แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่าน ก.เขาสวนหลวง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่าน ก.เขาสวนหลวง แสดงบทความทั้งหมด

ทำให้ทางเดินในวัฏสงสาร ยาวไกลไม่รู้สิ้นสุด

...มีแต่ผู้ที่หลงตัวเองว่า กำลังเป็นสุขนั้น
อยู่ดาษดื่นทั่วทั้งโลก ด้วยอุบายตื้นๆ เช่นนี้ 
กิเลสก็หลอกครองโลกได้ทั้งหมดทั่วไตรภพ 
คือ ตลอดกามภพ รูปภพ และอรูปภพ 
เมื่อเข้าใจเช่นนั้นว่าเป็นสุข 
สรรพสัตว์ก็จึงหลงเสาะแสวงหา 
จึงได้แต่ภาพลวงตา ภาพลวงใจ 
เวียนว่ายตายเกิด อยู่มิรู้สิ้นสุด 
ความไม่รู้จริง คือรู้ผิด 
เพียงเท่านี้ก็ทำให้ทางเดินในวัฏสงสาร
ยาวไกลไม่รู้สิ้นสุด 
เมื่อรู้จักคิดรู้จักพิจารณา
เพียงรู้ความจริง 
ว่างจากตัวจนได้จริง 
เพียงเท่านี้ การเดินทางอันยาวไกลในวัฏสงสาร
ก็จะสิ้นสุดลงได้ จบกรรม

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

Image by Juergen57BS from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

เรื่องของการปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องมากเลย


เรื่องของการปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องมากเลย 
ไม่มีหัวข้ออะไรมากเลย 
มันนิดเดียวเท่านี้เอง 
รู้เข้ามาในรูปนามขันธ์ ๕ 
พิจารณาว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ 
ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา 
ไม่มีแก่นสาร 
เรารู้ความจริงได้อย่างนี้แล้ว 
โลกทั้งหลายมันไร้ความหมายหมด 
หรือว่าไฟบรรลัยกัลป์มันกำลังลุกมาก็ไร้ความหมาย 
เพราะว่ามันเป็นของธรรมดา 
ปล่อยวางอย่างเดียว 
เราปล่อยวางอย่างเดียวแล้ว
จิตจะอยู่ในความสงบระงับมากขึ้นเป็นพิเศษ

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

Image by kalhh from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/




 

การเพ่งโทษตัวเอง


การเพ่งโทษตัวเองเป็นของทวนกระแส
ในการปฏิบัติธรรม ถ้าใครไม่รู้จักเพ่งโทษตัวเอง 
คนนั้นก็ไม่ใช่นักปฏิบัติธรรม
หลักการพิจารณา ต้องไม่ถือตัวเองเป็นใหญ่
ต้องยึดหลักธรรมะเป็นหลัก
พิจารณาดูให้ลึก ๆ
มีธรรมะเป็นหลักจริงหรือเปล่า
หรือมีตัวตนแอบแฝง

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

Image by TanteTati from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

มีความเผลอความเพลินน้อยลง


การมีชีวิตเป็นอิสระไม่ต้องวุ่นวายกับอะไร
เป็นชีวิตที่ตามรอยของพระอรหันต์ 
ขอให้สังเกตเอาไว้ให้ดีๆ แล้วความทุกข์
เดือดเนื้อร้อนใจต่างๆ นานามันลดหายไป
แม้จะเผลอสติยึดถืออะไรขึ้นมา
เป็นการชอบไม่ชอบเล็กๆ น้อยๆ 
ก็ปัดทิ้งได้เร็ว คือว่ามีสติทันท่วงที 
เพราะปัญญาที่พิจารณาอยู่มีความรู้เท่าทันมากขึ้น
จนกระทั่งมีความเผลอความเพลินน้อยลง 
นี่เป็นข้อสังเกตในการปฏิบัติที่ได้ดำเนินมาแล้ว 
ที่จะไม่ให้เผลอเพลินนั้นมันยังไม่ได้ 
เพราะยังมีอาสวะอยู่ 
แต่ขอให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ 
แล้วความเผลอเพลินก็จะลดน้อยลงไป

ท่าน ก. เขาสวนหลวง

Image by Pexels from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ความยึดมั่นถือมั่นมาจากความไม่รู้


ความยึดมั่นถือมั่นมาจากความไม่รู้
เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
มันกลับเห็นผิดไปว่า เป็นเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน
ไปตามความจำผิด คิดผิด เห็นผิด
ถ้าเรามีความจำถูก คิดถูก เห็นถูก ขึ้นมาแทน
มันจะเป็นการดับหรือทำลายไปในตัวเสร็จ
ความรู้ถูกที่มีประจำใจอยู่มากๆ
ทำให้จิตใจเป็นอิสระ 
เป็นความว่างหรือความสงบ....

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

Image by Leolo212 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่าสำคัญตัวในด้านผิดๆ


อย่าสำคัญตัวในด้านผิดๆ 
ทะนงตัวในความคิดความรู้
คนที่ไม่รู้แก้ง่ายกว่าผู้ที่ยึดมั่นว่ารู้ดีรู้ถูก
ต้องหันกลับมาพิจารณาตัวเองดูว่า
ที่เราอวดรู้อวดฉลาด
เที่ยวสอนคนอื่นเก่งนั้น 
กิเลสของเรามันลดลงไปหรือยัง

ท่าน ก เขาสวนหลวง

Image by qimono from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ใครยื่นถ้วยยาพิษมา อย่ายกซด


ใครยื่นถ้วยยาพิษมา อย่ายกซด
ยั้งใจ อด โกรธได้ ไม่เสียท่า
ใครยื่นหอก มอบดาบ ไม่รับมา
คอยรักษาใจผ่องแผ้ว คลาดแคล้วภัย
เติมกระแสเมตตาไว้ ไม่เอาเรื่อง
ไม่ขุ่นเคือง ไม่รู้ไม่ชี้ ดียิ่งใหญ่
ใครจะร้าย เรื่องของเขา เราอดใจ
ไม่ตีใคร ไม่กล่าวโทษ ไม่โกรธเคือง

ท่าน ก เขาสวนหลวง

Image by dungthuyvunguyen from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

มีศีล มีสมาธิ มีปัญญาพร้อมเสร็จอยู่ในตัว


ถ้าหยุด "ดู" หยุด "รู้" ได้แล้วมันหมดเรื่อง 
จะไปเพ่งเล็งเอาอะไรมันก็หยุดหมด 
มันกวาดเกลี้ยงไปจากจิตทีเดียว 
แต่ถ้าเราไม่ "รู้" มันก็ชุลมุนวุ่นวาย 
เพราะความจำความคิดความยึดถือ 
แล้วก็ซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนี้ 
ทีนี้ให้มันหยุดดู หยุดรู้ 
ให้เห็นความจริงว่ามันดับไปหมด 
มันว่างเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น 
และรูปนามที่เรียกว่ากายกับใจนี่ 
มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องตามราวของมัน 
ซึ่งล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งนั้น 
ให้เพ่งดูว่ามันเป็นทุกข์ของรูปนามล้วนๆ 
ไม่ใช่เป็นตัวเรา ไม่ใช่เป็นของของเรา
เพียงเท่านี้ก็พอแล้วไม่ต้องไปรู้อะไร 
เพ่งดูให้เห็นว่ามันเรื่องของธรรมชาติ
ทั้งกายและใจ ถอนอุปทานออก 
หรือเพิกสัญญาความจำหมายว่า 
เป็นตัวเรา ของของเราทิ้งเสีย 
ให้มันเหลือแต่กายล้วนๆ ใจล้วนๆ 
ที่เป็นธรรมชาติของมัน
ถ้ามองได้อย่างนี้ทุกขณะไปแล้ว 
ข้อปฏิบัติก็ไม่มีอะไร และไม่ต้องทำอะไรเลย 
มีศีล มีสมาธิ มีปัญญาพร้อมเสร็จอยู่ในตัว 

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

Image by AnnieSpratt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


การไม่หวังอะไร อาจจะดูเหมือนทำให้หัวใจแห้งแล้ง


..ลองทำงานด้วยความรู้สึกที่ว่างลง  
จะเห็นว่าต่างกับที่ทำงานด้วยความอยาก 
ที่ทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก ทั้งวุ่น ร้อนเร่าไปหมด  
ยิ่งมีการแก่งแย่งมีผลประโยชน์รุนแรงเท่าไร  
ก็ยิ่งเร่าร้อนจัดจ้านขึ้นเท่านั้น
ทำงานตามหน้าที่ของตน  
ไม่หวังบุญคุณกับใครให้ยุ่งยากใจ 
ทำงานเพื่อให้สังคมเจริญ
ตามกำลังความสามารถของตน 
ใครไม่ชอบก็ช่าง ใครชังก็เฉย  
กลับทำให้ใจนั้นโปร่ง เบาและชุ่มเย็น สุข สันติ
การไม่หวังอะไร อาจจะดูเหมือนทำให้หัวใจแห้งแล้ง
แต่พอลองทำได้ สัมผัสได้เข้าจริงๆ  
ก็จะกลับรู้สึกสงบเย็น
เป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง  

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



การอยู่ในโลกด้วยความเป็นอิสระ


ถ้าเราอยู่ในความว่างเปล่าหรือความสงบได้ 
ก็เรียกว่าเป็นการอยู่ในโลกด้วยความเป็นอิสระ 
แล้วก็เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ 
เสร็จอยู่ในตัวเอง 
แม้จะไม่มีการอยากได้ อยากปรารถนา 
แต่สิ่งเหล่านี้มีขึ้นมาตามธรรมชาติของมัน 
เพราะสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย มันไม่มีฤทธิ์อำนาจอะไร 
ที่จะจูงใจให้ไปหลง ไปติด 
มันก็เลยเป็นทาสสำหรับให้เราใช้ 
จิตใจก็เป็นอิสระได้ด้วยเหตุนี้ 
ฉะนั้นการมีชีวิตอยู่ในโลก 
จะต้องอยู่อย่างมีอิสระเสรี
ให้มากที่สุดที่จะมากได้ 
โดยไม่ต้องไปหลงเหยื่อโลกทุกๆ ชนิด 
สำหรับผู้มีสติปัญญาแล้วจะต้องอ่านโลกออก 
เมื่ออ่านโลกออกแล้วก็ไม่ถูกหลอกนั่นเอง 
ไม่ว่าใคร ถ้ายังอ่านโลกไม่ออก 
ยังเห็นว่าเที่ยง สุข มีตัวตนแล้ว 
ก็จะถูกดึงไปสู่ความทุกข์นั่นเอง 
ถ้าอยู่ในโลก โดยไม่ติดโลก ไม่หลงโลก 
จะเป็นชีวิตที่มีอิสระได้ด้วยอาการอย่างนี้

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ขณะไหนที่จิตมีความหยุดดูหยุดรู้ตัวเอง


ขณะไหนที่จิตมีความหยุดดูหยุดรู้ตัวเอง
ตั้งมั่นอยู่ได้นานๆ นั่นแหละ
มันจะมีการรู้จริงเห็นแจ้งขึ้น
จะเห็นพวกเกิดๆ ดับๆ คิดนึกปรุงแต่งทั้งหลาย
เป็นของหลอกๆ ทั้งนั้น
แต่ถ้าเราไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันมัน
ก็เห็นเป็นจริงจังไป
แล้วก็เพลิดเพลินปรุงแต่งวุ่นวายไป

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

Image by MeisterBohne from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ความสำคัญอยู่ตรงที่ หยุด!



แม้จะมีหัวข้อปฏิบัติมากมาย
แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่ หยุด!
จะต้องย้ำอยู่อย่างนี้ ให้หยุด
ดูทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นแล้วดับหมด
พิจารณาเรื่องนี้เรื่องเดียว...

แล้วจะแก้ปัญหาในข้อปฏิบัติได้มากมาย
การไปจำหัวข้อต่างๆ มันมากจนจำไม่ไหว
ทีนี้ทำอย่างเดียว
อะไรมันโผล่มาที่จิตก็ให้หยุด 
อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปทำตามมัน
เพราะกิเลสตัณหาเหมือนหนอน
มันชอนไชหลอกลวงอยู่ทุกขณะทีเดียว
เรามีวิธีอย่างเดียวคือ ดูมันเกิดเท่าไรก็ดับหมด
แล้วมันก็ดับอยู่อย่างนั้นจริงๆ ด้วย
ให้มองเห็นความดับเท่านั้น โดยไม่ต้องไปทำอะไรเลย
แล้วอย่างนี้มันจะง่ายไหม?


ท่าน ก.เขาสวนหลวง
Image by StockSnap from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


หมั่นดูไปเถอะ แล้วมันก็เห็นไปเอง



การดูจิตดูใจนี่มันมีประโยชน์มาก 
หมั่นดูไปเถอะ แล้วมันก็เห็นไปเอง 
จะเห็นชัดหรือไม่ชัดบ้าง ก็เป็นธรรมดา 
บางคราวมันก็ไม่ชัด บางคราวมันก็ชัด 
ต้องดูมันเรื่อย 
ดูของจริงภายในกายในใจมีประโยชน์มาก 
ดีกว่าดูข้างนอก 
ถ้ามันรู้ชัดแจ้งอะไรขึ้นมา 
มันก็ปลุกให้จิตตื่น ตื่นตัวขึ้นมาแล้วนิวรณ์มันก็ดับ
ยิ่งดูก็ยิ่งรู้ ยิ่งรู้ก็ยิ่งละได้ ยิ่งปล่อยยิ่งวางได้ 
มันมีประโยชน์อย่างนี้

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องรู้มาก


การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องรู้มาก
เป็นเรื่องที่ "รู้เข้ามาหาจิต" เท่านั้นเอง
แล้วก็ "ปล่อยวาง" สิ่งที่เป็นทุกข์เป็นโทษ
เหมือนกับกวาดอะไรทิ้งออกไป​ 
เหลือแต่จิตสงบ จิตว่าง
หรือจิตเป็นปรกติในลักษณะอย่างเดียวกัน
แล้วก็ดูให้ทั่วถึง ดูมัน รู้มัน อยู่อย่างนี้เรื่อยไป
ไม่ต้องไปดูอะไรมาก ถ้าดูมากหลายอย่างแล้วมันจะวุ่น
ดูไป รู้ไป แล้วมันจะปล่อยวางออกไปได้

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



อินทรียสังวรศีลเป็นศีลละเอียด



การมีศีลตามรอยของพระเป็นของที่ประเสริฐแล้ว 
แต่ว่าต้องทำให้จริงศีลจึงจะบริสุทธิ์ได้ 
แล้วก็เรื่องการสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กายใจ 
ที่เรียกว่า อินทรียสังวรศีล 
ก็เป็นศีลละเอียดกว่าศีล 5 หรือศีล 8 หรือศีล 10 
เพราะว่า ศีลทุกข้อจะบริสุทธิ์ได้ก็เพราะการสำรวม
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่าอินทรียสังวรศีล 
ขอให้พยายามให้มากในเรื่องนี้

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เมื่ออ่านโลกออกแล้วก็ไม่ถูกหลอก




การมีชีวิตอยู่ในโลก จะต้องอยู่อย่างมีอิสระเสรี
ให้มากที่สุดที่จะมากได้ โดยไม่ต้องไปหลงเหยื่อโลกทุกๆ ชนิด 
สำหรับผู้มีสติปัญญาแล้วจะต้องอ่านโลกออก 
เมื่ออ่านโลกออกแล้วก็ไม่ถูกหลอกนั่นเอง 
ไม่ว่าใครถ้ายังอ่านโลกไม่ออก ยังเห็นว่าเที่ยง สุข มีตัวตนแล้ว ...
ก็จะถูกดึงไปสู่ความทุกข์นั่นเอง 
ถ้าอยู่ในโลกโดยไม่ติดโลก ไม่หลงโลก จะเป็นชีวิตที่มีอิสระได้..


ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


อดทนดูทุกข์ แล้วจะเกิดสติปัญญา



ต้องกล้าทดลองเข้ากับ "ทุกข์" ให้มากๆ
ทุกข์ๆ ไป  ให้จิตรู้อยู่ สงบอยู่ ปล่อยวางให้ได้
ทุกข์ที่มันแย่มากๆ ก็ต้องทดลองไปอีก
แล้วดูซิว่ามันจะคลายไหม 
ถ้ามันไม่คลายก็ดูไปอีก มันคลายก็ดูไปอีก
เพราะมันแสดงความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง 
เสื่อมมากขึ้น ทุกข์หนักขึ้นมากขึ้น ก็ดูไปอีก
"อย่าไปแก้ไข" ..
อดทนดูทุกข์ พิจารณาทุกข์ให้ได้ 
แล้วจะเกิดสติปัญญา "รู้เห็นความจริง"
กฏของธรรมชาติมันต้องเป็นอยู่อย่างนี้
ทีนี้เราไป "แก้ไขเสียหมดเอง” ก็เลยไม่รู้กฏของธรรมชาติ"
ที่มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวเรา ของเรา
จะต้องดูมันให้ละเอียดจึงจะรู้จะเห็น 
ถ้าเรากล้าทดลองกับทุกข์ให้ซ้ำๆ บ่อยๆ
"จิตมันมีกำลัง"
ถ้าเรากลัวทุกข์ ไปแก้เสียหมด
"จิตมันอ่อนแอ"

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


จะต้องอ่านตัวจริงที่ปรากฏให้แจ่มแจ้งอยู่ทุกขณะ



ถ้ามีการหยุดดูหยุดรู้จิตใจของตนอยู่เนืองนิจแล้ว 
มันจะเป็นการตัดรอนทอนกำลังทางผัสสะได้มากมายเหลือประมาณ 
เพราะมันกระทบทีไร ก็ตามเห็นความดับของมัน 
ทุกสิ่งมันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปอย่างนี้ทุกลมหายใจเข้าออก 
ไม่มีอะไรให้น่าเอาน่าเป็นแต่ประการใดเลย
เรื่องต่างๆ ที่จำมาปรุงมาคิดนั้น มันก็เป็นความฝันชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็ดับไป
เป็นไปในลักษณะนี้เฉพาะหน้า ปัจจุบัน 
ถ้าเป็นการดูจริง รู้แจ้ง ในลักษณะของอารมณ์ทั้งหลาย
ที่ปรากฏเกิดดับเฉพาะหน้าทุกขณะแล้ว 
มันก็เป็นผัสสะที่กระทบแล้วก็ดับ กระทบแล้วก็ดับ 
ไม่มีความหมายว่าเป็นดีเป็นชั่ว หรือเป็นสุขเป็นทุกข์

@@@**ข้อปฏิบัติที่น่าสนใจ คือ จะต้องอ่านตัวจริงที่ปรากฏให้แจ่มแจ้งอยู่ทุกขณะ 
ไม่ต้องไปมีความจำหมายเอาเรื่องอะไรมา มันมีแต่ความปล่อยวางว่างเปล่าไป 
ดูความจริงของอารมณ์ และผัสสะทั้งหลาย 
มันแสดงความเปลี่ยนแปลง ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนอยู่เฉพาะหน้าทุกๆ ขณะ
ถ้าอ่านออกในเรื่องนี้แล้ว ข้อปฏิบัติจะไม่มีการไถลไปหรือเฉไฉ
ไปเอาเรื่องจำเรื่องคิดเข้ามา เป็นการทำให้นุงถุงยุ่งยาก 
แล้วก็เป็นการชักใยพันตัวเองอย่างซ้ำๆ ซากๆ
ลักษณะของจิตที่มีการรู้ตัวนั้น มันมีความแจ่มใส ไม่มืดมัว ไม่เร่าร้อน ไม่เศร้าหมอง 
จึงเป็นจิตที่ปราศจากกิเลสตัณหา แล้วก็เป็นจิตที่สะอาด สว่าง สงบ ขึ้นมา**@@@

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เมื่อรู้จริง จะปล่อยวางเอง




..การปฏิวัติเพื่อสร้าง “ที่พึ่ง” ก็ไม่มีเรื่องอื่น 
มีแต่เรื่องการพิจารณาควบคุมจิตใจ 
การพิจารณาให้ปลงตก ไม่ยึดมั่น
จนสามารถปล่อยวางได้ในที่สุ
เมื่อรู้ด้วยสติปัญญาออกมาจริงๆ แล้ว 
มันก็จะปล่อยวางอะไรต่ออะไรออกไปได้เอง ..

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การสลัดคืน การไม่เอาอะไร จะทำให้จิตเป็นอิสระ




ถ้าเราเที่ยวนึกคิดไปต่างๆ นานา 
จิตก็มีการปรุงแต่งไปสารพัด 
ล้วนแต่จะเป็นความสกปรก เศร้าหมอง 
อยู่กับดีๆ ชั่วๆ ตัวตนของเรา ของเขา 
จนจิตนี้ก็จะถูกผูกมัดทำให้หมดอิสระ
การสลัดคืน การไม่เอาอะไร 
จะทำให้จิตนี้เป็นอิสระขึ้นมา 
มันก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมาง่ายๆ อย่างนี้


ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา