แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร แสดงบทความทั้งหมด

ทุกข์เป็นเพียงความรู้สึกคิดนึก



เมื่อเอาความทุกข์นั้นตั้งต้น 
แล้วสาวหาเหตุของทุกข์นั้น 
จึงทราบว่า ทุกอย่างเป็นเพียงความรู้สึกคิดนึก
ปรุงแต่งขึ้นมาให้สับสนวุ่นวายอลวนไม่มีที่สิ้นสุด 
ไม่ใช่ของจริงเป็นเพียงสิ่งสมมุติ 
..ยอมรับความจริงซะก็หมดเรื่อง 
ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันคือละครมันหลอกเราทุกอย่าง 
ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ลุ่มหลงวุ่นวายไปกับมัน 
ให้เจริญสติให้มาก 
ทั้งอิริยาบถและมองดูความรู้สึกคิดนึกปรุงแต่งของเรา 
เมื่อมีสติกำกับอยู่ไม่พลาดจนชำนิชำนาญ 
นั้นแหละคือตัวสมาธิ ที่แทรกอยู่ในตัวของมันเอง
เหมือนขบเกลียวเชือก..ผสมผสานกลมกลืนกัน 
สุดท้ายจะเห็นเข้าไปข้างในเองว่า 
ไอ้ตัวสมมุติมาหลอกกูอยู่ตั้งนมนานกาเล

หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




การปฏิบัติให้พ้นทุกข์ไม่ใช่ของยาก



แท้จริงแล้วการปฏิบัติเพื่อให้พ้นไปจากกองทุกข์นั้น
ไม่ได้ยากอย่างที่เราคิดดอก เพราะมันอยู่เหนือความคิด
ความนึกและความปรุงแต่งใดๆ 
เพียงเราเดินตามมรรคมีองค์ ๘ ให้บริบูรณ์
ย่นลงก็คือศีล สมาธิ ปัญญา 
หมั่นพิจารณาพระไตรลักษณ์อยู่เนืองๆ 
จิตมันจะค่อยๆ เห็นความเป็นจริง
จนยอมรับด้วยตนเองในที่สุด

หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เราได้ภาวนานั้นคือพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา



พระพุทธเจ้าเตือนพวกเราว่า "วันคืนล่วงไปๆ เธอทำอะไรอยู่"
เราได้พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม จริงไหม..
เราได้ภาวนานั้นคือพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา
พิจารณากายเวทนา จิต ธรรม..
ผู้ใดเห็นจิตเศร้าหมอง เห็นจิตผ่องใส ผู้นั้นเห็นธรรม
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต
เห็นตัวสภาวะ นั่งยืนเดินนอนเป็นไตรลักษณ์
เป็นพุทธสภาวะ เกิดดับๆ ไป
เราก็...พระพุทธเจ้าอยู่กับเรา คุ้มครองเรา
ไม่ให้ตกไปที่ต่ำ นี้แหละคือธรรมะ..

หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เอกายนมัคโค คือมีสติ




เอกายนมัคโค ทางสายเอก ทางผู้เดียว
ผู้เดียวคือมีสติ จิตเป็นหนึ่งอยู่ผู้เดียว
นั่งเดินยืนนอนคู้เหยียดอยู่ ไม่สนใจในเรื่องผู้อื่น
ตากระทบไป มันก็รูป ไม่ใช่สัตว์บุคคล
เสียงเข้ามา...ก็เพียงบอกว่านั้นเพียงเสียง ไม่ใช่สัตว์บุคคล ......
เราพิจารณาอยู่เป็นนิตย์อย่างนี้ โดยเพียรอยู่ตลอดเวลา
สามารถรู้แจ้งแทงตลอดในทวารทั้ง ๖ หรือวิญญาณ ๖
ก็สามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้โดยเร็วพลัน


หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร

ผู้ที่ไปนิพพานได้



          นิพพานนี้เป็นภูมิหนึ่ง แต่ไม่ใช่ภพ ฟังให้ดี นิพพานไม่ใช่ภพ ถ้าเป็นภพก็จะมีเกิดมีตาย แต่นิพพานไม่เกิดไม่ตาย และต้องท่านผู้ที่ทำลายความรู้สึกคิดนึกปรุงแต่ง ได้หมดราบคาบแล้วเท่านั้น จึงจะไปนิพพานได้

                                                                                       หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร

ธรรมชาติที่แท้จริง



          หากเราพิจารณาให้ดี ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา ที่รวมเรียกว่าอายตนะ ๖ เรามีสติรับรู้การกระทบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับอายตนะทั้ง ๖ แล้วดับไปอยู่ทุกขณะ สุดท้ายเราจะเห็นความจริงว่า ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแล้วแต่สมมุติ ทำไมจึงว่าสมมุติ? ก็เพราะว่ามันไม่เที่ยงแท้คงทน จะตั้งอยู่อย่างนั้นชั่วกัลปาวสานก็หาไม่ จะช้าหรือเร็วก็ต้องดับเหมือนกันหมด นั้นแหละคือธรรมชาติที่แท้จริง

                                                                                              หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร

พระพุทธเจ้าให้ใช้สติตามดูจิต



ศีลของพระอริยเจ้ามีข้อเดียว นั่นคือการมีสติเป็นปรกติ
เพราะศีลหมายถึงการปฏิบัติตนด้วยความปรกติของจิต
ที่ประกอบไปด้วยสติแน่วแน่
ไม่หลงลืมหน้าหลังงัวเงียด้วยอวิชชา ดังพระพุทธเจ้าตรัสว่า
เธอจงตามดูจิตที่ไปไกลแสนไกล เธอจะพ้นบ่วงแห่งมาร
แล้วทรงให้ใช้อะไรตามดูจิตเล่า ก็สตินั่นแหละ ไม่ใช่อะไรอื่น

หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร

คนดูตัวเอง ไม่ตกต่ำ



คนดูตัวเอง ดูในกายใจของเราเองนี้
ไม่เพ่งโทษคนอื่น
นั้นแหละเขาจะเจริญรุดหน้าไปเรื่อย 
ไม่ตกต่ำเลย เชื่อเถอะ


หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร

ศีลปรมัตถ์มีข้อเดียว คือการมีสติเป็นปรกติ




ศีล มี ๒ ประเภท คือ ศีลบัญญัติ เช่น ศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๒๒๗
ซึ่งยังเป็นของสมมุติ เพราะพระพุทธเจ้ามาบัญญัติศีลเหล่านั้น
หลังจากมีพระรัตนตรัยแล้วด้วยซ้ำ 
อย่าถือมั่นว่า ศีล ๒๒๗ ทำให้เกิดพระอรหันต์
เพราะเมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาใหม่ๆ 
มีพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้ว แต่ศีลบัญญัติเหล่านี้ยังไม่มีสักข้อ 
ต่อเมื่อภิกษุรุ่นหลังปฏิบัติตนไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมตามสมณวิสัย 
พระองค์จึงทรงบัญญัติศีลเหล่านี้ขึ้นเพื่อควบคุมความประพฤติของภิกษุเหล่านั้น 


ส่วนศีลอย่างที่สองคือศีลปรมัตถ์ เป็นศีลของพระอริยเจ้า 
มีข้อเดียวนั่นคือการมีสติเป็นปรกติ


หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร

สติและสมาธิ กลมกลืนกันในตัว



หากเรามีสติระลึกรู้จริงๆ 
กับการกระทบต่างๆ ที่เกิดดับอยู่ตลอด 
มันจะเป็นทั้งสติและสมาธิ กลมกลืนกันในตัว 
ไม่ช้าก็เร็ว เราจะเห็นความจริงได้ด้วยตนเอง 
ดังที่พุทธองค์ท่านตรัสว่า 
“มีดวงตาเห็นธรรม” นั้นเอง

หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร