แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่แบน ธนากโร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่แบน ธนากโร แสดงบทความทั้งหมด

ถ้าหากว่าเห็นชัดตามความเป็นจริงแล้ว


การจะเห็นอะไรก็ช่าง
ถ้าหากว่าเห็นชัดตามความเป็นจริงแล้ว
ใจไม่มีความลังเลสงสัย
ใจของเราจะปล่อยวาง
สิ่งที่เราเห็นชัดนั้น
สิ่งใดที่เรายังไม่เห็นชัด
สิ่งนั้นเราจะต้องลูบคลำ
แล้วจะต้องไปยึดไปถือ
ไปพอใจและไม่พอใจ
ในสิ่งที่เรายังไม่เอาใจ
เข้าไปรู้ไปเห็นให้แจ่มแจ้งนั้น

หลวงปู่แบน ธนากโร
❤️
การปล่อยวางเกิดขึ้นเมื่อ "จิต" เห็นตามความเป็นจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย
ว่าไม่มีสิ่งใดยึดไว้ได้เลยเพราะมันต้องเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา
จึงสิ้นความยึดมั่นถือมั่นลงไปเอง
ภาพ Pintrest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

3 ก.ค..68 

 

ถอนเราออกจากตัวสมุทัยอยู่เสมอ


ถอนเราอยู่เสมอ
ถอนเราออกจากคำว่า “สังขาร” อยู่เสมอ
อย่าไปยึดสังขารเป็นความปรุงความแต่ง
ตัวสมุทัยนั้นอย่าไปยึด
ถอนเราออกจากสมุทัย
ถอนเราออกจากตัวสมุทัยอยู่เสมอ
ไม่มีอะไรเป็นสมุทัย
นอกจากตัวปรุงตัวแต่งตัวนี้ล่ะเป็นเหตุ
เหตุที่สมมุติกันว่าเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
เปลื้องออกมาให้ได้
จิตที่เปลื้องออกมาได้นั้น
ไม่ต้องพูดว่าเป็น นิโรธ
ไม่ต้องพูดมันก็เป็น
เพราะเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์มันไม่มี

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by jggrz from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


12 ก.ค.67


 

รู้อะไรหลงทั้งนั้น


รู้อะไรหลงทั้งนั้น ถ้ายังไม่รู้จิตของเจ้าของ... 
ความดีเราก็หลงความดี 
เรื่องความไม่ดีเราก็หลงความไม่ดี 
เรื่องสิ่งที่ชอบใจเราก็หลงในสิ่งที่ชอบใจ 
ไม่ชอบใจเราก็หลงในสิ่งที่ไม่ชอบใจนั้น  
ถ้าเรารู้จิตของเราแล้ว 
เราจะไม่หลงสิ่งนั้นๆ 
เพราะสิ่งนั้นๆ เป็นของเกิดมาดับไปเท่านั้น
ศาสนาของพระพุทธเจ้า 
เป็นศาสนาสอนให้รู้จิตเห็นจิต 
เพราะพระพุทธเจ้ารู้จิตเห็นจิตชัดแล้ว 
ประโยชน์ของการรู้จิตเห็นจิตนี้
หาประมาณไม่ได้ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรียกว่าประกาศพระศาสนา 
สอนให้รู้จิตเห็นจิตของเราเท่านี้ 

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by neelam279 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





 

สัมมาปฏิปทา


พระพุทธโอวาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น 
ท่านทรงเตือน ให้เราละความชั่ว ประพฤติความดี 
เมื่อละความชั่ว ประพฤติความดีแล้ว 
ที่สุดก็ทรงสอน ให้ละสิ่งทั้งสองนี้ไปเสียด้วย
ละให้ได้ ทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งบุญ ทั้งบาป 
ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ ทั้งหลาย...
..ให้วางทั้ง สุขและทุกข์ 
การวางทั้งสองได้นี้ เป็นสัมมาปฏิปทา 
ท่านเรียกว่าเป็นทางสายกลาง

หลวงปู่แบน  ธนากโร

Image by Peggy_Marco from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/




 

สัจจะที่ประเสริฐ


การที่จิตจะรู้แจ้งในจิต 
จิตจะต้องมาชัดในชาติความเกิด 
ชราความแก่ มรณะความตาย เป็นทุกข์ 
เดี๋ยวนี้มันยังไม่เห็นความเกิด 
ความแก่ ความตาย เป็นทุกข์ 
ไม่มีโอกาสที่จะรู้แจ้งในจิตได้ 
ในเมื่อจิตที่ไม่รู้แจ้งจิตเอง 
จิตก็ต้องมืดอยู่อย่างนั้น 
ทุกขสัจเป็นสัจจะที่ประเสริฐ 
ผู้ปฏิบัติที่มองข้ามอันนี้ 
เรียกว่ามองข้ามหนทางอันประเสริฐ 
หรือมองข้ามทรัพย์อันประเสริฐ 
แล้วจะไม่มีโอกาสได้สิ่งประเสริฐเลย 
มันได้แต่อุปกิเลสเท่านั้นล่ะ

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by Willgard from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เป็นอย่างไรช่างเขา


ใจของเรา มันอยู่ตรงไหน 
ใจมันก็ไปอยู่ตรงนั้น
อย่าให้ใจมันไปลอยอยู่ในเสียงต่างๆ 
ให้มันตั้งมั่น ให้มันแน่วแน่
ความแก่ ไม่ต้องมีใครไปสอน ตายก็เหมือนกัน 
ธรรมชาติของเขาจะต้องเป็นอย่างนั้น
พระพุทธเจ้าท่านก็ปล่อยวางไปตามธรรมชาติ 
อย่าไปยับยั้ง
ตัวยับยั้งตัวนั้นแหละ คือตัวไม่ปรารถนา 
เป็นอย่างไรช่างเขา ช่างเขา ๆๆๆ 
ไม่ต้องไปสนใจ

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by KIMDAEJEUNG from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่าให้จิตไปติดในสิ่งที่เกี่ยวข้องนั้น


มันมีของที่เกิด 
และของที่ทำลายไป 
มีสิ่งที่เกิดขึ้น
แล้วก็มีสิ่งที่มาทำลายไป 
อันนี้เป็นธรรมชาติ 
.
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้แก้ไขธรรมชาติ 
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้แก้จิตแก้ใจ 
แก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตในใจ 
อย่าให้มันเกาะอยู่ในจิตได้ 
.
... สิ่งที่จิตไปเกี่ยวข้อง จะเป็นสิ่งใดๆ ก็ช่าง 
อย่าให้จิตไปติดในสิ่งที่เกี่ยวข้องนั้น 
ถ้าหากว่าจิตไปติดในสิ่งที่เกี่ยวข้อง 
สิ่งนั้นๆ ทั้งหมดเป็นของที่เกิดมา
 แล้วก็เป็นของเกิดมาแก่ 
เกิดมาเจ็บ เกิดมาตาย แล้วก็มาทุกข์
... จิตไปติดสิ่งที่เกิดมาทุกข์ เราก็ทุกข์ไปด้วย 
ถ้าหากว่าจิตเป็นอิสระ
ไม่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดมาทุกข์ 
จิตก็ไม่ทุกข์

หลวงปู่แบน ธนากโร
 
Image by PavanPrasad_IND from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

สงบ ไม่สงบ ไม่สน ทำให้ยิ่งอยู่เสมอ



การบำเพ็ญจิตตภาวนา อย่ามุ่งแต่ให้ใจสงบ...
ความไม่สงบเกิดขึ้น เราก็ไม่ไปติด
ในเมื่อเราไม่ติด แล้วเราจะไปเดือดร้อน 
ไปเป็นทุกข์ เพราะความไม่สงบของใจได้อย่างไร…
พอใจแต่ความสงบ ก็จะเจอสิ่งที่ไม่พอใจ
สงบ ไม่สงบ ไม่สน ทำให้ยิ่งอยู่เสมอ
เราไม่ได้ทำเพื่ออะไร เราทำเพื่อละ 
ทำเพื่อปล่อยวาง ทำเพื่อสลัดทิ้ง 
ดีก็ไม่เอา จะเอาทำไม 
เอาแล้วหนักทั้งนั้น เป็นภาระทั้งนั้น

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by kalyanayahaluwo from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เขาก็เปลี่ยนแปลง แล้วเขาก็ดับ


ธรรมทั้งหลายที่เป็นผลของการปฏิบัติ 
จะเป็นธรรมที่สว่างไสว 
จะเป็นธรรมที่หยาบ ปานกลาง ละเอียด 
หรือจะเป็นธรรมที่ประณีตขนาดไหมเพียงไรก็ช่าง 
ถ้าหากว่าเห็นผลของการปฏิบัติแล้วไปยึด 
อันนั้นไม่ถูกทาง ไปยึดล่ะผิดทั้งนั้น 
เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละ 
ไม่ได้สอนให้ยึด...
นักภาวนาถ้ามีจิตสงบ 
ชอบมีสิ่งให้รู้ให้เห็น 
 ไปเห็นสิ่งนั้นๆ แล้วก็ไปยึดติด 
ผลที่จะเป็นไปต่อไปมันก็ไม่ก้าวหน้า 
มันก็ไม่เป็นไปอย่างที่มันเคยเป็นแล้วนั้นอีก 
ในที่สุดผลของการปฏิบัติมันก็เสื่อมไปหมดไป 
เพราะธรรมทั้งหลายเขาเกิดมาแล้ว
เขาก็เปลี่ยนแปลง  แล้วเขาก็ดับ

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by KELLEPICS from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ไม่ต้องตั้งใจที่จะปล่อยวาง


..ที่ใจของเรา "ยึด" นั้น 
ก็เพราะใจของเราไม่แจ้งชัด
ตามความเป็นจริง 
ใจของเราแจ้งชัด
ตามความเป็นจริงขณะใด 
ขณะนั้นใจของเราปล่อยวางเอง
โดยไม่ต้องตั้งใจที่จะปล่อยวาง...

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by AdelinaZw from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่าไปยึดว่าเป็นของเรา


ธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น อันนั้นจะต้องดับทั้งนั้น 
จึงอย่าไปยินดีอย่าไปยินร้ายกับมัน 
มันจะร้ายขนาดไหนก็เป็นของเกิดมาดับ 
อย่าไปยึดว่าเป็นของเรา...
หากว่าความุว่นวายฟุ้งซ่านอันนั้น
มันดับไปแล้ว จิตมันใส จิตมันสว่างขึ้น
เมื่อเราแก้มันได้แล้ว 
มันก็เอาสิ่งที่ชอบใจมาล่อเราอีก 
ให้เราติดอยู่ในความใส ให้เราติดอยู่ในความเย็น...
ความสว่างไสว...มันจะเกิดขึ้นมาจากไหนก็ช่าง 
อันนั้นล้วนแต่เป็นของเกิดดับเหมือนกันทั้งนั้น
ก็เพราะมันเป็นของเกิด มันต้องเป็นของดับ 
ความสว่างก็สักแต่ว่าความสว่างเท่านั้น

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by KLAU2018 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ต้องทำเราให้เป็นที่พึ่งแก่เราให้ได้


ถูกอยู่..พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง 
พระธรรมเป็นที่พึ่ง 
พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง 
แต่เราเป็นที่พึ่งแก่เราไม่ได้ 
แล้วอะไรจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ 
เรานี้ล่ะ จะต้องทำเราให้เป็นที่พึ่งแก่เราให้ได้ 
แล้วทุกสิ่งทุกอย่างเป็นที่พึ่งแก่เราได้หมด 

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by Leolo212 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ถึงเรายึดโลก โลกก็ไม่ยอมให้เรายึด


โลกนี้โลกแห่งสมมุติ เกิดมาเพื่อเสื่อม 
เป็นของที่เกิดมาแก่ มาเจ็บ มาตาย 
เป็นเราเพียงแต่สมมุติเรียกกัน 
เอาของที่มีอยู่แล้วมาสมมุติกัน 
เป็นของเกิดมาตาย 
โดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร 
เอาใจเข้าไปถาม 
แล้วความจริงก็จะบอกเรา 
ว่าเป็นของทิ้งจริงๆ 
ของเป็นของทิ้งโดยธรรมชาติ 
เขาก็ทิ้งของเขาโดยธรรมชาติอยู่แล้ว  
เขาไม่ได้ต้องการให้เราไปยึดถือเขาอยู่แล้ว 
เราไม่ต้องเจตนาไปทิ้งเขา 
เขาก็ทิ้งเขาเองอยู่แล้ว

หลวงปู่แบน ธนากโร 

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ก็จะไม่หลงสังขารว่าเป็นจิต


คำว่าหลงๆ ทั้งหลายไม่ใช่หลงสิ่งอื่น 
หลงกายเรา หลงจิตเรานี้ 
คำว่ารู้ๆ ไม่ใช่รู้อะไร 
รู้กายและรู้จิตของเรานี่เอง 
ถ้าหากว่าเห็นจิตชัดลงไป 
ก็จะไม่หลงสังขารว่าเป็นจิต 
ถ้าหากว่ายังไม่เห็นจิตอยู่ตราบใด 
ก็ยังหลงว่าสังขารนั่นล่ะ 
เป็นจิตอยู่ตราบนั้น

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by fietzfotos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ถ้าเห็นเป็นของว่าง ใจมันปล่อยทันที


..เราไปว่าของเกิดมาตาย
เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นชาย เป็นหญิง 
เขาไม่ได้เป็นอะไร 
สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นตายทั้งนั้น 
เราว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา 
สิ่งนั้นมันแก่ไหม 
สิ่งนั้นมันตายไหม 
ให้มันรู้ความจริงในสิ่งที่มาสัมผัส 
สิ่งใดที่มาสัมผัส
สิ่งนั้นเกิดมาตายทั้งนั้น 
สิ่งที่มาสัมผัสทางหู ทางตา 
ของเกิดมาตายทั้งนั้น 
เห็นเป็นของว่างไปหมด 
ว่างจากจิตจากใจ 
ถ้าเป็นตัวเป็นตน 
ก็เป็นจากจิตจากใจนี้ มันยึดไว้ 
ถ้าเห็นเป็นของว่าง 
ใจมันปล่อยทันที

หลวงปู่แบน ธนากโร

Photo by Leigh Cooper on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ไฟจะเป็นอันตรายได้อย่างไร


สังขารมันปรุงอยู่อย่างนั้น
เหมือนไฟไหม้อยู่ตลอดเวลา 
แต่ถ้าไม่มีใครเติมเชื้อไฟ มันก็ดับ 
การที่มีเชื้อเราไปปรุงต่อเสริมต่อ 
เราไปยึดอันนั้นเป็นเรา 
ให้ได้ตามที่เจ้าของปรารถนา 
แล้วก็วุ่นวาย 
เพราะยึดติดสังขารตัววุ่นวาย 
ถ้าหากไม่ยึดสังขารตัววุ่นวาย 
สังขารก็เป็นธรรมชาติอยู่อย่างนั้น 
เหมือนกับไฟอย่างนี้ 
ไม่มีใครไปยุ่งกับไฟ 
ไฟจะเป็นอันตรายได้อย่างไร

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by Greza from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


มันยึดติดทั้งนั้น


ความไม่รู้แจ้งในจิตของเรา 
ท่านหมายถึง "อวิชชา" 
เมื่อไม่รู้ชัดในจิต อะไรเกิดขึ้นที่จิต 
มันยึดติดทั้งนั้น 
"อุปาทาน" ยึดทั้งนั้น 
ยึดสิ่งที่เกิดขึ้น ๆ ๆ ๆ 
ถ้าหากเห็นชัดในจิตแล้ว 
อะไรเกิดขึ้นในจิต ก็ "สักแต่ว่า" 
ของเกิดมาดับ ก็มันเห็นชัดๆ 
สิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วดับไป 
แล้วเราจะไปยึดสิ่งที่เกิดขึ้น
ว่าเป็นเราได้อย่างไร ?

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by AJS1 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความไม่สงบเกิดขึ้น เราก็ไม่ไปติด


ความไม่สงบเกิดขึ้น เราก็ไม่ไปติด
ในเมื่อเราไม่ติด 
แล้วเราจะไปเดือดร้อน 
ไปเป็นทุกข์ 
เพราะความไม่สงบของใจได้อย่างไร 
คำว่าสังขารต้องเป็นสังขาร
พระพุทธเจ้าท่านไม่แต่งสังขาร..  
พระพุทธเจ้าท่านให้รู้สังขาร
คำว่าแต่งสังขารก็หมายความว่า 
ทะเลไม่ให้มีคลื่นเป็นไปไม่ได้ 
แม้แต่พระพุทธเจ้า
ท่านก็ไม่สามารถที่จะไปแต่งทะเลให้เรียบได้ 
เพียงแต่ให้รู้ทะเล ให้รู้สังขารเท่านั้น
พอใจแต่ความสงบ ก็จะเจอสิ่งที่ไม่พอใจ
สงบ ไม่สงบ ไม่สน ทำให้ยิ่งอยู่เสมอ
เราไม่ได้ทำเพื่ออะไร 
เราทำเพื่อละ ทำเพื่อปล่อยวาง 
ทำเพื่อสลัดทิ้ง ดีก็ไม่เอา 
จะเอาทำไม เอาแล้วหนักทั้งนั้น 
เป็นภาระทั้งนั้น

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




ท่านให้ "วาง"


อาการของจิตในส่วนของกุศล
และส่วนอกุศล เป็นสังขารทั้งหมด..
พระพุทธเจ้าท่านให้ละความคิด
ที่เป็นบาป เป็นอกุศล 
แล้วก็ให้ละความคิดที่เป็นบุญ เป็นกุศล
ถ้าไป "ยึดติด" ในกองกุศล 
ในกองบุญ ในความดี 
ก็ยัง "ยึดติด" ใน "กองสังขาร" นั้นอยู่
พระพุทธเจ้าท่าน​ละ​ได้
ทั้งสังขารที่เป็นบาปและสังขารที่เป็นบุญ
อารมณ์ที่เป็นกุศล อารมณ์ที่เป็นอกุศล..
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เป็นอาการของจิต
ทั้ง "ผู้รู้" และ "ผู้หลง" 
ล้วนแต่เป็นอาการของจิตทั้งคู่ 
ท่านให้ "วาง"

หลวงปู่แบน ธนากโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


"พระอรหันต์" ฆราวาสก็เป็นได้



พระอนาคา ฆราวาสก็เป็นได้ 
แม้แต่เป็น "พระอรหันต์" ฆราวาสก็เป็นได้
บางท่านก็กล่าวว่าฆราวาสเป็นพระอรหันต์
อายุจะไม่เกินเจ็ดวัน เพราะฆราวาส
ไม่สามารถจะทรงคุณธรรมของพระอรหันต์ไว้ได้
ทำให้เราคิด "อรหันต์" นี้ จะฆ่าคนเชียวเหรอ 
มันอดที่จะคิดไม่ได้ 
จิตใจสะอาดจิตใจบริสุทธิ์ 
อยู่ตรงไหนก็สมบูรณ์อยู่แล้ว 
ยังเดินอยู่ ยังหายใจอยู่ 
มันไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
สามารถที่จะทำประโยชน์
ให้กับโลกได้อย่างเต็มที่เหมือนกัน 
ในด้านเหตุผล ก็ทำให้เราอดคิดไม่ได้ 
อยู่ตรงไหน ๆ ให้ปฏิบัติให้ยิ่ง ไม่ต้องไปกลัวว่า 
เมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วมันจะตาย 
พระอรหันต์" ยังกลัวตายอยู่เหรอ....

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by Alexis from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา