แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต แสดงบทความทั้งหมด

“ความไม่ยึด” โดย หลวงปู่หล้า เขมปัตโต


หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
เป็นครูบาอาจารย์ที่อธิบาย “ความไม่ยึด”
ได้คมกริบแบบเฉพาะตัว—ตรงไปตรงมา
ไม่ประดิษฐ์ และแทงทะลุหัวใจ
ของผู้ปฏิบัติจริงๆ
คำสอนที่นำมานี้ เป็นหัวใจของ “การชนะกิเลส”
ในแนวทางของหลวงปู่หล้า อย่างแท้จริง...
ไม่ใช่ ด้วยการกดข่ม หลวงปู่หล้าชี้ว่า...
ความอยาก (ตัณหา) ไม่ใช่สิ่งที่เราจะห้าม
หรือบังคับ ให้มันหายไป
แต่เราต้องมีสติ...รู้ทัน และปัญญาเห็นตามจริง
ว่าความอยากเป็นเพียง...อาการของจิต
ไม่ใช่ตัวเรา
เมื่อเห็นตามจริง ความอยาก ก็อ่อนกำลังลงเอง
ไม่ต้องไปสู้ ไม่ต้องไปผลัก ไม่ต้องไปเกลียดมัน
นี่คือ! ทางสายกลาง แบบแท้จริง
หลวงปู่หล้าตอกย้ำสิ่งที่ผู้ปฏิบัติมักพลาด
ได้ความสงบ ก็ไปยึดความสงบ
ได้สุขเวทนา ก็ไปยึดสุข
เจอทุกข์ ก็ไปยึดทุกข์
แม้อุเบกขา ความเฉยๆ ก็ยังยึดได้
หลวงปู่หล้าถึงกับพูดว่า...
“อุเบกขาเวทนา ก็เป็นภพเป็นชาติ”
หมายความว่า แม้ความเฉย ความนิ่ง
ความโปร่งเบา ถ้าไปยึดว่า...ดีจัง
อยากให้เป็นอย่างนี้ตลอด
ก็กลายเป็นภพใหม่ ในใจทันที
นี่! ลึกมากนะครับ
เพราะผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่
ติดอยู่ตรงนี้โดยไม่รู้ตัว
คือการไม่ยึดว่า...เป็นเรา เป็นเขา
หลวงปู่หล้าสรุปสั้นๆ แต่แรงมากว่า
“เรื่องจะชนะสงครามกิเลส
คือเรื่องไม่ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นเขา
เป็นสัตว์ เป็นบุคคลเท่านั้น”
นี่คือ! หัวใจของ อนัตตา แบบภาคปฏิบัติ
ไม่ใช่ ท่องจำ แต่เห็นจริง ว่า...
ความอยาก ไม่ใช่เรา
ความสงบ ไม่ใช่เรา
สุข ทุกข์ เฉยๆ ไม่ใช่เรา
แม้ผู้รู้...ผู้เห็น...ก็ไม่ใช่เรา
เมื่อไม่ยึด กิเลสก็ทำอะไรไม่ได้
เพราะมันไม่มี...ตัวเรา ให้มันเกาะ
สรุปแบบง่ายที่สุด
คำสอนนี้ของหลวงปู่หล้า คือการเตือนว่า
อย่าไปยึดอะไรเลย แม้แต่สิ่งดี
สุข ทุกข์ เฉย ล้วนเป็นเวทนา เกิดแล้ว...ดับ
ความสงบ ก็เป็นของเกิด-ดับ
ความอยาก ก็เป็นอาการของจิต
ผู้ปฏิบัติแพ้กิเลสเพราะ...ยึด
ไม่ใช่ เพราะอยาก
๑. อธิบายธรรมะเชิงลึก: “ไม่ยึดแม้สิ่งดี”
คำสอนของหลวงปู่หล้าแทงตรงไปที่จุด
ที่ผู้ปฏิบัติมักติดมากที่สุด
ติดสิ่งดี ติดความสงบ ติดความเฉย
ติดความรู้สึกว่า เรากำลังปฏิบัติได้ดี
หลวงปู่หล้ากำลังชี้ว่า:
ความอยาก ไม่ใช่ศัตรู
ความสงบ ไม่ใช่ที่พึ่ง
สุข ทุกข์ เฉย ไม่ใช่แก่น
แม้ผู้รู้...ผู้เห็น...ก็ไม่ใช่ ตัวตน
ทั้งหมดเป็นเพียง...อาการของจิต
เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป
ตามเหตุปัจจัย
เมื่อไม่ยึด กิเลส ก็ไม่มีที่เกาะ
เหมือนตะปู ที่ไม่มีไม้ให้ตอก
มันทำอะไรเรา ไม่ได้
นี่คือ การชนะกิเลสแบบไม่ต้องสู้
ไม่ต้องกด ไม่ต้องบังคับ
แค่...เห็นตามจริง ว่าทุกอย่างเป็นธรรมชาติ
๒. วิธีนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
๑. เวลาอยากอะไรขึ้นมา
ไม่ต้องห้าม ไม่ต้องด่า ไม่ต้องผลัก
แค่รู้ว่า...อาการอยากกำลังเกิดขึ้น
แล้วดูมันเฉยๆ เหมือนดูเมฆลอยผ่านฟ้า
ความอยาก จะอ่อนกำลังลงเอง
๒. เวลาได้ความสงบ
อย่าเผลอคิดว่า...ดีจัง ขออยู่อย่างนี้นานๆ
เพราะนั่นคือ! การสร้างภพใหม่ทันที
ให้รู้เฉยๆ ว่า...อาการสงบกำลังเกิดขึ้น
แล้วปล่อย...ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ
๓. เวลาเจอสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
ให้เห็นว่า...
สุข เกิดแล้วดับ
ทุกข์ เกิดแล้วดับ
เฉยๆ ก็เกิดแล้วดับ
ไม่มี...อะไรเป็นแก่นสาร
ไม่มี...อะไรเป็นที่พึ่ง
ไม่มี...อะไรเป็นตัวเรา
นี่คือ! การเดินออกจากภพทีละก้าว
๔. เวลาเผลอคิดว่า นี่! เรากำลังปฏิบัติอยู่
ให้รู้ทันว่า...ความเป็นเรา กำลังเกิดขึ้นอีกแล้ว
๕. บทกวีธรรมะ : ไม่ยึดแม้ความดี
สุข ก็ลอย ทุกข์ ก็ลับ
สงบ ก็กลับเป็นเพียงลมผ่าน
เฉยก็แค่เงาแห่งจิต ไม่มี...สิ่งใดควรยึดถือ
ความอยาก ก็เป็นเพียงคลื่น
ความสงบ ก็เป็นเพียงน้ำ
ผู้รู้...ก็เป็นเพียงแสง ไม่มี...สิ่งใดเป็นเรา
เมื่อไม่ยึด กิเลส ก็หาย
เมื่อไม่หมาย ภพ ก็จาง
เมื่อไม่สร้าง ตัวตน ก็ว่าง
นี่แหละ! ทางของผู้ชนะสงคราม."
Cr.เพจ วัดพระธาตุขุนบง
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

18 ก.พ.69


 

ผู้ถือกุญแจเปิดประตูพระนิพพาน


...ผู้เพลินในโลกมาก จะเป็นผู้เศร้าโศกมาก
ผู้เพลินในธรรมมาก จะนำความเศร้าโศกออกมากมาย
ผู้เห็นภัยในสงสาร ผู้ไม่ไว้ใจในสงสาร
ก็คือผู้ถือกุญแจเปิดประตูพระนิพพานนั้นแล
ใจใดไม่ติดอยู่ในผู้รู้เป็นตัวเหตุ
ใจนอกเหตุก็ไม่ต้องได้หาใจนั้นแลนามิได้ท่องเที่ยว
ใจเดียวธรรมเดียวทรงนอกเหตุ
หมดประเภทใจอื่นจะตามหา
ใจนั้นข้ามโลกาไปแล้วไม่มีรอยแล
ใจใดไม่รู้จักใจ ใจนั้นก็ไปพบแต่ภัย
ยิ่งไปเท่าใดก็ยิ่งพบแต่ภัยล้าน ๆ อสงไขย ก็ไม่พบสุข...

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

Image by JeongGuHyeok from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





 

เรียกว่าปัญญาชอบในวิปัสสนา


..เมื่อหลานๆ เห็นภัยในวัฎฎสงสารอย่างเต็มที่
แล้วมันก็เป็นผู้มีวาสนาอยู่ในตัว 
สามารถทำตัวให้พ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติได้โดยแท้ 
เพราะคนเรา เมื่อเห็นทุกข์ เป็นหลักของหัวใจแล้ว 
นั่นก็คือ ตัวศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง 
เมื่อเห็นอยู่เนืองๆ ติดต่ออยู่ไม่ขาดสาย 
ก็เรียกว่าภาวนาอยู่ไม่ขาดสาย 
เป็นข้อวัตรของจิตใจที่ชอบด้วย 
หนักเข้า ก็เบื่อหน่ายคลายเมาในวัฎ สงสาร 
แบบเย็นๆ รอบครอบ 
เรียกว่าปัญญาชอบในวิปัสสนา..

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

Image by Venrike from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา







 

ท่านผู้ไม่ติดอยู่ในจิต ไม่ติดอยู่ในธรรม


ท่านผู้ไม่ติดอยู่ในจิต
ไม่ติดอยู่ในธรรม
ไม่ติดอยู่ใน ผู้รู้ นั้น
คือ “พระอรหันต์"
เพราะรู้เท่าจิต รู้เท่าธรรม
รู้เท่า ผู้รู้ โดยแท้จริง แล้ว
จิตก็ดี ธรรมก็ดี ผู้รู้ก็ดี จึงไม่มีพิษ
ไม่เป็นปัจจัยส่งต่ออะไรๆ 
ให้เป็นไปในอนันตรเหตุ อนันตรผล
อันเป็น สหชาติ ให้วนเวียนในสังสารวัฏ

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

Image by xuanduongvan87 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ต้องแผ่เมตตาตนเสียก่อน


ถ้าหากว่านิสัยของเราชอบโกรธง่าย 
เราก็ต้องแผ่เมตตาตนเสียก่อน 
ตนไม่ชอบทุกข์ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่ชอบทุกข์ 
แผ่เมตตาตน อะหัง สุขิโต โหมิ นั่น 
ขอเราจงเป็นสุข 
อย่ามีเวรมีภัยกับสิ่งอันใดในไตรโลกธาตุ...
ถ้าเราไม่แผ่เมตตาเอาตนเป็นพยานก่อน 
มันก็เป็นพายเรือโต้น้ำ 
มันไม่ค่อยอยากไป ไม่สนิท

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

Image by Mammiya from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย


แม้จะเป็นกรรมเก่ากรรมใหม่ก็ตาม
เรามีหน้าที่ทางเดียวที่จะปลดเปลื้อง
คือจะไม่จองเวรแบบองอาจกล้าหาญ
และพอใจให้อโหสิกรรมตะพึดไป
ปรบมือข้างเดียว มือหนึ่งไม่เอามารับ 
เสียงดังของการปรบมือก็ไม่เกิดขึ้น
การชนะเวรภัยก็ชนะไปในตัวฉันนั้น
อันนี้แหละเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

Image by FotoXCapture from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ส่งคืนความเข้าใจผิดของตนเถิด


รูปขันธ์ นามขันธ์ 
ที่บัญญัติว่าโลก ที่บัญญัติว่าทุกข์ 
ท่านทั้งหลายจงรู้ตามเป็นจริงเถิด 
ส่งคืนเถิด ส่งคืนความเข้าใจผิดของตนเถิด 
ธาตุก็ส่งคืนให้ธาตุ 
ธรรมก็ส่งคืนให้ธรรม 
ที่บัญญัติว่าขันธ์ ก็ส่งคืนให้ขันธ์ 
เธอทั้งหลายอย่าเข้าไปสอดแทรก 
ยึดถือเอาเป็นเจ้าของ 
ถ้าเธอทั้งหลายเข้าไปสอดแทรก 
ยึดถือเอาเป็นเจ้าของแล้ว 
เมื่อไม่อยู่สมประสงค์ 
เธอทั้งหลายจะดิ้นรนกวัดแกว่ง 
จิตใจของพวกเธอก็เดือดร้อน 
สิ่งเหล่านั้นไม่รู้อิโหน่ อิเหน่อะไร ...

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

Image by ID 12019 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


จะภาวนาหรือไม่ภาวนา มันก็จบอยู่ในตัวแล้ว


พวกที่หลงโลกก็มีหลงอยู่ ๔ ประการ
๑. หลงของไม่เที่ยงว่าเป็นของเที่ยง 
คือหนังหุ้มอยู่โดยรอบที่สมมติว่าเป็นเราๆ นี้
๒. หลงของเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข 
คือหนังหุ้มอยู่โดยรอบนี้อีกล่ะ
๓. หลงของไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน
เอาจริงๆ จังๆ จนแกะไม่ได้คลายไม่ออก
๔. หลงหนังหุ้มอยู่โดยรอบ
อันเป็นของบูดราเปื่อยเน่า
ว่าเป็นของสวยงาม
ถ้าเราไม่หลงสิ่งเหล่านี้แล้ว 
ภพชาติของเราก็จบใน ณ ที่นี้เอง 
จะภาวนาหรือไม่ภาวนา
มันก็จบอยู่ในตัวแล้ว 
แม้จะภาวนา ๗ วัน ๗ คืน
ไม่กินอาหารก็ตาม 
ถ้าหากว่าหลงของ ๔ ประการ
ดังกล่าวมาแล้วนี้อยู่ 
ก็ยังข้ามภพข้ามชาติไม่ได้

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

Image by lumina_obscura from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ผู้ใดเห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ผู้นั้นเป็นภิกษุ


เมื่อพิจารณาเห็น ความตาย อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก 
ก็ไม่เพลินในวัฏฏะสงสารจนลืมตัว
ผู้ใดเห็นภัยในวัฏฏะสงสารอย่างเต็มที่ 
ก็ผู้นั้นเป็น ภิกษุ อย่างเต็มที่
จะเป็นหัวดำ หัวขาว สักเพียงไหนก็ตาม 
จะเป็นเพศอะไรก็ตาม ก็เป็นภิกษุในทางปรมัตถ์ .. 
พระบรมศาสดาทรงยืนยัน
ความเห็นภัยในวัฏฏะสงสารอย่างเต็มที่ 
กับความดับความเพลินในวัฏฏะสงสารอย่างเต็มที่
ก็มีรสชาติอันเดียวกัน
เมื่อไม่นอนใจในวัฏฏะสงสาร กับไม่นอนใจในกิเลสของตน 
ก็มีความหมายอันเดียวกัน

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

Image by StockSnap on Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ความว่าง เป็นอรูปฌานก็มี ไม่เป็นก็มี


ความว่าง เป็นอรูปฌานก็มี ไม่เป็นก็มี 
ที่ไม่เป็น (อรูปฌาน) นั้นคือ
ความว่างจากเรา จากเขา จากสัตว์ จากบุคคล
นั้นมันเป็นว่างที่มีปัญญารู้ชอบ 
เรียกว่ารู้ตามเป็นจริงแห่งปัญญา 
และก็ไม่สำคัญว่าว่างนั้นเป็นตน ตนเป็นว่างด้วย 
ถ้าไม่สำคัญอย่างนั้น กิเลสก็แตกกระเจิงไปหมดแล้ว 
ไม่ใช่อรูปฌานเลย​ ที่เป็นอรูปฌานนั้น
เพราะไม่มีปัญญาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สัมปยุตอยู่ในขณะเดียวก็เลยกลายเป็นอรูปฌาน 
อรูปฌาน ๔ นั้นโดยใจความคือไม่เห็นอนัตตาธรรมนั่นเอง 
และก็เข้าใจว่าอรูปฌานนั้นเป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตนอยู่...

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




ธรรมต้องสลดใจในวัฏสงสาร



พระบรมศาสดา ทรงพระชนมายุอยู่
เทศน์ ...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.. มากกว่าเพื่อน
เพราะเป็น นิยยานิกธรรม 
นำสัตว์ทั้งหลายให้เบื่อหน่ายคลายเมาในวัฏสงสาร
ธรรมอันอื่นมีดาษดื่นถมเถ เป็นจินตกวีก็ตาม 
ถ้าไม่สลดใจ สังเวชในวัฏสงสารแล้ว 
ก็สู้ภาษิตเดียวไม่ได้

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ไม่ควรยินดีในโลกใดทั้งสิ้น



เจ็ดสิบแปดสิบปีในมนุษย์โลก 
มันก็เท่าหนึ่งวินาทีในชั้นพรหมโลกก็ไม่ได้ 
อาฬารดาบส อุทกดาบสรามบุตรนี้ มีอายุแปดหมื่นสี่พันกัปป์ 
เมื่อสิ้นอานิสงส์อันนั้นแล้ว 
ก็จะได้มาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง 
มนุษย์บ้าง เปรตอสุรกายบ้าง 
สัตว์มีอายุยืนถึงเพียงนั้นแล้ว 
ก็ยังอยู่ในอำนาจอนิจจัง 
เหตุฉะนั้นแล้วจึงไม่ควรยินดีในโลกใดทั้งสิ้น

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เรื่องก็จบกัน ณ ที่นั้น



คำถาม :

เมฆหมอกที่มาบดบังจิตหรืออาการของจิตหรือเจตสิก หรืออุปกิเลสหรืออนุสัย ..
หลวงปู่มีอุบายอย่างไรในการถอดถอนครับ

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ตอบ :

เมฆก็ตามหมอกก็ตาม จิตก็ตาม อาการของจิตก็ตาม 
เจตสิกก็ตาม จะใส่ชื่อลือนามสักเพียงใดก็ตาม
 ถ้า “เรา” ไม่มีในที่นั้นๆ “ของเรา” ก็ไม่มีในที่นั้นๆ 
พิษสงก็ไม่มีในที่นั้นเอง 
การพิจารณาว่าเราไม่มีในที่นั้น เราไม่มีในที่ใดๆ ทั้งนั้น 
ของเราก็ไม่มีในที่ใดๆ ทั้งสิ้น 
ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เรื่องก็จบกัน ณ ที่นั้นไป 
ทำท่าทำทาง “วาง” เป็นอันผิดทั้งนั้น 
เพราะมันเป็นกริยาเป็นเหตุ เป็นกรรม เป็นวิบากในตัว

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา