่ไหนไปตาย มันต้องแบบนั้น 
เราจะไปวางจิตมันไม่ได้ ต้องฝึกให้เห็นว่า
ความจริงนั้นมันคืออะไร ชีวิตมันคืออะไร 
มันเป็นของเราจริงหรือเปล่า 
.
ถ้าเป็นของเรามันก็ต้องเชื่อเรา 
เมื่อมันไม่เชื่อ เราก็ต้องดูแลมันไป 
ถ้ามันไม่ใช่เราเมื่อไหร่ละก็ 
เราก็ไม่มี มันก็ไม่มีใครตาย 
นั่นล่ะเรียกว่า ตายก่อนตาย
. 
มันอาจจะทำยาก 
ก็ต้องเริ่มจากการที่ฝึกจิตให้มันเข้มแข็ง 
มีสมาธิตั้งมั่น และจิตมันก็จะเกิดปัญญา 
เห็นความไม่ใช่เราในกายและในจิต 
เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ 
เราเคยเข้าใจผิด เมื่อเราเข้าใจถูก 
ยอมรับมันได้ มันก็ปล่อยวาง
ไม่ยึดมั่นถือมั่น ตรงนี้มันก็เป็น
ที่สุดของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา
.
อ.กำพล  ทองบุญนุ่ม 
ชมรมเพื่อนคุณธรรม

Image by Pexels from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


16 ก.ค.67






 

ความรู้สึกตัวจะดูแลรักษาให้จิตเป็นกลาง


ก า ร เ ห็ น  แ จ้ ง ใ น อ า ร ม ณ์ 
สามารถเปลี่ยนสถานะความเป็นปุถุชน
ให้กลายเป็นอริยบุคคลได้
สิ่งที่มาปรุงแต่งจิต คืออารมณ์ 
เปรียบจิตคือ ใบไม้ 
อารมณ์คือ ลมพัดใบไม้ 
ชีวิตเรามีแค่สองอย่างคือ อารมณ์ดี กับอารมณ์ไม่ดี 
ส่วนอารมณ์กลางๆ ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
.
หลักของการเจริญสติปัฏฐานคือ 
ให้มีความเพียร มีสติ สัมปชัญญะ 
ทำลายอภิชชาและโทมนัส 
คือ รู้ทันอารมณ์ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี  
รู้ทันเมื่อไรละก็ จิตจะเป็นปกติ
.
คนทั่วไป มุ่งแต่อารมณ์ฝ่ายดีเสมอ 
แต่พอเจริญสติไป 
จิตไม่สงบมีความฟุ้งซ่าน เพราะถูกกดข่ม 
บังคับบ้าง ก็ไม่พอใจ เมื่อจิตไม่เป็นปกติ 

.การเจริญสติ เราก็ต้องเผชิญหน้ากับอารมณ์เหล่านี้
เหมือนกันแหละ  แต่ ค ว า ม รู้ สึ ก ตั ว 
จะดูแลรักษาให้จิ ต เ ป็ น ก ล า ง 
ไม่เหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา จิตจึงพ้นไปจากโลก 
คือ อารมณ์ เพราะ จิตทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ดู 
ไม่ได้เข้าไปเป็น กับอารมณ์เหล่านั้น
.
ตอนแรกเราเจริญสติตามสัญชาติญาณไปก่อน 
เมื่อเจริญไปนานๆ แล้ว สติจะเปลี่ยนเป็น 
ภาวะที่รู้สึกตัว คือ ไม่มีตัวตน อยู่ในสภาวะที่ดูนั้น 
มีสภาพปกติ เป็นกลาง เย็นอกเย็นใจ 
เบากาย เบาใจ ไม่มีดีใจ ไม่มีเสียใจ 
ซึ่งสภาวะนี้มีอยู่แล้วในจิตทุกจิต 
แต่มันแสดงตัวไม่ได้ เพราะถูกปกคลุม
ด้วยการปรุงแต่ง (สังขาร)

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

Image by Pexels from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/




 

จิตปกติได้ ด้วย "การรู้เท่าทัน"


เราไม่สามารถทำ "จิตให้เป็นปกติ" 
ด้วย "ความคิดด้วยความรู้" 
แต่เราสามารถ "ทำจิตให้เป็นปกติ" ได้
ด้วย "การรู้เท่าทัน"
เราไม่ได้ไป "ห้ามอารมณ์" 
แต่ "รู้เท่าทันอารมณ์" ดังนั้น 
เราต้องช่วยฝึกฝนให้จิตเคยชิน
ที่จะรู้สึกตัวมากกว่าปล่อยจิตให้ไปคิด 
ไปปรุงแต่ง เมื่อจิตเป็นกลาง 
ก็ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์กระทบต่างๆ 
เพียงแค่รู้ จิตก็หลุดออกมาจากอารมณ์ต่างๆ 
หนักแน่นดุจขุนเขา 
เปรียบเหมือนกระแสลม
แม้จะรุนแรงเพียงใด ขุนเขาก็ไม่หวั่นไหว 
นี่เรียกว่า "อ ยู่ ห นื อ โ ล ก" 
คือไม่ทุกข์ไปกับโลกอีกต่อไปแล้ว

อ. กำพล ทองบุญนุ่ม

ฟังธรรมแล้วนำมาเล่า
(คัดตอน เรียบเรียงจากการฟังธรรม ตอน รู้เป็นกลาง)
โดยชมรมเพื่อนคุณธรรม

Image by Andhoj from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/





 

ลักษณะของผู้ปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไร?


ลักษณะของผู้ปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไร?
โดย ท่าน อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
.
"การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง 
ผู้ปฏิบัติต้องกอรปด้วยความเพียร 
ถอนความพอใจไม่พอใจออกเสียได้
ด้วยการ "มีสติรู้เท่าทัน"
.
การปฏิบัติธรรม คือ การเจริญสติ 
เปรียบเหมือนการเดินทาง ระหว่างทาง
เราต้องประสบกับทั้งสิ่งที่น่าพึงพอใจและไม่พอใจ 
ผู้ปฏิบัติธรรม จึงต้องเป็นผู้รู้เท่าทันอารมณ์ที่ตนประสบ
.
-รู้จักใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ
-มีชีวิตที่เรียบง่าย ถูกต้องดีงาม ไม่ใช่มักง่าย 
-"ความเย็น" เป็นอุปนิสัยของผู้ปฏิบัติธรรม 
  ใครอยู่ใกล้ก็มีแต่ความเย็นอกเย็นใจ
-รู้จักยืดหยุ่น ผ่อนสั้นผ่อนยาว รอได้ คอยได้
-เป็นผู้ไม่ถือสาหาความ รู้จักให้อภัย 
-ทำสิ่งที่มากให้น้อย 
-ทำสิ่งที่ใหญ่ให้เล็ก 
-ทำสิ่งที่ยากให้ง่าย
-ปล่อยวาง ไม่ยึดติดในสิ่งที่หลายทั้งปวง
-ไม่เป็นคนเจ้าทุกข์ คือ รู้จักยอมรับความจริง
-มีสติอยู่เสมอๆ ในทุกแห่ง ทุกสถานที่ ทุกเวลา
.
เราจะดูคนที่มีคุณธรรม มีธรรมะมากน้อย ก็ดูที่ "สติ"
นักปฏิบัติธรรมต้องมีนิสัย ไม่เพ่งโทษผู้อื่น 
เพราะทำให้ไม่มีความสุข 
ในทางตรงกันข้าม มักจะกลับมาดูใจตนเองแทน 
ไม่ทำตนแปลกแยกจนดูขัดเขินด้วยทิฎฐิมานะ 
ด้วยการสร้างภาพ นั่นมาจากใจที่ไม่เป็นอิสระ
เรายังพูดคุยกันอย่างปกติ แต่พูดคุยอย่างมีสติ 
ไม่หลงลืมตน 
.
นักปฏิบัติธรรม(ตัวจริง) 
-จะไม่วางฟอร์ม 
-มีเรื่องพูดก็พูด หมดธุระก็หยุด 
-พูดเมื่อจำเป็น แต่เป็นผู้ฟังอย่างมีสติ
-ใครพูดผิดเราก็ฟังได้ ใครพูดถูกเราก็ฟังได้"

จาก ฟังธรรมแล้วนำมาเล่า 

เครดิตคุณ  Nongahe Nishapa

Image by geralt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

แค่ "รู้ ทั น ค ว า ม คิ ด"


หลวงพ่อคำเขียนได้กล่าวไว้บ่อยๆ ว่า
ผู้มีสติ จะรู้จักทักท้วงความคิด
ไม่ทำตามความคิดง่ายๆ 
เอาชนะได้โดยการ ดูมัน รู้มัน เห็นมัน 
ไม่เป็นไปตามมัน
อันความคิด มันมักจะนำเอากิเลส 
นำเอาความทุกข์มาสู่จิตใจของเรา
แล้วเราก็มักจะทำตามความคิด ด้วยความเคยชิน
โดยไม่เห็นมัน เรียกว่า "ไ ม่ รู้ สึ ก ตั ว" 
ก็เพราะเรา "ข า ด ส ติ"
เพราะเราขาดสติ เราถึงไปเชื่อความคิด ไปเชื่ออารมณ์
.
การปฏิบัตินี้ เราไม่ได้ไปทำอะไรกับความคิด
เพียงแต่ให้ "รู้ ทั น ค ว า ม คิ ด" 
เรา "ไ ม่ ไ ด้ ไ ป "ดั บ" ค ว า ม คิ ด"
แต่ให้ "รู้ ทั น ค ว า ม คิ ด" 
แค่ "รู้ ทั น ค ว า ม คิ ด" 
ก็เท่ากับเราได้ "ฝื น ค ว า ม คิ ด ปรุ ง แ ต่ ง" 
เมื่อนั้นเราจะอยู่เหนืออำนาจของความคิด 
จิตของเราก็จะเป็นอิสระ
พออิสระจากความคิด อิสระจากอารมณ์แล้ว 
เราก็จะ "คิ ด อ ย่ า ง มี ส ติ"
การอยู่เหนือความคิด ไม่ใช่ไม่คิดนะ 
"คิ ด แ ต่ เ ป็ น ก า ร คิ ด ด้ ว ย ส ติ ด้ ว ย ปั ญ ญ า"
เพื่อจะแก้ปัญหาตัวเอง พัฒนาตัวเอง
แถมยังแบ่งปันผู้อื่นได้ด้วย

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

Image by RuslanSikunov from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/




 

ความถูกใจทำให้เรามองไม่เห็นความจริง


การเจริญวิปัสสนานั้นไม่ยาก 
มันยากเพราะเราไม่เริ่มต้นลงมือทำ 
มันง่ายมากถ้าเราได้ทำ 

บางคนภาวนาแล้วหงุดหงิด
เพราะเห็นแต่ความคิด ความหลง และความอยาก
คิดว่าปฏิบัติมาตั้งนานยังไม่เห็นมีสติเลย
เมื่อไหร่จะมีสติสักที 

อันที่จริง ทั้งความคิด ความอยาก และความหลง
ล้วนเป็นกระบวนการที่ทำให้เรา “รู้” ทั้งสิ้น 
ถ้าเราภาวนาเพื่อให้ได้ผลที่เรา ”ถูกใจ” 
คือได้ความสุข ความสงบ 
ได้สติอย่างที่เราต้องการ 
เราจะไม่รู้จักคำว่า "อนัตตา" เลย 

สภาวะที่เกิดขึ้นกับเราล้วนเป็น “ธรรมชาติ” ทั้งนั้น
ถ้าเราปฏิบัติแล้วไม่อยากให้มันคิด
นั่นคือเรากำลังฝืนธรรมชาติ
เวลามีความคิดเกิดขึ้น 
แค่รับรู้รับทราบแล้วปล่อยให้มันผ่านไป 
แล้วเราจะเห็นอนัตตา 
เราจะรู้ว่าไม่มีอะไรที่เราบังคับบัญชาได้ 
ถ้าเราไม่รู้จักอนัตตาแล้วปัญญาจะเกิดได้อย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นคือความ “ถูกต้อง”
สิ่งที่เราอยากได้คือความ “ถูกใจ”
ความถูกต้องมันง่ายกว่าความถูกใจ 
ความถูกต้องทำให้เราเห็นความจริงว่า
อะไร ๆ มันก็เป็นเช่นนั้นเอง
ความถูกใจทำให้เรามองไม่เห็นความจริง

ธรรมะอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ณ บ้านจิตสบาย

Image by ELG21 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

นี่คือมงกุฎธรรม


อาจารย์กำพลถามหลวงพ่อคำเขียน
ว่า เทคนิคในการดู เราควรทำอย่างไร
หลวงพ่อตอบว่า ทำตัวดูให้เด่น 
ให้เห็นกายเห็นจิต แล้วหัวเราะเยาะมันได้
ตัวดูเด่น นั่นแหละ มันจะเป็นวิมุตติ
การทำตัวดูให้มันเด่นนี่ 
มันคิดไม่ได้หรอก ต้องเจริญสติให้มาก 
จิตที่เป็นผู้ดู มันก็จะเด่นขึ้นเอง
“การเป็นผู้ดู” อย่าเข้าไปเป็น 
ท่านบอกว่า นี่แหละสำคัญมาก
ท่านว่าเป็นเพชรแห่งธรรม 
สุดท้ายแล้วถึงขั้นที่ว่า “การไม่เป็นอะไร กับอะไร” 
นี่คือมงกุฎธรรม
ท่านบอกว่า “ เอาไปบอกเขาด้วยนะอาจารย์กำพล 
ช่วยเอาไปบอกต่อๆ กัน”

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

Image by Lancier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/




 

ต้องปฏิบัติแบบ ไม่ต้องได้อะไร


การปฏิบัติธรรมด้วย "ความรู้สึกตัว" 
ในชีวิตประจำวัน
....ต้องปฏิบัติแบบ ไม่ต้องได้อะไร 
....และไม่เป็นอะไรกับอะไร นี่แหละจึงจะได้
คำว่า "ไม่เป็นไร" นี่ยิ่งใหญ่นะ 
มันทำให้ "ใจตื่น"
คนปฏิบัติธรรมต้องหน้าตาผ่องใส 
ไม่ใช่คร่ำเคร่ง เก็บกด
เราปฏิบัติเพื่อ "เห็น" ธรรม 
ไม่ใช่ไป "เอา" ธรรม
ดังนั้น ให้ปฏฺิบัติแบบผ่อนคลาย 
สบายๆ ทำเล่นๆ แต่ต่อเนื่อง
โดยไม่คาดหวังอะไร
การ "รู้แบบปัจจุบัน" นั่นแหละ คือ "สติ"

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

เพจ ชมรมเพื่อนคุณธรรม

Image by stanbalik from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา