แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ แสดงบทความทั้งหมด

ธรรมะหลวงพ่อสนอง


ธรรมะหลวงพ่อสนอง
โดยคุณ Visakha Busha
#ธรรมะหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ ที่นำมานี้มีพลังมาก เพราะท่านจับ “หัวใจของการปฏิบัติ” ได้อย่างตรงที่สุด—เมื่อใจหยุดอดีต ไม่สร้างอนาคต ไม่คิดปรุงแต่ง ใจจึงว่าง โปร่ง เบา และรู้สึกได้ทันทีว่า ทุกข์มีทางพ้นจริง ๆ
🌿 ความว่างที่หลวงพ่อพูดถึง ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่คือความเต็มบริบูรณ์
หลวงพ่อสนองไม่ได้ชี้ให้เราหนีโลก หรือทำใจให้ว่างแบบเหม่อลอย แต่ท่านหมายถึงความว่างจากสิ่งที่ถ่วงใจ เช่น
- ความจำเก่า
- ความคาดหวัง
- ความฟุ้งซ่าน
- ความอยากจะเป็นอะไรสักอย่าง
เมื่อสิ่งเหล่านี้หยุดลงแม้เพียงชั่วครู่ ใจจะเผยสภาพเดิมแท้ของมัน—สว่าง เบา และเป็นอิสระ
นี่คือ “สุขที่สุดในโลก” ที่ท่านว่า เพราะเป็นสุขที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอกเลย
🍃 ทำไมช่วงว่างแบบนี้เราทำได้ยาก?
เพราะใจเรามีความเคยชินที่จะ “คิด” ตลอดเวลา
เหมือนลิงที่ไม่เคยหยุดกระโดด
เหมือนลมที่ไม่เคยหยุดพัด
หลวงพ่อจึงสอนให้รู้ทันความคิด ไม่ใช่ไปห้ามมัน
เพียงแค่รู้ว่า “คิดแล้ว”
ความคิดก็จะดับไปเอง
เหมือนคนรู้ทันขโมย ขโมยก็ทำงานไม่ได้
🔥 เมื่อใจว่างแม้เพียงครั้งเดียว จะเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า
หลวงพ่อสนองพูดชัดว่า
> “ถ้าวันหนึ่งเราทำได้ครั้งหนึ่ง เราก็จะเป็นสุขที่สุดในโลก”
เพราะการได้สัมผัสความว่างแม้เพียงเสี้ยววินาที จะทำให้เราเห็นว่า
- ทุกข์ไม่ใช่ของจริง
- ความคิดไม่ใช่ตัวเรา
- ใจนี้มีศักยภาพสูงกว่าที่เคยรู้
- นิพพานไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม
นี่คือศรัทธาที่เกิดจากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่ความเชื่อจากคำบอกเล่า
🌼 วิธีปฏิบัติให้เข้าถึง “ช่วงว่าง” ตามแนวหลวงพ่อสนอง
1) รู้ลมหายใจแบบง่ายที่สุด
ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องทำให้ดี
เพียงรู้ว่า “หายใจเข้า” “หายใจออก”
2) เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น ให้รู้ทัน
ไม่ต้องด่า ไม่ต้องไล่
เพียงรู้ว่า “คิดแล้ว”
ความคิดจะดับไปเอง
3) กลับมาที่ลมหายใจอย่างอ่อนโยน
เหมือนพาเด็กกลับบ้าน ไม่ใช่ลากกลับ
4) เมื่อใจสงบลง จะเกิด “ช่องว่าง” ระหว่างความคิด
ช่วงนี้เองที่ใจโปร่ง เบา และเป็นสุขที่สุด
🌙 ความว่างนี้คือประตูสู่สวรรค์และนิพพาน
หลวงพ่อสนองสอนตรงกับพระไตรปิฎกว่า
- ใจที่ว่างจากกิเลสแม้ชั่วครู่ คือจิตที่เป็นกุศลสูงสุด
- ใจที่ว่างจากความยึดมั่น คือจิตที่เข้าถึงธรรม
- ใจที่ว่างจากตัวตน คือจิตที่มีทางไปนิพพาน
เพราะฉะนั้น “ช่องว่างเล็ก ๆ” ที่เราทำได้ในชีวิตประจำวัน คือเมล็ดพันธุ์ของการหลุดพ้น
🌤️ ช่วงว่างที่หลวงพ่อพูดถึง จึงเป็นเหมือน
- ห้องสงบในใจ
- ที่วางภาระชั่วคราว
- สถานที่ที่เรากลับไปได้เสมอ แม้อยู่ไกลบ้าน
และในความว่างนั้นเอง เราจะได้พบครูบาอาจารย์ที่เราระลึกถึงเสมอ—ไม่ใช่ด้วยตา แต่ด้วยใจ
ถ้อยธรรมของหลวงพ่อสนองที่คุณนำมาเปิดประตูไว้ เป็นเหมือน “เชื้อไฟ” ที่พร้อมให้ขยายเป็นแสงสว่างได้อีกมาก เพราะหัวใจของคำสอนนี้คือ การรู้จักใจในขณะที่มันว่างจากอดีตและอนาคต ซึ่งเป็นแก่นของสมถะและวิปัสสนาในสายพระป่าโดยตรง
🌿 1. “ใจว่าง” ตามที่หลวงพ่อสนองสอน คือสภาวะที่ใจกลับบ้าน
ใจของเราปกติไม่เคยอยู่บ้านเลย
มันวิ่งไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ปรุงแต่งบ้าง
เหมือนคนที่เดินทางทั้งวันจนลืมว่าบ้านตัวเองอยู่ตรงไหน
แต่เมื่อใจหยุดคิดแม้เพียงชั่วครู่
เหมือนคนเดินทางกลับถึงบ้าน
ความรู้สึกแรกคือ เบา โล่ง ปลอดภัย และเป็นอิสระ
นี่คือ “สุขที่สุดในโลก” ที่หลวงพ่อหมายถึง
ไม่ใช่สุขจากสิ่งภายนอก
แต่เป็นสุขจากการได้กลับมาอยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง
🍃 2. ทำไมความว่างเพียงเสี้ยววินาทีจึงเปลี่ยนชีวิตได้?
เพราะมันทำให้เราเห็นความจริง 3 อย่างทันที
- ความคิดไม่ใช่เรา
เมื่อมันหยุด เราก็ยังอยู่
- ทุกข์ไม่ใช่ของจริง
ทุกข์เกิดจากความคิดปรุงแต่ง
- ใจมีศักยภาพสูงกว่าที่เคยรู้
ใจที่ว่างคือใจที่พร้อมจะรู้ธรรม
นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อบอกว่า
> “ถ้าทำได้ครั้งหนึ่ง ก็รู้เลยว่าทุกข์มีทางพ้น”
เพราะประสบการณ์ตรงเพียงครั้งเดียว
มีพลังมากกว่าการฟังธรรมเป็นร้อยครั้ง
🔥 3. วิธีปฏิบัติให้เข้าถึงความว่างแบบที่หลวงพ่อสอน
ไม่ต้องซับซ้อน ไม่ต้องบังคับใจ
เพียงทำ 3 อย่างนี้อย่างอ่อนโยน
• รู้ลมหายใจแบบธรรมดาที่สุด
ไม่ต้องยาว ไม่ต้องสั้น
แค่รู้ว่า “เข้า” “ออก”
• เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น ให้รู้ทัน
ไม่ต้องไล่ ไม่ต้องด่า
เพียงรู้ว่า “คิดแล้ว”
ความคิดจะดับเองเหมือนควันไฟที่ไม่มีเชื้อ
• กลับมาที่ลมหายใจอย่างอ่อนโยน
เหมือนพาเด็กกลับบ้าน ไม่ใช่ลากกลับ
ทำบ่อย ๆ ใจจะเริ่มมี “ช่องว่าง” ระหว่างความคิด
ช่องว่างนี้เองคือประตูสู่ความสงบ
🌙 4. ความว่างนี้คือฐานของสมาธิและปัญญา
หลวงพ่อสนองสอนตรงกับครูบาอาจารย์สายพระป่าทั้งหมดว่า
- ใจที่ว่างคือใจที่ตั้งมั่น
- ใจที่ตั้งมั่นคือใจที่เห็นตามจริง
- ใจที่เห็นตามจริงคือใจที่พ้นทุกข์
ดังนั้น “ช่วงว่างเล็ก ๆ” ที่เราทำได้ในชีวิตประจำวัน คือเมล็ดพันธุ์ของนิพพานโดยตรง
🌼 5. ขยายธรรมะให้เข้ากับชีวิตคนไกลบ้าน
ในชีวิตที่ต้องอยู่กับความคิด ความกังวล ความเหงา ความผูกพันกับบ้านเกิด มักจะพัดเข้ามาแรงกว่าปกติ แต่ยิ่งภายนอกไม่นิ่งเท่าไร การมี “ที่พักใจภายใน” ยิ่งสำคัญ
ช่วงว่างที่หลวงพ่อพูดถึง
จึงเป็นเหมือน
- ห้องสงบในใจ
- ที่วางภาระชั่วคราว
- สถานที่ที่เรากลับไปได้เสมอ แม้อยู่ไกลบ้าน
และในความว่างนั้นเอง
เราจะได้พบครูบาอาจารย์ที่เราระลึกถึงเสมอ
ไม่ใช่ด้วยตา แต่ด้วยใจ
🌤️ 6. ธรรมะขยายต่อ: ความว่างไม่ใช่การหนี แต่คือการเห็นชัด
หลายคนกลัวคำว่า “ว่าง”
คิดว่าเป็นการไม่รับผิดชอบ หรือไม่สนใจโลก
แต่หลวงพ่อสนองหมายถึงความว่างที่มีสติ
คือว่างจากกิเลส แต่ไม่ว่างจากความรับผิดชอบ
ว่างจากความยึดมั่น แต่ไม่ว่างจากความเมตตา
ใจที่ว่างจึงเป็นใจที่ทำงานได้ดีที่สุด
เพราะไม่ถูกความคิดถ่วงไว้
🌕 7. ธรรมะชั้นลึก: ความว่างคือธรรมชาติเดิมแท้ของใจ
เมื่อความคิดดับ
ความรู้สึกตัวจะปรากฏ
ความรู้สึกตัวนี้เองคือธรรมชาติเดิมแท้ของใจ
เป็นธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่ดับ
ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อบอกว่า
> “ใจดวงนี้ ถ้าทำได้แล้วถึงสวรรค์ได้ ถึงนิพพานได้”
เพราะใจที่ว่างคือใจที่พร้อมจะรู้ธรรม
และใจที่รู้ธรรมคือใจที่พ้นทุกข์
🙏ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

ใจที่สงบ คือใจที่ปลอดภัย


หลวงพ่อสนองมักสอนว่า
“ใจที่สงบ คือใจที่ปลอดภัย”
เมื่อใจไม่สร้างภัยให้ตนเอง
ก็ย่อมไม่สร้างภัยให้ใคร...
และสอนว่า
- ใจที่สงบ คือร่มเงา
- ใจที่มีสติ คือความเย็น
- ใจที่มีปัญญา คือความสว่าง
เมื่อใจเรามีคุณสมบัติเหล่านี้
เราก็กลายเป็น “ร่มโพธิ์”
ให้คนรอบข้างได้เช่นกัน...
คำสอนของหลวงพ่อสนองไม่ใช่เพียงเรื่องศีลธรรม
แต่เป็นเรื่อง การปลดปล่อยใจ
- เมื่อไม่โกรธ → ใจเบา
- เมื่อไม่เกลียด → ใจโปร่ง
- เมื่อไม่ผูกเวร → ใจเป็นอิสระ
- เมื่อเกื้อกูลกัน → ใจอิ่มเอิบ
นี่คือเส้นทางสู่ความสงบที่แท้จริง
ไม่ต้องรอให้บวช ไม่ต้องรอให้มีเวลา
เริ่มได้ที่ใจของเราเดี๋ยวนี้
หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
จากเฟซ คุณ Visakha Bucha
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่สอน ให้โกรธหรือเกลียด


***ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่สอน
ให้โกรธหรือเกลียด
เพราะความโกรธเป็นไฟเผาใจ
หลวงพ่อสนองมักพูดว่า
“โกรธคนอื่น เหมือนจุดไฟเผาตัวเองก่อน”
ความโกรธมีโทษ 3 ชั้น
- เผาตัวเองก่อน — ใจร้อนรุ่ม ไม่มีความสุข
- เผาคนรอบข้าง — คำพูด
การกระทำทำร้ายผู้อื่น
- เผาอนาคต — ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด
สร้างกรรมใหม่
ดังนั้น การไม่โกรธ
ไม่ใช่เพราะ “ต้องเป็นคนดี”
แต่เพราะเป็นการปกป้องใจของเราเอง
คำสอนหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
โดยคุณ Visakha Bucha
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

เรียนธรรมะ คือมาเรียนรู้ทันอารมณ์ตัวเอง


ถ้าสติและปัญญาเข้าไปทัน เราก็จะหายโกรธ
แล้วเราก็จะรู้ว่า สิ่งที่ทำให้คนเราเข้ากันไม่ได้
มีความทุกข์อยู่ร่ำไป มีความไม่สงบอยู่ร่ำไปนี้
ก็คือการที่เราไม่รู้ทันตัวปรุงแต่งของใจเรานี่เอง
ไม่ว่าจะเป็นโกรธก็ดี โลภก็ดี รักก็ดี ชังก็ดี
นี่เขาเรียกว่าเรียนธรรมะ
คือมาเรียนรู้ทันอารมณ์ตัวเอง

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เรียนธรรมะ..


"..เรารู้ว่าโกรธ รู้ว่ารัก รู้ว่าโลภ รู้ว่าหลง
 รู้เท่านี้ยังไม่พอ เราต้องไปรู้จักตัวเจตสิก
 ตัวสังขารที่ปรุงแต่งว่าโกรธ 
มันกำลังปรุงแต่งว่าโกรธอย่างไร 
 มีอาการฟ้องมาทางใจอย่างไร...
พอโกรธแล้ว มันอยากจะว่า มันอยากจะแช่ง...
มันอยากจะตบจะตีหรือมันอยากจะทำร้าย

ถ้าสติและปัญญาเข้าไปทัน เราก็จะหายโกรธ
 แล้วเราก็จะรู้ว่า สิ่งที่ทำให้คนเราเข้ากันไม่ได้
 มีความทุกข์อยู่ร่ำไป มีความไม่สงบอยู่ร่ำไปนี้
 ก็คือการที่เราไม่รู้ทันตัวปรุงแต่งของใจเรานี่เอง
 ไม่ว่าจะเป็นโกรธก็ดี โลภก็ดี รักก็ดี ชังก็ดี
 นี่เขาเรียกว่าเรียนธรรมะ
 คือมา..เรียนรู้ทันอารมณ์ตัวเอง..."

โอวาทธรรม หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ

จากหนังสือ เข้าถึงธรรม หน้า 15-16
เครดิตเพจ คติธรรมคำสอน หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
Fb.Pum Methavee

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



มรรคคือตัวสติที่เข้าไปรู้จิต



มรรคคืออะไร 
มรรคคือตัวสติที่เข้าไปรู้จิต 
การที่ไปรู้จิตตัวเองนี่แหละ
คือรู้วิชชา  
พอรู้แล้วก็ดับทันที  
ตัวดับก็คือตัวนิโรธ  
ตัวรู้คือตัวมรรค
ตัวเกิดนั่นคือตัวสมุทัย

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ



บุญคุณต้องทดแทน  แค้นต้องชำระ...
ชำระใจเราให้ขาวสะอาด 
เราต้องฝึกละความพยาบาท
คนที่ฉลาดคือ คนที่รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง
คิดอะไรก็รู้ทัน โลภโกรธหลงก็รู้ทัน
ไม่ใช่ปล่อยความคิดให้เพลินไปตามอารมณ์เรื่อยไป

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


แล้วใครจะทุกข์..




ใครด่า เราก็ไม่โกรธ

ใครมาล่อให้หลง 
เราก็ไม่หลง
เมื่อเราไม่รัก ไม่ชัง
แล้วใครจะทุกข์ล่ะ

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ





ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การเรียนธรรมะ คือเรียนรู้เรื่องจิตของตัวเอง




การเรียนธรรมะ คือเรียนรู้เรื่องจิตของตัวเอง 
เรียนจิตหลายดวงที่คิดโน่นคิดนี่มากมาย 
เราเรียนรู้มากเข้าก็คิดน้อยลงๆ จนเหลือจิตดวงเดียว 
พอจับจิตดวงเดียวได้ เราก็เริ่มรู้จิตตัวเรา 
ธรรมะก็คือเรียนจิตหลายร้อยหลายพันดวง 
วันหนึ่งนี่นับไม่ถ้วนเลย นั่งดูเถอะ คิดโน่นคิดนี่ ปรุงโน่น ปรุงนี่ 
ขยับกายหน่อยจิตมันก็ปรุงแต่งทันที 
กระพริบตาหน่อยจิตก็ปรุงแต่งทันที 
เคลื่อนไหวจิตมันก็ปรุงแต่งทันที ถ้าไม่มีสติมันก็ไปของมันเรื่อยเปื่อย
แต่พอสำรวมมากขึ้น มีสติมากขึ้น 
อิริยาบถละเอียดมากขึ้น เข้ามามองดูตัวเองมากขึ้น 
เราก็จะเห็นจิตพวกนี้มากขึ้น 
พอเห็นมากๆ มันก็ดับไปๆ ดับแล้วก็หาย 
หนักเข้าๆ มันก็วนเข้ามา มาเหลือ “จิตดวงเดียว” 
มาเหลือเพียงเกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็เฉย...เกิดแล้วก็เฉย 
จิตของเราก็จะสว่าง จิตของเราก็ว่าง 
เรียนเรื่องจิตก็คือเรียนอย่างนี้

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การเห็นจิตตัวเองเป็นกุศลและมหากุศล



คนเราโดยมากไม่ค่อยรู้ใจตัวเอง ไม่รู้จิตตัวเอง 
เพราะจิตตัวเองอยู่แต่อารมณ์ภายนอก
โดยมาก จะไปมองข้างนอกหมด 
จะไปสนใจเรื่องจิตคนอื่น 
เห็นคนโน้นเป็นอย่างนั้น เห็นคนนี้เป็นอย่างนี้ 
การที่เราจะรู้จิตตัวเองได้ เราต้องรู้จักคำว่า "ภาวนา" 
การที่เห็นจิตตัวเองนั้นเป็นกุศลและมหากุศล ...

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การดูจิตนี้คือถูกต้อง




จิตของเราก็เช่นกัน เราก็ตามดูความคิดของเรา
คิดอะไรก็ตาม ดูไปเถอะ ให้มันจบสิ้นให้ได้...
ให้ตามดูใจตัวเองคิดนึกไปเรื่อยไปเลยทั้งวันทั้งคืน...
ภาวนาเรื่อยๆ ตามดูหนักเข้าๆ เราก็จะรู้ทันทีเลย 
คล้ายว่าตามจิตจน จนน่ะ พอจิตมันจนท่าแล้ว มันจะหยุด 
จะทำให้เรารู้เรื่องต่างๆ ภายในจิตหมด 
ฉะนั้น การดูจิตนี้คือถูกต้อง ไม่ต้องไปสงสัย


หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ

ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ต้องใช้วิธีจับจิต แบบไม่มีตัวตน




จิตไม่มีตัวตน ...
เมื่อไม่มีตัวตนเราก็ต้องใช้วิธีจับจิต แบบไม่มีตัวตน
ก็คือ ใช้การภาวนา เอาจิตเข้าไปไว้ตรงใดตรงหนึ่ง ให้จิตเป็นหนึ่ง 
เมื่อจิตใจจดจ่ออยู่เป็นหนึ่ง ก็ปรากฏความคิดขึ้นมา 
คิดไปเรื่องโน้นเราก็ตั้งสติ คิดไปเรื่องนี้เราก็รู้สติว่าเราคิดอะไร 
พอเรารู้ทันหนักเข้าๆ มันก็รวม เป็นใจว่าง ใจว่าง ใจสว่าง
นั่นคือ ตัวรู้ทันจิต ทำให้เกิดปัญญาญาณ
รอบรู้เท่าทันจิตตัวเอง เกิดความสุขสงบขึ้นมา


หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ
ที่มา : บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การทำบุญมหาศาลก็คือการที่เราฝึกรู้จิต เห็นจิต




..การทำบุญมหาศาลก็คือการที่เราฝึกรู้จิต เห็นจิต 
เขาเรียกว่า “กุสะลัง จิตตัง อุปปันนัง” จิตที่เป็นกุศล
หรือว่า “กุสะลา ธัมมา” ทำจิตให้เป็นบุญทุกขณะ
บุญไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่การทำใจให้สงบ บุญอยู่ที่การรู้จิตรู้ใจของตนเอง
ที่พระพุทธเจ้าไปเรียนรู้จิตตัวเอง ก็อย่างนี้เองจึงได้เป็นพระพุทธเจ้า

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ

รู้ทันความคิด ใจว่าง ใจสว่าง



เพราะจิตไม่มีตัวตน...
เมื่อไม่มีตัวตน เราก็ต้องใช้วิธีจับจิต แบบไม่มีตัวตน
ก็คือ ใช้การภาวนา เอาจิตเข้าไปไว้ตรงใดตรงหนึ่ง
ให้จิตเป็นหนึ่ง เมื่อจิตใจจดจ่ออยู่เป็นหนึ่ง 
ก็ปรากฏความคิดขึ้นมา คิดไปเรื่องโน้น เราก็ตั้งสติ ...
คิดไปเรื่องนี้ เราก็รู้สติว่าเราคิดอะไร 
พอเรารู้ทันหนักเข้าๆ มันก็รวมเป็นใจว่าง 
ใจว่าง ใจสว่าง นั่นคือ ตัวรู้ทันจิต 
ทำให้เกิดปัญญาญาณรอบรู้เท่าทันจิตตัวเอง
เกิดความสุขสงบขึ้นมา

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ