แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่คูณ สิริจันโท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่คูณ สิริจันโท แสดงบทความทั้งหมด

เราปฏิบัติ ให้รู้เท่าทัน ความดีและความชั่วเท่านั้น


โลกกับธรรมมันเป็นของคู่กันไปตลอด 
ไม่พรากจากกันเลย เหมือนกลางวันและกลางคืน 
เราจะมาแยกดีแยกชั่ว ออกจากกันไม่ได้ 
เพียงแต่ว่า เราปฏิบัติ ให้รู้เท่าทัน 
ความดีและความชั่วเท่านั้น 
.
ไม่ใช่ว่าเราปฏิบัติเพื่อฆ่าความชั่ว 
เอาแต่ความดีไว้อย่างเดียว ไม่ใช่อย่างนั้น
ความดีและความชั่ว เป็นของไม่เที่ยง
ไม่ทนอยู่ได้ตลอดไป 
เพราะสิ่งใดมีความเกิดขึ้นมาแล้ว 
สิ่งนั้นๆ ก็ต้องมีความดับไป 
เป็นธรรมดาของโลก 
จะมีความยั่งยืนอยู่ได้ตลอดไปไม่มีในโลก 
.
ให้เข้าใจดีๆ ว่า เรามาปฏิบัติ
ตามดูความเคลื่อนไหวไปมาของโลก 
ให้รู้เท่าตามทัน ของที่เป็นจริงและมีอยู่อย่างนี้ 
แล้วก็ปล่อยวางไว้ตามเดิมของเขา 
อย่าเอาเข้ามาเก็บกำเอาไว้ในใจ
ให้มันเกิดทุกข์ มันทุกข์ก็เพราะเรารู้แล้ว 
ไม่ยอมปล่อยยอมวางลงเท่านั้น 
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา ให้เราได้รับรู้หรือสัมผัสแล้ว 
ให้พากันปล่อยกันวางเสีย อย่าเก็บเอามาไว้
เป็นอารมณ์ของใจให้ได้คิด มันเกิดทุกข์

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by dewdrop157 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


30 ก.ค.67



 

ให้คอยระวังดูใจ อย่าให้มันไปเกิด


จงพยายามรักษาใจตัวเดียวก็พอ 
แล้วอย่าไปรักษาสิ่งอื่นให้มันยุ่ง 
เพราะธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นใหญ่ 
ถ้าเรารักษาใจตัวเดียวได้แล้ว ก็เท่ากับว่า 
เรารักษาธรรมของพระพุทธเจ้าได้ทั้งหมดเลย 
ให้คอยระวังดูใจ อย่าให้มันไปเกิด 
คือเกิดยินดียินร้ายในสิ่งทั้งปวง 
อย่าให้มันเกิดเลย ก็หมดทุกข์เท่านั้น 
เพราะทุกข์ มันมาแต่เกิด 
ถ้าใจไม่เกิด ทุกข์ทั้งปวงก็ดับไปหมดเลย 
ดับทุกข์ ก็คือดับโลก 
คำว่าโลก คือสิ่งที่ทรมานใจสัตว์ 
ให้ได้รับแต่ความทุกข์ยากลำบากอย่างเดียว 
ความสุขอยู่กับโลก...ไม่มีเลย 
ถ้าเราเอาใจออก หนีจากโลกได้ 
มันก็มีแต่ความสบาย ไม่มีทุกข์ 
เราทุกข์ เพราะเรามีโลก 
ถ้าว่างจากโลกแล้ว ก็หมดทุกข์ 
ถ้าพวกเราอยากพ้นทุกข์ ให้ปล่อยโลกวางโลก 
อย่าให้มีโลกติดอยู่กับใจของเราเลย

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by Camera-man from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ความว่างของใจ




นักปฏิบัติบางคนยังไม่เข้าใจในความว่างของใจอยู่มาก ไปคิดเอาเองว่าความว่างคืออากาศว่าง หรือเข้าใจว่าความว่าง คือไม่มีวัตถุสิ่งของ และอีกอย่างหนึ่งว่างจะสมมติเช่นว่า เรามีบ้านอยู่ อาศัยสมมุติขึ้นมาว่าเป็นบ้านของเรา อยู่ต่อมาบ้านนั้นพังหรือถูกไฟเผาไปหมด เลยไม่มีบ้านอยู่ในที่ตรงนั้นอีก คำสมมุติว่าบ้านก็หายไป เลยกลายมาเป็นความว่างจากสมมุติ 
.
อย่างนี้ก็พากันเข้าใจว่าตนรู้จักความว่าง หรือว่าเห็นความว่างแล้ว ความว่างแบบนี้เป็นความว่างที่มีอยู่ทั่วๆ ไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว ใครๆ ก็รู้กันหมด แม้แต่เด็กๆ เขาก็รู้เรื่องความว่างแบบนี้มีอยู่ประจำโลก ไม่ใช่ความว่างของใจที่พวกเราแสวงหา มันยังไกลกันคนละมุมโลก
.
ความว่างของใจมันไม่ได้ว่างอยู่แบบนี้
.
มันว่างแบบสมบูรณ์ สมบูรณ์อยู่ครบ พร้อมด้วยสติปัญญาเต็มเปี่ยมอยู่ พร้อมทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่เผลอสติ ตามรู้อยู่ในปัจจุบันทุกขณะ
.
แต่ว่ารู้แล้วไม่ติด ไม่ยึด ไม่ถือเอาสิ่งที่รู้เข้ามาเป็นอารมณ์ของใจ รู้แล้วก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ ไม่ให้จิตออกไปคิดปรุงแต่งให้เกิดเป็นสมมุติเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอีกต่อไป ใจมันก็ว่างจากอารมณ์ ว่างจากการปรุงแต่ง ใจอยู่ในปกติเดิมตามธรรมชาติของใจแท้ไม่แปรผัน อย่างนี้จึงเป็นความว่างของใจ ไม่ใช่ว่างแบบธรรมชาติของโลกอย่างอากาศว่าง หรือว่างแบบอยู่ในฌาน ว่างแบบอยู่ในฌานนั้นก็อีกแบบหนึ่ง  คือยึดความว่างเป็นอารมณ์ จึงติดอยู่กับความว่าง 

หลวงปู่คูณ  สิริจันโท

Image by Leolo212 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

หนทางที่จะเดินไปสู่ความพ้นทุกข์



หนทางที่จะเดินไปสู่ความพ้นทุกข์

๑. ศรัทธา ความเชื่อ ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
๒. จาคะ สละสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อความจริงใจ 
มีการให้ทาน เป็นต้น
๓. รักษาศีล คือรักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย
๔. สมาธิ ความตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว
๕. ปัญญา ความรอบรู้ในกองสังขารตามความเป็นจริง
..
หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

กรรมหมดเพราะปล่อยวาง


อย่าไปคิดว่าเราเป็นคนมีกรรม 
กรรมเรายังไม่หมด
เราจะอยู่ใช้กรรมไปอีกก่อน 
จนกว่ากรรมจะหมด
ถ้าพวกเราคิดอย่างนั้น 
กรรมก็ยิ่งไม่มีทางจะหมดไปได้
เพราะเราเป็นมนุษย์ เกิดมาสร้างกรรมกันทั้งนั้น
ไม่ใช่เกิดมาใช้กรรม แล้วกรรมจะหมดไปได้
การทำใจ ให้สามารถปล่อยวางได้เท่านั้น
จึงจะเป็นหนทางให้หมดกรรมสิ้นเวรได้
ฉะนั้น การที่จะคอยให้กรรมหมดไปเอง
โดยไม่สามารถทำใจให้ปล่อยวางได้ 
ย่อมเป็นไปไม่ได้
เพราะมนุษย์หรือสัตว์โลก 
จะมีการสร้างกรรม
อยู่ทุกขณะ ทุกเวลา ไม่ลดละ
จึงขอให้เข้าใจกันเสียใหม่ว่า
กรรมหมดไปเองไม่มีหรอก
นอกจากปล่อยวางได้เท่านั้น

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by Xeromatic from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/





 

คำว่ารู้ธรรม ไม่ใช่รู้ออกมาจากตำรา


พวกเราปฏิบัติธรรมะ รู้เรื่องธรรมะ
พากันคิดว่า ธรรมะจะมีอยู่แต่ตามวัดตามวา
ตามครูบาอาจารย์ไปเท่านั้น
คิดว่าตัวเองไม่มีธรรมะ
ธรรมะจริงๆ แล้ว
จะต้องมีอยู่ประจำตัวของเราเองทุกๆ คน
มีครบเสมอกันไปหมด ไม่ขาดไม่เกิน
มีพอดีๆ กันทั้งหมด
พวกเราขาดการศึกษาหาความรู้
จากตัวของตัวเองเท่านัน
เราจึงไม่รู้ไม่เห็นธรรมะ
คำว่ารู้ธรรม ไม่ใช่รู้ออกมาจากตำรา
หรือคำพูด หรือความคิด หรือนิมิต หรือเครื่องหมาย
ต้องรู้อยู่ที่จิตที่ใจภายในของตัวเองอย่างชัดๆ
ไม่ได้นึกเดา นึกคาดคิดเอาเองจากสิ่งภายนอก
อย่างนั้นยังไม่ใช่รู้เองเห็นเอง
แต่ก่อนจะรู้เองเห็นเอง
ก็ต้องอาศัยตำรา ครูบาอาจารย์เสียก่อน
เป็นแนวทางเดิน จึงจะรู้ขึ้นมาเองอีกเหมือนกัน

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by Mammiya from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

กิเลสอยู่เหนือเราทันที


เมื่อเวลาใด ใจของเราเป็นปกติ
คือไม่ดีใจหรือไม่เสียใจ อยู่อย่างสบายๆ
เวลานั้นแหละ ใจเราอยู่กับธรรมะ
หรือเป็นธรรมะและอยู่เหนือกิเลส
เวลาใดใจเราดีใจหรือเสียใจ
เวลานั้นแหละ
กิเลสอยู่เหนือเราทันที

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by geralt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

มันก็ทุกข์อันเดียวกัน


ความจริงแล้วสุขหรือทุกข์
มันก็ทุกข์อันเดียวกัน
เกิดมาจากที่แห่งเดียวกัน
ทั้งสุขและทุกข์มันมาผิดกัน
ตรงที่ความคิดเราเองต่างหาก
ที่ปรุงขึ้นแต่งขึ้น
ถ้าพวกเราหยุดคิดเสีย
ทุกข์หรือสุขก็ไม่มี
มีแต่ความว่างของใจเป็นกลางๆ อยู่เท่านั้น
ไม่มีเกิด ไม่มีดับ
ไม่มีสมมุติหรือบัญญัติอะไรทั้งสิ้น
ตั้งอยู่ในความเป็นปกติ
ตามธรรมชาติของจริงตัวเดิม

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by Schäferle from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เป็นของเป็นเอง รู้เอง เห็นเอง พอเอง


ถ้าหากว่าบุคคลใด
อยากรู้อยากเห็นแดนสุขาวดีแล้ว
ขอให้วางขันธ์ทั้ง ๕ นี้ลงไว้เสียก่อน
เมื่อวางขันธ์ ๕ ลงได้แล้ว
มันจะไปของมันเองโดยเฉพาะ
ไม่ได้เกาะได้ยึดอันใด
มาเป็นเครื่องนำพาเข้าสู่จุดนั้น
แต่เป็นของเป็นเอง รู้เอง
เห็นเอง พอเอง
เต็มเอง สมบูรณ์เองทั้งหมด
ไม่ได้คิด ได้อ่าน
ได้ปรุง ได้แต่ง เหมือนอยู่ในโลก

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by ElaineArtist from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ใจที่เป็นกลางก็คือ ใจที่เป็นธรรมะ


สรณะอื่นใด จะยิ่งไปกว่า
พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ
นั่นเป็นอันว่าไม่มี
ถ้าหากว่าใจของเรา
ถึงพุทธะ ถึงธรรมะ ถึงสังฆะแล้ว
รัตนะทั้งสามจะมารวมตัวกัน
เข้าอยู่จุดศูนย์กลางคือธรรมรัตนะ
ธรรมก็คือใจที่เป็นกลาง
ใจที่เป็นกลางก็คือ ใจที่เป็นธรรมะนั่นเอง
ถ้าหากว่าใจของพวกเรา
เข้าอยู่ในจุดที่เป็นกลางๆ นี้แล้ว
จะไม่มีสิ่งอื่นใดที่ใจของพวกเรา
จะเข้าไปเกาะอยู่ได้อีก
มีแต่สรรพสิ่งทั้งปวงที่มีอยู่ในโลกเท่านั้น
จะมาขออาศัยให้เราไปเป็นที่พึ่ง

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by Lancier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ตามทางที่ถูกนั้น มีแต่ทำใจให้อยู่ตามปกติ


..พวกนักปฏิบัติทุกวันนี้ 
ส่วนมากแล้วเอาแบบฤาษี... 
ไม่ได้รู้แนวทางของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง 
ตามทางที่ถูกนั้น... 
มีแต่ทำใจให้อยู่ตามปกติ 
หรือสภาพเดิมของใจแท้เท่านั้น 
คือ มีสติอยู่ ตื่นอยู่ เบิกบานอยู่ทุกขณะ 
ไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์ของโลก 
อยู่ในความเป็นกลาง... 
ไม่ใช่ว่าจะไปนั่งหมดคืนไม่ลุกจากที่เลย 
อันนั้นบางคนก็นั่งหลับตลอดคืนก็มี 
บางคนก็นั่งชมนิมิตก็มี 
บางทีก็อยู่ได้ด้วยอารมณ์ของฌานก็มี...

หลวงปู่คูณ สิริจันโท


Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ที่พึ่งคือความว่างของใจ


เราควรตรวจดูใจของตัวเองอยู่เสมอว่า
ใจเรายังไปหาอ้อนวอนร้องขอ
เอาสิ่งอื่นเข้ามาเป็นที่พึ่งอาศัยอยู่หรือไม่ 
ถ้าหากว่าใจเรายังไปหาที่พึ่งอื่นอยู่อีก
ก็เชื่อได้เลยว่าใจเรายังเข้าไม่ถึงรัตนตรัยทั้ง 3 ได้เลย
ถ้าหากว่าบุคคลใดใจเข้าถึงพระรัตนตรัยได้แล้ว 
จะไม่ยอมเชื่อสิ่งอื่นอีกเลยแม้แต่นิดเดียว
จะวางเฉยไว้ทั้งหมดไม่ยอมยึด 
มีแต่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงพระรัตนตรัย
เท่านั้นแหละจะมาพากันแสวงหาที่พึ่ง 
ที่พึ่งคือความว่างของใจ
ที่ไม่ไปเกาะยึดนั่นแหละดีที่สุด 
จุดจบมันอยู่ตรงนี้เอง

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by Peggy_Marco from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เราตัดจิตตัดใจเราเองต่างหาก


การปฏิบัติเพื่อตัดทุกข์ตัดยาก..
เราจะตัดได้ก็แต่เพียง
สิ่งที่พวกเราปรุงแต่งขึ้นมาเองเท่านั้น
ส่วนที่มันเป็นทุกข์ อยู่กับธรรมชาติของทุกข์
มันก็ทุกข์อยู่อย่างนั้นตามเดิม
ไม่มีใครหรือคนใดจะไปตัดมันได้เลย
เราตัดจิตตัดใจเราเองต่างหาก
ให้มันออก หนีไปจากทุกข์
ให้ใจเราอยู่อย่างเสรีภาพ
ไม่ต้องไปอาศัยสิ่งอื่นอยู่เท่านั้นเอง
ไม่ได้ไปหาห้ามความแก่
ความเจ็บ ความตายเลย
มันคนละหน้าที่...

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by Kranich17 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

จิตของผู้รู้


จิตของผู้รู้นั้น จะต้องเป็น
จิตที่ว่างจากอารมณ์ทุกอิริยาบถ
ไม่เลือกสถานที่ 
ถึงจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม
จะเป็นที่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ 
ก็ว่างอยู่อย่างเดิม
ไม่วุ่นวายขัดข้อง
จะต้องมีความว่างอยู่ตลอด 
ไม่ได้เลือกสถานที่
นี่คือจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ 
จากอารมณ์ของโลก

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by Nikasucha from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ผู้ที่จะไปสู่พระนิพพาน


...ผู้ที่จะไปเป็นพรหมนั้นก็คือ
ผู้ที่มีความสามารถทำจิต
ให้เป็นสมาธิ หรือเป็นหนึ่ง
อยู่กับอารมณ์ของฌาน หรือสมาบัติ 
เมื่อตายก็ตายอยู่กับอารมณ์ของฌาน 
หรืออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง 
ก็ได้ชื่อว่าเป็นพรหม 
ต้องได้ต้องเป็นอยู่ในมนุษย์ของเรานี้เสียก่อน 
ตายไปจึงจะได้
.
ส่วนผู้ที่จะไปสู่พระนิพพานนั้น
จะต้องทำใจของตน
ให้ว่างจากอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก 
จนใจสงบจากอารมณ์ต่างๆ นี้ 
เรียกว่าเป็นพระนิพพาน
ต้องไปนิพพานแต่ยังเป็นมนุษย์อยู่นี่เสียก่อน 
ทุกอย่างตายไปจึงจะได้ไป 
ถ้าไม่ได้แต่ยังเป็นมนุษย์อยู่แล้ว 
ก็ไม่มีนิพพาน

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



หยุดคิดได้เมื่อใด ทุกข์ก็หมดไปเมื่อนั้นทันที


คำว่ารู้ยิ่งเห็นจริงนั้น
คือรู้ขึ้นที่ใจโดยไม่ได้คิด
ถ้ารู้ด้วยการนึกคิดนั้นคือรู้ไปตามโลก
เป็นเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นตลอดไป
ถ้าหยุดคิดได้เมื่อใด
ทุกข์ก็หมดไปเมื่อนั้นทันที
ทุกข์หมดได้จริงนั้น
อยู่ที่ตรงเราวางได้หมด
ทั้งบุญทั้งบาปทั้งสุขทั้งทุกข์
ไม่มีอะไร เหลืออยู่ว่างๆ
เพราะใจจริงนั้นเป็นของว่าง
เป็นอกาลิโก ว่างอยู่ตลอดกาล
ไม่มีเวลาวุ่น
ไม่เหมือนอยู่กับโลก
โลกเป็นของมีกาลมีเวลา
ทำอะไรก็ต้องทำไปตามกาลตามเวลา
เพราะโลกพากันถือว่า เวลาเป็นของมีค่า
ถ้าหากว่าเป็นธรรมแล้ว ไม่มีกาลไม่มีเวลา
ไม่มีเช้าไม่มีสายไม่มีบ่ายไม่มีเย็น
ไม่มีสิ่งที่มี
มีแต่ความว่างอยู่อย่างนั้นไปตลอดกาล

หลวงปู่คูณ สิริจันโท


Image by wal_172619 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



เท่านั้นก็เป็นธรรมแล้ว


ความพ้นทุกข์ไม่ได้อยู่ที่อื่น 
มันอยู่ที่ใจเรา 
ใจเราสบาย
ไม่ห่วงหน้าพะวงหลังก็หมดทุกข์ 
มันไม่ได้อยู่ที่การทรมานธาตุขันธ์
ให้ลำบากดอก 
มันอยู่ที่ความเป็นธรรมชาติ
ความพอดี สายกลาง 
ไม่ดีใจ เสียใจ 
ใจนิ่ง ใจว่างจากอารมณ์ภายใน ภายนอก
เท่านั้นก็เป็นธรรมแล้ว ไม่มีทุกข์ 
มีความทุกข์ก็เพราะใจติดโลก 
ถ้าติดโลกเเล้วก็เกิดโลก 
ถ้าเกิดโลกแล้วก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ 
เป็นอนัตตา ไม่มีสาระเเก่นสาร

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by andreas160578 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



จงพยายามทำใจไม่ให้ไปเกาะติด ยึดติด


จงพยายามทำใจไม่ให้ไปเกาะติด ยึดติด
ให้ปล่อยวางไว้ตามธรรมชาติ
เราเป็นคนผูกตัวเราเอง
ไม่มีใครที่ไหนจะมาผูกเราไว้ได้
จงทำใจให้ว่างจากอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก
ว่างอยู่ทุกอิริยาบถ ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่
แม้จะอยู่ในที่ต้องคลุกคลีกับหมู่คนจำนวนมาก
จิตก็ยังว่าง ไม่วุ่นวายขัดข้อง
นี่คือจิตที่หลุดพ้นจากโลก
ถ้าบุคคลใดทำจิตของตนให้ว่างอยู่ได้เช่นนี้
ก็เชื่อได้ว่าเป็นบุคคลที่หมดแล้วซึ่งความอยาก
ชาติก็ย่อมสิ้นไป ไม่ต้องสงสัยอีกเลย

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by BenWehrman from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



พระนิพพานอยู่ที่ไหน


พระนิพพานอยู่ที่ไหน

สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ
พระนิพพานอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ใจเรานี่เอง
จงทำใจให้คงไว้ซึ่งความเป็นกลาง
ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ภายในและภายนอก
ไม่ต้องไปหาปาฏิหาริย์ฤทธิ์เดชอะไรให้ยาก
ของพวกนี้เป็นของมีอยู่ประจำโลก
ไม่สามารถที่จะนำพวกเราออกไปจากโลกนี้ได้เลย

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by Yumu123 from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



จงพยายามรักษาใจตัวเดียวก็พอ


จงพยายามรักษาใจตัวเดียวก็พอ
แล้วอย่าไปรักษาสิ่งอื่นให้มันยุ่ง
เพราะธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นใหญ่
ถ้าเรารักษาใจตัวเดียวได้แล้ว ก็เท่ากับว่า 
เรารักษาธรรมของพระพุทธเจ้าได้ทั้งหมดเลย
ให้คอยระวังดูใจ อย่าให้มันไปเกิด
คือเกิดยินดียินร้ายในสิ่งทั้งปวง
อย่าให้มันเกิดเลย ก็หมดทุกข์เท่านั้น

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา