แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่โต พรหมรังสี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่โต พรหมรังสี แสดงบทความทั้งหมด

ฌานเสื่อม


การภาวนานี้เพื่อให้จิตมันตื่นรู้ 
จิตมันมีกำลัง รักษาจิตไว้ 
ไม่ให้มันเสื่อม 
คนที่ขาดองค์ภาวนาองค์บริกรรมนั้น 
จะทำให้ฌานเสื่อม ทำให้จิตเสื่อม 
เมื่อฌานเสื่อมจิตเสื่อมนี้จะเป็นการ
เปิดโอกาสให้อกุศลกรรม หรือพญามาร 
หรือวิบากกรรมนั้นได้เข้ามาแทรกแซง เข้าใจมั้ยจ๊ะ
.
"ฌานเสื่อม" เป็นอย่างไร 
ฌานเสื่อมนั้นหมายถึงว่าจิตเรานั้น
ไม่เท่าทันในอารมณ์ ในโทสะ โมหะ โลภะ 
นี่เรียกว่าฌานเสื่อม 
คือว่าเมื่อเกิดโทสะขึ้นมาก็ระงับไม่ทัน 
เช่นว่ามีคนด่า อดทนไม่ได้เกิดโทสะจริตขึ้นมา 
อยากจะฟาดจะฟันปากไอ้ผู้นั้น 
นี่เค้าเรียกว่าตบะแตก ฌานเสื่อม 
เข้าใจมั้ยจ๊ะ 
ดังนั้นบุคคลได้เจริญฌานแล้ว 
ได้มีคุณวิเศษแล้วขอให้รักษาไว้ให้ดี 
นั่นคือภาวนาไว้

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

จากเพจ ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา








 

จงปรารถนาในการ "พ้นทุกข์"


จงปรารถนาในการ "พ้นทุกข์" 
ถ้าโยมต้องการประพฤติปฏิบัติให้ถึงพรหมจรรย์ 
การประพฤติปฏิบัติธรรมทุกครา
โยมต้อง "อธิษฐาน" ต้องการให้พ้นทุกข์ 
อย่าต้องการให้ได้สุข 
เพราะถ้าโยมต้องการปรารถนาให้ได้สุขนั้นแล 
เรียกว่าโยมนั้นกำลังกลับไปหาที่เก่า 
คือกลับไปหาความอยากไปหากิเลส เข้าใจมั้ยจ๊ะ  
แต่ถ้าโยมต้องการปรารถนาความพ้นทุกข์นี้แล 
คือการประพฤติปฏิบัติบูชา
ถวายองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง..

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

Cr.เพจ ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี

Image by stux from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

มันต้องยึดในตัวหลักปฏิบัติ


ถ้าโยมปรารถนาต้องการจะไปทางใดก็ตาม 
โยมต้องดับความอยากนั้นก่อน 
ดับความฟุ้งซ่านรำคาญใจ หยุดคิด... 
ลงมือทำ คือ "วางทุกตำรา"
.
เมื่อเราอ่านตำราแล้ว เข้าใจแล้ว
เราก็ต้องวางตำราเพื่อจะปฏิบัติ ใช่หรือไม่..
ดังนั้นอย่าให้ตำราทั้งหลายเข้าไปอยู่ในหัว 
ในความคิดทั้งหลาย 
เพราะมันจะเกิดการปรุงแต่งแห่งจิต.. 
จะเกิดการ "อุปาทาน" 
ดังนั้นโยมต้องวางทุกอย่าง

แต่เมื่อใดโยมประพฤติปฏิบัติไปแล้ว
แล้วโยมเห็นตามที่ว่ามันเกิดขึ้น
ไปตรงกับตำรานั้นแล 
ความเชื่อความศรัทธามันก็จะบังเกิด 
เพราะตำรานั้นก็เหมือนเข็มทิศ
ที่จะพาโยมเดินไป ถ้าเดินไปแล้วไม่ตรงตำรา..
มันจะเกิด “ตัวรู้" ขึ้นมาเอง 
ตำราจะผิดจะเพี้ยนมันก็จะบ่งบอกได้ 
ถ้าเราไปยึดตำราเสียแล้ว 
ไอ้สภาวะการยึดนี้แล เราจักไม่รู้จริงได้ 
มันต้องยึดในตัวหลักปฏิบัติ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

Image by jeonsango from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ที่มา : เพจธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี


 

ถ้าเรารู้จิตตัวเองแล้ว เราก็จะรู้จิตผู้อื่น


ที่พวกโยมมาเจริญภาวนากันนี้..ก็เรียกว่าจะได้เจโต
เจโตนี้..ต้องกำหนดรู้จิตตัวเองให้ได้ก่อน 
คือเท่าทันอารมณ์ของจิตตัวเอง 
เมื่อเท่าทันจิตของตัวเองได้ 
ก็สามารถกำหนดรู้จิตผู้อื่นได้อย่างนี้ 
พูดง่ายๆ ว่าควรเพ่งโทษดูจิตตัวเองให้มากนั่นเอง 
ถ้าเรารู้จิตตัวเองแล้ว
เราก็จะรู้จิตผู้อื่น
ญาณทัศนะทั้งหลายก็จะบังเกิดขึ้น..

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

Image by Darkmoon_Art from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

คาถาที่ดีที่ป้องกันได้ทุกอย่าง


คาถาที่ดีที่ป้องกันได้ทุกอย่างคือ
พุทธังสรณังคัจฉามิ 
ธัมมังสรณังคัจฉามิ 
สังฆังสรณังคัจฉามิ 
เช้าก็ดีที่โยมภาวนาย่อมเป็นมงคลอุดมฤกษ์ 
ไม่ว่าโยมจะทำการสิ่งใด
หากวันนั้นฤกษ์นั้นโหรบอกว่าไม่ดี 
แต่เมื่อใดโยมภาวนา พุทธัง ธัมมัง 
สังฆังสรณังคัจฉามิ 
แล้วน้อมจิตให้มันเกิดความสงบ
เยือกเย็นภายในจิต 
แผ่เมตตาจิตให้สรรพสัตว์ทั้งหลายนั่นแล..
ฤกษ์ก็เปลี่ยน เพราะว่าดวงนั้นมันต้องตามเรา 
เพราะเราเป็นผู้กำหนด เข้าใจมั้ยจ๊ะ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี
จากเพจ สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี ธรรมะมหัศจรรย์

Image by FelixMittermeier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

โยมได้ของดีไปแล้วคือ "ได้มนต์"


บุคคลที่เจริญสวดมนต์อยู่เป็นนิจเช้าค่ำ 
เช้าเย็นก็ดี 
บุคคลผู้นี้จะไม่ตกอบายภูมิ 
ย่อมน้อมนำกุศลบารมีนี้
ให้ไปสู่สภาวะนิพพานได้ คือการสิ้นทุกข์ 
สิ้นเวรสิ้นกรรมได้..
เพราะในขณะที่โยมสวดมนต์อยู่นั้น 
จิตโยมตั้งมั่นในอักขระคาถาภาษา 
"ฌาน" ก็บังเกิด 
ถ้าในขณะที่โยมสวดอยู่นั้น..
"ปัญญา" โยมพิจารณาตามในความหมาย 
ในทุกข์ภัย ในความไม่เที่ยง 
ในความไม่มีตัวไม่มีตนสิ่งใด 
แม้ธรรมก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นแล 
จิตโยมก็จะวางทุกอย่าง 
นี่เรียกว่าสภาวะนิพพานก็บังเกิด 
วิปัสสนาญาณก็บังเกิด 
เรียกว่าโยมได้ของดีไปแล้วคือ "ได้มนต์" 
เข้าใจมั้ยจ๊ะ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

ที่มา เพจสถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี ธรรมะมหัศจรรย์

Image by ChrisFiedler from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เมื่อเราแผ่เมตตาอยู่บ่อยๆ


การแผ่เมตตาอยู่บ่อยๆ นี้
จะเป็นที่รักของเทวดาและอมนุษย์ 
ดังนั้นเมื่ออานิสงส์ของการแผ่เมตตา 
ศัตรูที่มุ่งอาฆาตมาดร้ายกับเรานั้น
จะอ่อนกำลังลง 
ถ้ามีศัตรูที่ถาวรเค้าก็จะทำอะไรเรามิได้
.
เมื่อเราแผ่เมตตาอยู่บ่อยๆ 
อำนาจแห่งแห่งกระแสการแผ่เมตตานี้แล..
ย่อมทำให้ชนะศัตรูหมู่มารได้ 
อย่างน้อยอันดับแรกก็คือการชนะใจตัวเอง 
ไม่ให้มีความอาฆาตพยาบาท ผูกอาฆาตผูกใจเจ็บ..
อย่างนี้แลเค้าเรียกว่า
การปลดพันธนาการด่านแรกลงเสียได้ 
เมื่อเราทำอยู่บ่อยๆ แล้ว 
ไม่มีจิตที่จะอาฆาตพยาบาทใคร 
.
แรงอาฆาตพยาบาทในจิตของเรานั้น
เมื่อมันลดน้อยลงจนไม่มีแล้วนี้ 
จะหาความอาฆาตพยาบาทของใคร
มาเบียดเบียนอาฆาตพยาบาทเรา 
ให้เกิดโทษทัณฑ์เกิดภัยนั้น..ก็ทำได้ยาก
.
เพราะแรงทั้งหลายแห่งกรรม
มันเกิดจากใจเรานั้นแลที่ไปผูกไปอาฆาต 
ไปจองเวรไปพยาบาท 
เมื่อเราลดละอาฆาตพยาบาทเสียได้อย่างนี้ 
เค้าเรียกเป็นการป้องกันภัยไปในตัว 
จะไปที่ใด ตำบลใด สถานที่ใดแล้ว 
หมั่นเจริญเมตตาเป็นนิตย์ 
ก็ด้วยอำนาจบุญกุศลหรือจิตเรา
มีความปรารถนาที่จะแผ่เมตตานี้ 
นั้นการทำการสิ่งใดมันก็เรียกเป็นการเปิดทาง 
ให้สิ่งที่เราทำนั้นมันสมความตั้งมั่นปรารถนาได้...

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี
จากเพจ ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต 
สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี

Image by ChrisFiedler from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

คือเห็นอะไรก็วางได้


เห็นอะไรก็เป็นธรรม.. 
คือเห็นอะไรก็วางได้..นั่นเรียกว่าธรรม 
ถ้าเห็นอะไรวางไม่ได้เรียกว่าอกุศล..อธรรม.. 
เห็นแล้วปล่อยวางได้ 
รู้เท่าทันความเป็นจริงของอารมณ์ของจิต 
ไม่ไปปรุงไม่ไปแต่งอะไรมัน 
เห็นตามความเป็นจริง เข้าใจมั้ยจ๊ะ 
เรียกว่าเห็นด้วยปัญญา 
เห็นด้วยอุเบกขา 
เค้าเรียกว่าดวงตาเห็นธรรม 
คืออะไรก็เป็นธรรมหมด..อย่างนี้ 
อะไรมันก็เป็นประโยชน์หมด ไม่ใช่เป็นโทษ..
ถ้าเรามีปัญญา

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี
จากเพจ ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต 
สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี

Image from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

สิ่งที่เรานั้นไม่ควรไปก้าวล่วง


สิ่งที่เรานั้นไม่ควรไปก้าวล่วงหรือกระทำก็คือ 
การไปปรามาสศีลไปปรามาสธรรม 
ไปปรามาสในธรรมของบุคคลอื่นเค้า... 
เพราะมันจะเป็นการติดกรรมโดยไม่รู้ตัว เข้าใจมั้ยจ๊ะ
เพราะบางทีธรรมอาจจะเป็นธรรมของอริยเจ้า 
แต่เรายังเข้าไม่ถึงด้วยเจตนาของธรรมนั้น 
การไปปรามาสล่วงเกินเสียแล้วนี้อาจมีโทษอย่างไร 
มีโทษทำให้เรานั้นเข้าถึงตัวปัญญาได้ยาก 
เมื่อเราฟังธรรมแล้ว เราไม่สามารถ
เข้าใจในธรรมของครูบาอาจารย์ได้ 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

จากเพจ ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี

Image by FelixMittermeier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เท่ากับว่าบุคคลผู้นั้นเลี้ยงอสรพิษไว้


ถ้าเราไม่คิดเพ่งโทษใครเลย 
เราก็จะไม่มีศัตรูเลย 
แต่เมื่อใดเราไปเพ่งโทษคิดเอาชนะผู้ใด 
เมื่อนั้นเรียกว่าเรานั้นมีศัตรูแล้ว 
แต่ศัตรูที่แท้จริงก็หาใช่ว่าบุคคล
ที่เรานั้นที่เราจะไปอาฆาตพยาบาทไม่ 
แต่ศัตรูที่แท้จริงก็คือตัวของเราเอง 
ที่เรานั้นไม่สามารถเอาชนะอารมณ์
แห่งความไม่พอใจแห่งโทสะได้ 
มันนำมาสู่การพยาบาทของจิต 
อย่างนี้แลเค้าเรียกว่าเครื่องเศร้าหมอง
เมื่อจิตเราเศร้าหมองเสียแล้ว 
การจะไปทำคุณงามความดี
ให้เกิดขึ้นกับจิตนั้น..มันก็ทำได้ยาก 
อารมณ์เหล่านี้เมื่อมันเกิดขึ้นกับใคร 
เท่ากับว่าบุคคลผู้นั้นเลี้ยงอสรพิษไว้...
ขอให้เราตั้งจิตเสียใหม่

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี
จากเพจ ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี

Image by ChrisFiedler from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ก็จักมองไม่เห็นเรา


เมื่อผู้ใดเห็นโทษเห็นภัย
ในวัฏฏะอยู่บ่อยๆเนืองๆ 
จิตนั้นย่อมปล่อยวาง 
คลายจากความยึดมั่นถือมั่น 
เมื่อจิตคลายจากความยึดมั่นถือมั่น 
ไม่ส่งจิตออกไปภายนอก จิตไม่เร่าร้อน 
จิตไม่มีความอาฆาตพยาบาทกับผู้ใด 
จิตมันก็ว่าง เมื่อจิตมันว่าง
มีความสงบแล้วไซร้ 
ขอให้โยมจำไว้ว่า เภทภัยศัตรูอันใด 
เจ้ากรรมนายเวรอันใด..ก็จักมองไม่เห็นเรา

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี
จากเพจ ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต 
สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี
Image by 21saturday from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เมื่อเรารู้ว่าในโลกนี้มีแต่ภัย


เมื่อเรารู้ว่าในโลกนี้มีแต่ภัย
ก็ควรเร่งทำคุณงามความดีให้มากๆ 
สิ่งที่สำคัญถ้าโยมจะปลอดภัยในภัยทั้งปวง 
ให้โยมกำจัดภัยภายในให้ได้เสียก่อน 
ให้ละอาฆาตพยาบาท ละโทสะ โมหะเหล่านี้ 
เมื่อโยมมีเมื่อไหร่ ในเชื้อของกระแสจิต
แห่งความอาฆาตพยาบาทริษยาทั้งหลาย 
ความพอใจไม่พอใจในโทสะ..จิตมันจะเร่าร้อน 
นั้นแล..มันจะดึงดูดวิบากกรรมในอดีตเข้ามา 
แล้วโรคภัยไข้เจ็บนั้นมันก็ตามมาเช่นเดียวกัน..
แต่เมื่อจิตเรานั้นมีแต่ความเมตตา มีแต่ความสงบ 
ความสงบความเย็นเหล่านี้..
ไอ้ความร้อนนั้นเมื่อมันจะเข้ามา 
มันก็จะเข้ามาแทรกแซงได้ยาก 
ก็เมื่อเรามีความสงบแห่งจิตอยู่ มีบุญกุศลมีศีล 
อำนาจแห่งพระรัตนตรัยนั้นคุ้มครอง 
มันก็จะมีรัศมีมีแสงคอยคุ้ม
เหมือนอะไรมาครอบกายเราอยู่ 
อย่างนี้แลไม่ว่าจะเป็นกัมมันตรังสี 
รังสีใด เชื้อโรคใดก็ตาม 
มันก็จะช่วยปกป้องรักษาเราได้ 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

Image by 21saturday from pixabay

จากเพจธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ทำดีหวังผลคือติดกรรม


ทำความดี..ถ้าจะทำให้กับใคร 
อย่าไปหวังผลว่าเค้าจะตอบแทนเรา 
ถ้าโยมหวังผล..โยมติดกรรมแล้ว 
เหมือนเราไปช่วยงาน
ถ้าคิดจะให้ใครมาช่วยเราอีก 
เราต้องช่วยเค้ากลับอีกมั้ยจ๊ะ 
มันก็ต้องเป็นอย่างนี้เป็นวัฏฏะ 
ถ้าเราทำหรือช่วยใครไม่หวังผล..
จะไม่เป็นหนี้กรรมกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

จากเพจ ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโตฯ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ใครหยุดความคิดตัวเองได้


ใครหยุดความคิดตัวเองได้ผู้นั้นเรียกว่า"หยุดโลก" 
ใครรู้ทันความคิดตัวเองได้ผู้นั้น"เหนือโลก" 
ใครดับความคิดตัวเองได้ผู้นั้น"เหยียบโลก" เข้าใจมั้ยจ๊ะ 
เช่นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าท่าน 
ดีก็ไม่เอา..ไม่ดีก็วาง ท่านจึงเหนือโลก 
แต่ไม่ได้หลุดโลก คือท่านก็อยู่โลกของท่าน 
โลกแห่งความว่างที่ไม่มีอะไรเจือปน 
ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีทั้งสุข 
ถ้ายังมีสุขอยู่การเกิดยังมีต่อไป 
เข้าใจมั้ยจ๊ะ

หลวงปู่โต พรหมรังสี
ธรรมะมหัศจรรย์ วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๐
ณ สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี

Image by ChrisFiedler from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา