แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ แสดงบทความทั้งหมด

การเจอที่ดีที่สุดคือ...


การเจอที่ดีที่สุดคือ...
การเจอที่ไม่ต้องกลับมาเจอกันอีก
ถ้าเจอแล้ว จิตมีการสั่นสะเทือน
สร้างภพ สร้างวิบาก
มันจะมีการเหนี่ยวนำ
ให้มาเจอกันอีกแน่นอน
แต่ถ้าเจอกันแล้ว...สร้างเหตุที่ดี
อโหสิ ให้อภัยแก่กัน
การเจอแบบนี้...เป็นการเจอที่มีคุณค่า
เ มื่ อ ถึ ง เ ว ล า จ า ก
จ า ก แ ล้ ว จ า ก เ ล ย น ะ
อาศัยการเจอ...เพื่อการจาก
พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ
*จากกันไปเลย ไม่ต้องมาพบกันอีก
ในสังสารวัฏนี้
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

18 ก.พ.69

 

อายตนะทั้ง ๖ เป็นแค่ "ทางผ่าน"


| ผ่านทาง ~ ที่ทางผ่าน |
#พระนวกะ (พระบวชใหม่) :
" ท่านเจมส์ถวายผ้าไตรแด่พระอาจารย์ฯ

พระอาจารย์บอกว่า
พระอาจารย์เป็นเพียงทางผ่าน เท่านั้น รับมา
อาจใช้เพียงชั่วคราว และ ส่งต่อคนอื่น
ผมเลยมา Link ว่าอะไรที่ผ่านมา ทาง ตา หู ลิ้น จมูก กาย ใจ
ก็ไม่ต้องเก็บเอามาใส่ใจ ใช่ไหมครับ ? "
#พระอาจารย์นวลจันทร์ฯ : "ถูกต้องที่สุดเลย" ...
อายตนะทั้ง ๖ เป็นแค่ "ทางผ่าน" เท่านั้น!
ไม่เก็บเอามาใส่ใจ ไม่เก็บเอามาปรุงแต่ง
ไม่เก็บเอามาวิพากษ์วิจารณ์ ตัดสิน
ไม่อะไรกับมันทั้งสิ้นล่ะ!
แค่รู้ แล้ว ก็ ผ่านไป ...
เท่านั้น
เพราะโดยธรรมชาติ
อะไรที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว
มันก็ดับไปทั้งสิ้น
เวลาปฏิบัติ ก็ให้ทำแค่นี้แหละ!
เมื่อทำได้แบบนี้ แล้วมันจะผ่านไป
เพราะมันเป็น ... ทางผ่าน
แต่ที่เราไม่ผ่านทาง
ที่ทุกข์ อยู่แบบนี้
เพราะเราทำตัวเป็น Station
เป็นชุมทาง เป็นหัวลำโพง
จริงจริง ทุกสิ่ง มันมา แล้วมันก็ต้องไปนะ!
แต่เราไม่ยอมให้มันไป
มาจำ มาเก็บ มาปรุงต่อ เป็นสัญญา สังขาร
มาคิดต่อ มันก็ฟุ้งซ่านไปเรื่อย
ฉะนั้น ช่องทางทั้ง ๖
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ถ้าเราเข้าใจว่า มันเป็นเพียงทางผ่าน
ได้รับมา ได้ยินมา เราไม่เอามาปรุงต่อ
มันก็จะ "ผ่านทาง" ไปได้
ผ่านทาง ที่ทางผ่าน นี่ล่ะ ...
แล้วจะได้ธรรม ทันทีเลย!
แต้ถ้าไม่ผ่านทางที่ทางผ่าน
จะได้ เธอ แทน
"เธอ" จะไปรอที่ทางผ่าน
เ ส ม อ . . . "
พระอาจารยนวลจันทร์ กิตติปัญโญ
รวบรวมโดย วิวัฎฎะ
๒๔ กรกฏาคม ๒๕๖๒
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

24 ก.ค..68 



 

ภัยใหญ่แห่งสังสารวัฏ ก็คือความสุข


| ทุ ก ข์ ใ น สุ ข  | 

ญาติธรรม  :  เรื่องของโยมเป็นเรื่องที่เล็กน้อยมาก 
แต่ โยมทุกข์เหลือเกินค่ะ! โยมมีลูกที่น่ารัก แต่เมื่อเราเริ่มยึดเค้า 
รักเค้า คาดหวังในตัวเค้า ไม่นึกว่าสิ่งนี้
จะทำให้โยมทุกข์ได้มากขนาดนี้ 
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีความสุขมาก .. (ร้องไห้).. 
โยมจะทำอย่างไรให้ไม่คาดหวังคะ? 
จะตัด จะวางก็ทำไม่ได้ .. 

#พระอาจารย์นวลจันทร์ฯ# : 

วางไม่ได้ ก็ไม่ต้องวาง!
เรามีหน้าที่ "เห็น" เท่านั้นนะ! 
เราไม่ได้มีหน้าที่วาง  
เห็นสังโยชน์ เห็นเครื่องร้อยรัด เห็นพันธนาการ
.
ภัยใหญ่ของสังสารวัฏ 
ก็คือ ความผูกพันนี่แหละ!!
ความผูก แล้วก็ พัน เป็นบทเรียน
ที่คุ้มค่าที่สุดที่จะเรียนรู้ แล้วผ่านมันไป
ดูบ่อยๆ เห็นบ่อยๆ จะเกิด นิพพิทา ขึ้นมา
ต่อเมื่อปัญญาแก่รอบ 
ก็จะกลายเป็น วิราคะ ในที่สุด!
.
คนที่ไม่ภาวนา จะไม่มีวัน "เห็น" เลย!!!
เพราะ สติ สมาธิ ไม่ตั้งมั่นพอ! 
เมื่อใดที่เห็นอุปาทาน 
เราจะได้ปัญญาจากอุปาทาน ..
ถ้าอริยมรรคยังไม่เกิด ยังตัดไม่ได้หรอก!
.
ตัวปัญหา จึงไม่ใช่ตัววัตถุ
 ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ ยาง ใย 
เยื่ออุปาทานต่างหาก
การตัด การวาง จึงไม่ใช่หน้าที่ของเรา ..
เราทำได้เพียงสร้างเหตุใกล้
ให้ มรรค ได้มีกำลังหล่อหลอมเท่านั้น
.
เราก็ยังคงทำหน้าที่ทางโลกเหมือนเดิมนะ 
ยังคงเป็นแม่ที่ดี ยังคงดูแลในส่วนนี้ต่อไป 
แต่ก็ภาวนา เจริญมรรคไปด้วย
สุดท้ายเมื่อมรรคหยั่งลงมั่น 
มรรคจะทำหน้าที่ชำระ ตัด วาง เอง!!
.
ดีแล้วนะที่เห็น .. 
มีความสุข มีครอบครัวที่อบอุ่น 
หลายคนจะเพลินกับสิ่งนี้
แต่ผู้ที่มีปัญญา จะรู้ว่า 
ภัยใหญ่แห่งสังสารวัฏ ก็คือความสุข
เพราะมันเป็นตัวการทำให้เกิดความผูกพัน
 และความหลงได้เป็นอย่างดี
นี่ล่ะ! ความทุกข์ ในความสุข!!!
.
พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ
  
Image by storytelleradams from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


26 ก.ค.67


 

ให้ทำเหมือนการไปขี้ในป่า


เวลาทำบุญ ให้ทำเหมือนการไปขี้ในป่า
ที่ไม่เคยมีใครกลับมาเสียดาย
เพราะฉะนั้นอย่าไปหวังเอาอะไรจากการกระทำ
เพราะบุญแท้ๆ แปลว่า การชำระ

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Image by RuslanSikunov from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ย่อมมีสติได้เองโดยอัตโนมัติ


อย่าประมาทเชียวนะ ตอนนี้กับตอนตายเป็นตอนเดียวกัน
.
ถ้าตอนนี้ยังเผลอ เหม่อลอย ขาดสติอยู่ ตอนใกล้ตายจะมีสติมาจากไหนล่ะ
.
แต่ถ้าปัจจุบันฝึกอยู่สม่ำเสมอ มีสติ รู้กายรู้ใจเป็นระยะ ๆ
.
เมื่อจิตดวงสุดท้ายมาถึง เราย่อมมีสติได้เองโดยอัตโนมัติ เพราะทํามาจนเคยชิน
.
ฉะนั้นอย่างน้อยขอให้ฝึกไว้ให้เคยชิน ฝึกที่จะไม่ยึด ไม่ถือ ไม่เป็นอะไร ไม่เอาอะไร ไม่อยู่กับอะไร
.
แต่รู้สึกตัวอยู่เป็นปกติ เป็นกลาง ๆ โปร่ง ๆ ธรรมดา
.
ฝึกไว้ให้จิตมีร่องที่จะเดินทาง
.
ให้จิตได้เคยเห็น เคยสัมผัสมาก่อน แล้วต่อไปจิตจะน้อมไปสู่ความสงบเย็นได้เอง
.
มีความสงบเย็นเป็นวิหารธรรมประจําใจ มีความไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไร เป็นวิหารธรรม
.
ให้เหลือแค่ “รู้” อย่างเดียว เหลือตัวรู้อยู่ตัวเดียว รู้อยู่ตามปกติธรรมดา
.
พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

จากหนังสือชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว

Image by anurajsl from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/



 

วิธีฝึกสติ ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน


วิธีฝึกสติ ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันก็คือ
ทำอะไร ก็ทำไปตามปกติ
แต่อยากให้เราลองมาชำเลืองดูลมหายใจบ้าง
เพราะลมหายใจเป็นที่พัก 
ทำให้จิตใจว่างจากอารมณ์
.
สิ่งต่างๆ ที่เจอในแต่ละวัน ทำให้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ มากมาย
.
~ ฉะนั้น ~
การกลับมาอยู่กับลมหายใจเป็นคราวๆ 
จะเป็นการปรับสมดุล ไม่ให้อารมณ์ของเรา ขึ้น - ลง มากเกินไป
ถึงมีก็มีน้อย ...
.
ถ้าดูลมหายใจไปเรื่อยๆ จนชำนาญ
สุดท้ายในใจเราจะว่างจากอารมณ์ 
แล้วสติปัญญาจะสมบูรณ์
.
เมื่อข้างใน เราว่างจากอารมณ์
การงานในชีวิตปกติ จะไม่มีอารมณ์มาเป็นแนวหน้า
เป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิต
แต่กลับจะมีสติปัญญาเป็นเครื่องนำ ในการใช้ชีวิต
นี่คือการดูลมหายใจประกอบ
การใช้ชีวิตในแบบปกติ ...

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Image by stephencphotog from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

นักปฏิบัติบางส่วน ชอบไปสร้างความว่างขึ้นมา


บ้านว่าง กับ ว่างจากบ้าน ไม่เหมือนกันนะ
ห้องว่าง กับ ว่างจากห้อง ไม่เหมือนกันแน่นอน 
บ้านว่าง หรือ ห้องว่าง ถึงแม้ในนั้นจะว่างไม่มีอะไร 
แต่ก็ยังมีบางสิ่ง ‘ครอบ’ ไว้อยู่ 
.
เช่น ก่อนจะมีบ้าน ก็ยังต้อง ‘สร้าง’ ผนัง 
‘สร้าง’ พื้นขึ้นมาห่อหุ้มไว้ก่อน 
ความเป็นบ้าน เป็นห้อง ถึงจะเกิดมีขึ้น
มันเป็น สังขาร การปรุงแต่งขึ้นมา
แม้จะว่าง แต่ก็เป็นความว่าง ที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง
.
แต่ถ้าเราแค่เดินออกจากบ้าน  ไปสู่ข้างนอก 
เราก็จะเจอกับพื้นที่โล่ง เจอกับความว่างจริงๆ เลยทันทีนะ
ตรงนั้นมีทั้ง ความว่าง และ ก็ว่างจากบ้านด้วย!
.
แค่ออกไปก็เจอ ไม่ต้องเสียเวลาไปสร้างขึ้นมา 
ซึ่งความว่างแบบนี้ คือความว่างที่แท้ นี่เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วแต่เดิม
.
นักปฏิบัติบางส่วน ชอบไปสร้างความว่างขึ้นมา
เสร็จแล้วก็ไปติดอยู่ในนั้น ไปยึดมันไว้
เช่น ทำใจให้ว่าง ทำจิตให้สงบ ทำสมาธิ ทำใจให้ปล่อยวาง 
นั่นไม่ได้เป็นไปตามหลักอริยสัจฯ หลักการปฏิบัติ
.
ถามว่าทำแบบนั้นดีไหม ก็ดี ตายไปเป็นพรหม เป็นเทวดา 
ถือว่าดีในระดับหนึ่ง แต่ที่ดีกว่านั้นก็ยังมีอีกไง  
คือดีในแบบที่ออกจากภพ ปราศจากภพไปเลย
.
สิ่งใดที่ถูกสร้างขึ้นมา ชื่อว่า ‘ภพ’ ทั้งสิ้น
ความว่างที่ถูกสร้างขึ้นมา ก็ชื่อว่าสร้างภพขึ้นมาภพหนึ่ง
นั่นก็เป็นได้แค่ ภพแห่งความว่าง เฉยๆ
แต่ ภพ ยังไงก็คือ ภพ 
ความว่างที่ปราศจากกิเลส ปราศจากความปรุงแต่งใดๆ 
ไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Image by Rattakarn_ from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

การรู้จักให้อภัย ถือเป็นการเอาภัยออกจากตัว


การรู้จักให้อภัย ถือเป็นการเอาภัยออกจากตัว 
อาตมาอยากให้ลองสังเกตใจเราดู 
ขณะที่ "ให้อภัย" คนอื่น เราจะรู้สึกเบาสบายขึ้นทันที 
ให้หมั่นฝึก "ให้อภัย" คนบ่อยๆ จนเป็นนิสัย 
เมื่อจิตเสพคุ้นกับสภาวะที่เบาสบายอยู่เสมอ 
เราก็จะรับรู้ผลแห่งการ "ให้อภัย" ในที่สุด
พระพุทธเจ้าทรงกล่าวเรื่องเกี่ยวกับอภัยทานไว้ว่า 
เป็นการให้ทานที่ไม่ต้องลงทุนด้วยวัตถุ
และเป็น ทานสูงสุด 
ใครมี อภัยทาน ประจำใจ ผู้นั้นก็เข้าถึงปรมัตถบารมี
ซึ่งเป็นบารมีสูงสุดที่จะทำให้เข้าถึงพระนิพพานแล้ว

พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ  

Image by GoranH from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

เพียงแต่ดูให้เขาแสดงธรรม


อย่าปฏิเสธอารมณ์ที่ขุ่นมัว
หรืออารมณ์ที่ไม่ดีต่างๆ
ให้ตามรู้ต่อไป
เหมือนเป็นสิ่งที่ถูกดูอยู่
เราเพียงแต่รู้ว่าเกิดขึ้น
และเพียงแต่ดูให้เขาแสดงธรรม
แสดงไตรลักษณ์ให้เราดู
แต่ถ้าไม่หายแล้วรู้สึกเครียด
ก็ให้หันมาดูกายแทน
อย่าไปแช่อารมณ์ไว้
ที่เดียวนานๆ
เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นการ
เผลอดู
หลงดู
ตรงนั้นนับว่าอันตราย

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Image by ShiftGraphiX from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ถ้าไม่ไขเงื่อนนี้


สร้างเหตุแห่งการให้
แบบมีเงื่อนไข ...
ผลที่ได้รับ มันก็สมควรแก่เหตุที่ทำมา
ถ้าไม่ไขเงื่อนนี้
จิตก็จะเต็มไปด้วยเงื่อนไข อยู่ร่ำไป
รู้อยู่แล้ว
ว่า ผล ~ มันมาจากเหตุ
ผลแบบไหนที่ไม่ประสงค์ ไม่ต้องการ ไม่ปรารถนา
ก็แค่ อย่าไปสร้างเหตุแบบนั้น
ง่ายๆ แบบนี้เลยนะ!
ไ ม่ มี อ ะ ไ ร ซั บ ซ้ อ น เ ล ย . . .

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Image by Akinz from pixabay

จาก Fb.Lovely Ole

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ผัสสะกระทบ จบเพียงแค่เวทนา


.
เมื่อมีบางสิ่งปรากฏขึ้น ผ่านกระบวนการต่างๆ 
เกิดเป็น ผัสสะ กระทบ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ...
[  ปุ ถุ ช น ผู้ ไ ม่ ไ ด้ ส ดั บ ! !  ]
ภาวะความตั้งมั่นแห่งจิตเป็นศูนย์
ภาวะความพร้อมที่จะไหล สั่นไหว กระเพื่อมไปกับผัสสะ มี ๑๐๐% เต็ม!!!
.
จิตเหมือนปุยนุ่น ไร้น้ำหนัก 
ใจไม่หนัก จึงหนักใจ!!!
เจอผัสสะที่ดี ใจก็บวก ฟู เยิ้ม เคลิ้ม ลอย  
เจอสิ่งไม่ดีก็ติดลบ เสียใจ เศร้าใจ
.
[  พ ร ะ อ ริ ย เ จ้ า ห รื อ ปุ ถุ ช น ผู้ ส ดั บ !  ]
ผู้ศึกษาแล้ว ฝึกแล้ว จะเข้าใจดีแล้วว่า .. 
" ผัสสะ " นั้นๆ เป็นเพียงแค่ " สิ่งหนึ่ง " มากระทบ จึงจบเพียงแค่เวทนา!!
ไม่เกิด ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ อุปายาสะ ต่อไป ..
และ ถ้าภาวนาดีดี จะเห็นเพียงแค่อุเบกขาเวทนา และ โสมนัสเวทนา 
.
จิตที่มีสติ มีสมาธิอยู่ ตั้งมั่นอยู่ เป็นปกติ จะมองผัสสะ เป็นสิ่งคู่โลก!
เป็นอุปกรณ์สอนธรรมของโลก ..
เป็นวงจรให้สัตว์โลกทั้งหลายได้เข้ามาศึกษา มาเรียนรู้
.
ก่อนหน้านี้เมื่อมีสิ่งนี้เกิดขึ้น จึงส่งต่อให้เกิดมี สิ่งนี้ สิ่งนี้ สิ่งนี้ ..
แต่บัดนี้เข้าใจแล้วว่า 
เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ก็ " จบ " เพียงแค่สิ่งนี้!
ผัสสะกระทบ .. ก็จบแค่ตรงนั้น!!!
.
ตามองตา สายตาก็จ้องมองกัน .. จบแค่ที่เห็น แค่ที่มอง!
ก่อนหน้านี้ ตามองตา สายตาก็จ้องมองกัน เลือดกำเดาไหล พลั๊วะ!!!!!
ไม่ต้องถามว่าไปถึงไหนแล้ว ..
.
ผัสสะการเห็น การได้ยิน ในแต่ละขณะหนึ่ง เป็น " วิบาก " นะ!!
เป็นอกุศลคราครั้งเก่าก่อน ที่ " เรา " นั่นล่ะ!
เป็นผู้สร้างเอาไว้เอง!
ต้องเป็นเราที่ได้ทำ แต่เป็นเราที่ไม่จำ ว่าเคยทำไว้ให้ใครต้องเดือดร้อน!!!
.
เมื่อวิบากเกิด! จึงก่อให้เกิดโทสะ ความไม่พอใจ ความคร่ำครวญใจ 
จะทำยังไง ? จะหนีไปไหน ?
ท่านไม่ได้แนะนำให้หนี ท่านให้มองเห็นเป็นแค่ ผัสสะ!
ถ้าเราเข้าใจว่า ผัสสะ คือ ผัสสะ!!!
เราจะไม่โทษสิ่งใดอีกต่อไป ...
.
สรรพสิ่งล้วนปรากฎขึ้นเป็นแค่เพียงประสบการณ์ตรงเท่านั้น!!
สิ่งต่างๆ ล้วนปรากฏขึ้นเพียงแค่ชั่วคราว
~ ได้สดับแล้ว เข้าใจแล้ว ~
คำด่าชั่วคราว .. ก็จบไปแล้ว
คำชมชั่วคราว .. ก็จบไปแล้ว!
.
ความชั่วคราวของสรรพสิ่งใดใด
จึงไม่สามารถทำให้ปุถุชนผู้ได้สดับ เกิด คราวชั่ว! ได้
เพราะเขาได้ตระหนักดีแล้วว่า ..
เมื่อใดที่จิตเกิด " คราวชั่ว " ก็ต้องสร้างกรรมที่เป็นอกุศล เกิดเป็นวิบาก
เมื่อวิบากส่งผล ก็เกิดความดิ้นรนจะหาทางออก เกิดเป็นกิเลส
เมื่อเกิดกิเลส ก็สร้าง อกุศลกรรมเพิ่มขึ้นอีก
วงจรแห่งการสร้างภพสร้างชาติในสังสารวัฏจึงหมุนวนต่อไปไม่จบไม่สิ้น!!!!!
.
หากต้องการตัดวงจรแห่งสังสารวัฏ ..
คราใดที่ " ผัสสะ " กระทบ!!
~ เ พี ย ง จ บ ที่ เ ว ท น า ~
.
พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ  
จิตใสๆ ใจสบายๆ @ ยุวพุทธิกฯ ศูนย์ ๑ 
๑๔  กันยายน  ๒๕๕๗

Image by Nennieinszweidrei from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

วิธีฝึกสติ ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน


ถ้าเรามีสติ สติก็จะคอยเตือนเราเอง
วิธีฝึกสติ ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันก็คือ
ทำอะไร ก็ทำไปตามปกติ
แต่อยากให้เราลองมาชำเลืองดู ลมหายใจบ้าง
เพราะ ลมหายใจ เป็นที่พัก 
ทำให้จิตใจว่างจากอารมณ์
สิ่งต่างๆ ที่เจอในแต่ละวัน 
ทำให้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ มากมาย
 ~ ฉะนั้น ~
การกลับมาอยู่กับลมหายใจเป็นคราวๆ 
จะเป็นการปรับสมดุล ไม่ให้อารมณ์ของเรา 
ขึ้น - ลง มากเกินไป
ถึงมีก็มีน้อย ...
ถ้าดูลมหายใจไปเรื่อยๆ จนชำนาญ
สุดท้ายในใจเราจะว่างจากอารมณ์ 
แล้วสติปัญญาจะสมบูรณ์
เมื่อข้างใน เราว่างจากอารมณ์
การงานในชีวิตปกติ จะไม่มีอารมณ์มาเป็นแนวหน้า 
เป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิต
แต่กลับจะมีสติปัญญาเป็นเครื่องนำ ในการใช้ชีวิต
นี่คือการดูลมหายใจประกอบ
การใช้ชีวิตในแบบปกติ ...

พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ

Image by Mint_Foto from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

จิตใจที่ "ยอม" ไม่เป็น


จิตใจที่ "ยอม" ไม่เป็น 
ความสงบในใจ ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย 
หากความดิ้นรนทางใจ เราไม่สามารถทำให้มันสงบลงได้
ภาวะแบบนี้ เรียกว่า " การแพ้อย่างถาวร "
การที่มีใครมาทำอะไรเรา หากมองตามกฎธรรมชาติ
Action = Reaction
นั่นเป็นเพราะเราเคยไปทำเขาเอาไว้ก่อน ..
จะเมื่อไหร่ไม่รู้ล่ะ!
เราไม่มีทางจำได้หรอก!!!
แต่ทำอะไรไว้ ... ต้องยอมรับ
ดังนั้น
การที่เขาทำคืน ย่อมถูกธรรมแล้ว!

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Image by Erik_Karits from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

สิ่งที่กั้นขวางไม่ให้เข้ามาทางธรรม


สิ่งที่กั้นขวางไม่ให้บางคนเข้ามาทางธรรม
ก็คือความกลัวที่ว่า หากตนศึกษาหรือปฏิบัติธรรมแล้ว
อาจจะไม่รัก ไม่ผูกพันกับคนข้างกายเหมือนเดิม 
สังโยชน์ คือ เครื่องร้อยรัดผูกมัดสัตว์ไว้
ไม่ว่าจะเป็นสามี-ภรรยา 
แม่-ลูก
หรือชาวโลกคนไหนก็ตาม 
ปกติแล้ว จะมีพันธะ 
มี สายใย
มี ความผูก 
มี ความพัน
มี ความเกาะ
มี ความเกี่ยวโยงกันอยู่ทั้งนั้น
แต่ถ้าเข้าใจธรรมะขึ้นมาเมื่อไหร่ 
ก็จะอยู่ด้วยกันอย่างเป็นอิสระ 
มีความเป็นไทจริงๆ 
คือ เกื้อกูลกันไปตามสิ่งที่สมควรจะเกื้อกูลกัน
ทำหน้าที่อย่างมีธรรม
และโดยธรรม
แต่ไม่มีความอาลัย
ไม่มีสายใย
ไม่มีเครื่องร้อยรัดกันไว้

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Image by ID 4144132 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ความมีไม่มี มีแต่ความไม่มี


ความมีไม่มี มีแต่ความไม่มี
ความมีไม่มีที่ตั้งอยู่ ตั้งอยู่ได้แต่ความไม่มี
ความมีอยู่ไม่ได้ อยู่ได้แต่ความไม่มี
ความไม่มีจึงเต็มเปี่ยม แต่เต็มเปี่ยมแบบไม่มี
ความไม่มีนับว่าเป็นความมีที่ไม่มีจริงๆ
จริงๆ คือมี แต่ก็มีโดยที่ไม่ต้องมี

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Photo by Niranjan _ Photographs on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ผู้รับคือผู้ให้


คนทั่วไปมักมองผู้ให้ สูงส่งกว่าผู้รับ
จนมักมีคำพูดว่า..."มือผู้ให้อยู่ด้านบน
ส่วนมือผู้รับอยู่ด้านล่าง"
ตามธรรมแล้วผู้รับนั่นแหละ...ที่เป็นผู้ให้
...ให้โอกาสผู้ให้ ให้ได้ให้
....ผู้รับไม่ได้รับเพื่อที่จะเอา
....แต่รับเพื่อที่จะให้
...เปิดโอกาสให้ผู้ต้องการให้
...ได้เป็นผู้ให้อย่างสมบูรณ์

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Image by Quangpraha from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ปฏิบัติให้เหมือนไม่ได้ปฏิบัติ


เคล็ดลับของการปฏิบัติธรรมให้มีชีวิตชีวา
อยู่ที่การ “ปฏิบัติให้เหมือนไม่ได้ปฏิบัติ”
ถ้าปฏิบัติเหมือนปฏิบัติ
ก็คล้ายกับว่าเรามีคำว่า “ต้อง” 
จิตของเราจะถูกบีบเข้าไปในกรอบทันที 
ทำให้อึดอัด...
การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องนั้น
ควรเน้นที่การใช้ชีวิตจริง ๆ 
เป็นนิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ 
ทำแล้วต้องมีความสงบร่มเย็น 
และไม่ใช่ทำเพราะถูกกิเลสตัณหาผลักดัน 
บีบคั้น หรือบงการจิตใจ...

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Image by trilemedia from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา