แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม แสดงบทความทั้งหมด

จัดเป็น "สังขารธรรม" อย่างหนึ่ง


จงอย่าไปเข้าใจผิดว่า
ผู้ที่เข้าถึง "อัปปนาสมาธิ"
จนจิตได้ "ฌาน" คือ ผู้บรรลุธรรมพ้นทุกข์
เพราะนั่นเป็นเพียง
ความสงบของจิตที่ละเอียดยิ่งนัก
แต่มันก็จัดเป็น "สังขารธรรม" อย่างหนึ่ง
และตกอยู่ภายใต้กฏแห่งไตรลักษณ์
คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
หรือมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เป็นธรรมดาของมันเช่นนั้น

อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม

Photo by Carl Newton on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การยึด "พระพุทธ" เป็นที่พึ่ง


การยึด "พระพุทธ" เป็นที่พึ่ง
คือการปฏิบัติเข้าถึงความเป็น "พุทธะ"
หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
เป็น "ผู้รู้" คือ สักแต่ว่า "รู้"
ในสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ไม่มีการคิดนึก ปรุงแต่งต่อ
ได้แก่ "การรู้เฉยๆ"...
เป็น "ผู้ตื่น" คือ ตื่นจาก "ความหลง"
ในโลกโลกียะ หรือใน "ทวิภาวะ" ทั้งหลาย
หากก้าวพ้นทวิภาวะไม่ได้
ก็ย่อมไปไม่ถึง "โลกุตตระ"...
คือฝั่งแห่งความหลุดพ้น หรือพระนิพพานได้
เป็น "ผู้เบิกบาน" ใจต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดเลย
ใจจะต้องเป็นกลาง ไม่โอนเอนไปข้างใดข้างหนึ่ง
เช่น ไม่ยึดทั้งสุข-ทุกข์
บุญ-บาป กุศล อกุศล เป็นต้น
เมื่อทำเช่นนี้ได้ ใจย่อมเบิกบานทุกเวลา

อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นถึงความเป็นเช่นนั้นเอง



"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต"..
จริงๆ แล้ว ตถาคต มีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า "พระผู้รู้ตถธรรม" 
คือ ธรรมที่เป็นเช่นนั้นของมันเอง
มีความหมารยเช่นเดียวกับคำว่า "ตถตา"
ฉะนั้นจึงมีความหมายว่า ผู้ใดเห็นธรรม
ผู้นั้นก็เห็นถึงความเป็นเช่นนั้นของมันเอง
ซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยทุกๆ เหตุการณ์
ไม่ว่าจะดี-ร้าย สมหวัง-ผิดหวัง หรืออื่นๆ
ล้วนไม่ใช่เป็นตัวกำหนดสุขหรือทุกข์
เพราะมันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของมันเช่นนั้นเอง
แต่ใจเราต่างหากที่ไปทำปฏิกิริยากับมัน
หรือคิดไปต่างๆ นานา (สังขาร)
แล้วก็เลยออกมาเป็น "สุข" หรือ "ทุกข์"
ภายหลังที่เกิดการปรุงแต่งเข้าให้แล้ว 

อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


“ทางสายกลาง” คือ “การวางจิตเป็นกลาง”



สภาวธรรมของ “ทางสายกลาง” คือ “การวางจิตเป็นกลาง”
จิตที่ไม่โอนเอนไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือยึดมั่นในข้างใดข้างหนึ่ง
เช่นบุญ-บาป, ดี-ชั่ว, กุศล-อกุศล
นี่แหละถึงจะก้าวพ้น “ทวิภาวะ” ในทางโลกียะ
และเข้าถึง “โลกุตตระ” ในที่สุดได้
เพราะสภาวธรรมขั้น “โลกุตตระ” 
ไม่มี “ทวิภาวะ” ไม่มีการแบ่งแยก
จึงเรียกว่า ไม่มีเกิด-ไม่มีตาย ไม่มีจุดเริ่มต้น-ไม่มีจุดสิ้นสุด


อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ผู้ที่มุ่งความหลุดพ้นตั้งแต่ต้น ต้องมุ่งไปที่ปัญญาก่อน



โดยทั่วๆ ไป เขาสอน “ศีล-สมาธิ-ปัญญา”
ก็เพราะเป็นการสอนฆราวาสจากง่ายไปหายาก
ค่อยๆ ไต่เต้า เพื่อความหลุดพ้น
แม้ท้ายสุดจะหลุดพ้นไม่ได้
มีเพียงศีลก็ยังดี ยังได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ในภพชาติต่อไป
หากมีสมาธิเพิ่มขึ้นอีก ก็อาจไปถึงเทพหรือพรหม
ส่วนผู้ที่มุ่งความหลุดพ้นตั้งแต่ต้น ต้องมุ่งไปที่ปัญญาก่อน
เพราะถ้ามีสัมมาทิฏฐิแล้ว ที่เหลืออีก ๗ ข้อ ในมรรคมีองค์ ๘
ก็จะปฏิบัติถูกต้องหมด
ก็เปรียบเหมือนการขจัดความมืดในห้อง
ไม่ต้องหาวิธีอื่นๆ ให้เหนื่อยเปล่า
เพียงแต่นำแสงสว่างเข้าไป
ความมืดก็หายไปเองโดยอัตโนมัติ
เมื่อความมืดหายไป
เราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในห้องได้อย่างชัดเจน
เห็นถึงความสวยงามของห้อง รวมทั้งมุมต่างๆ ด้วย
“ปัญญา” ก็เหมือนกับแสงสว่างที่กล่าวถึงนี้

อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



การบำเพ็ญบารมีธรรม ไม่ใช่เพื่อ “มุ่งหวังผล”




การบำเพ็ญบารมีธรรม ไม่ใช่เพื่อ “มุ่งหวังผล” 
หรืออยากได้สิ่งใดจากการปฏิบัติ 
แต่เป็นเพราะได้เห็นโทษของสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่างหาก
แล้วจึงลงมือปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่ความไม่มีอะไร (วาง – ว่าง) 
หรือสู่ความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดเลย 
นี่แหละจึงเรียกว่า ปฏิบัติธรรม
หรือบำเพ็ญบารมีธรรมที่แท้จริง

อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา