แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่านพุทธทาสภิกขุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่านพุทธทาสภิกขุ แสดงบทความทั้งหมด

การดับทุกข์ ก็คือ การดับความยึดมั่นถือมั่น


การดับทุกข์ ก็คือ
การดับความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง
และวิธีที่ดีที่สุดก็คือ...อย่าให้มันเกิด
ถ้ามันจะเกิด ก็ดับมันทันที
ทำอย่าให้มันเกิดได้
จึงจะเป็นการถูกต้องที่สุด
เพราะฉะนั้น (พระพุทธองค์) จึงตรัสว่า...
หลุดพ้นจากทุกข์ คือไม่ทุกข์
เพราะไม่ยึดมั่น "อนุปาทา วิมุจฺจนฺติ"
หลุดพ้นจากทุกข์ เพราะไม่ยึดมั่น
ที่นี้! ก็มาถึงว่าจะหลุดพ้นได้อย่างไร?
หลุดพ้นได้ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง
(พระพุทธองค์) จึงตรัสว่า
"สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อปจฺจคํ"
หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ
สัมมาทิฏฐิ ก็คือความรู้อันถูกต้อง
ว่าโลกนี้เป็นของว่าง...
ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
นี่คือ! สัมมาทิฏฐิสูงสุด
สัมมาทิฏฐินี้บางที
ไม่เรียกชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ
บางทีเรียกชื่อว่า "ปัญญา"
ฉะนั้น จึงมีประโยคบางประโยค
ที่ตรัสไว้ว่า "ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ"
ย่อมบริสุทธิ์จากทุกข์ได้ด้วย "ปัญญา"
ท่านพุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากหนังสือ "โอวาทท่านพุทธทาส"
จัดพิมพ์โดย ชมรมพุทธรักษา
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

จงทำจิตให้ ว่างจากความยึดถืออย่างเดียวเถิด


จงทำจิตให้
ว่างจากความยึดถืออย่างเดียวเถิด
หน้าที่ทั้งปวงก็จะหมดลงทันที
ไม่ต้องมีใคร
เป็น "ผู้ลุถึงนิพพาน"
นอกไปจาก...
จิตซึ่งหมดความยึดถือ
ว่าตัวมันเองเป็น "ตัวตน"
อย่างเด็ดขาดแล้ว
ท่านพุทธทาสภิกขุ
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

9 มี.ค.69


 

การหลุดพ้น ที่แท้จริง


หลุดพ้นเสียจากความรู้สึกว่า
กู หลุดพ้นแล้ว...
นั่นแหละ! จึงจะเป็นการหลุดพ้น ที่แท้จริง
.
ต่อเมื่อใด
ไม่มี...ความรู้สึกที่เป็นอุปาทาน
ว่า“ตัวกู” ว่า“ของกู” เมื่อนั้นแหละ!
จึงจะเรียกว่า..
ไม่มีอะไรติดเป็นการหลุดพ้นที่แท้จริง ฯ
พูดอีกอย่างหนึ่ง ก็ต้องพูดว่า
มันไม่มี...ใครติด
มันไม่มี...ใครหลุด
ว่าง...จากตัวคนที่จะติด หรือจะหลุด
นั่นแหละ! จึงจะเป็นการหลุดพ้นที่แท้จริง
.
ท่านพุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา
หัวข้อเรื่อง “สุขแท้เมื่อสิ้นสุดแห่งความสุข”
แสดง ณ สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา
เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๕
จากหนังสือชื่อ “สุขแท้เมื่อสิ้นสุดแห่งความสุข”
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

26 ม.ค.69



 

ธรรมชาติของจิตที่บริสุทธิ์


ธรรมชาติของจิตที่บริสุทธิ์นั้น
เหมือนกับน้ำใสที่ปราศจากสีสันใดๆ
แต่เมื่อจิตถูกครอบงำ
ด้วยความยึดมั่นและอัตตา
มันจะขุ่นมัวและทุกข์ระทม
การตื่นรู้จึงหมายถึง
การปล่อยวางสิ่งที่ถ่วงจิตใจ
และกลับคืนสู่ธรรมชาติอันบริสุทธิ์นั้นอีกครั้ง
ท่านพุทธทาสภิกขุ

*******
ความยึดมั่นคือรากเหง้าของทุกข์
ท่านพุทธทาสสอนว่า ความทุกข์เกิดจาก
ตัณหา และ อุปาทาน หรือการยึดมั่น
ในตัวตนและสิ่งต่างๆ ว่าเป็นของเรา
ท่านเปรียบความยึดมั่นว่า
เป็นดั่งเชือกที่รัดใจไว้
จนทำให้จิตใจไม่สามารถเคลื่อนไหว
ไปสู่ความสงบได้
“เมื่อปล่อยวางได้
ความสุขที่แท้จริงจะบังเกิดเอง
เพราะจิตที่ไม่ยึดติดไม่ต้องเหนื่อย
กับการวิ่งตาม หรือผลักไสสิ่งใด”
ความตื่นรู้ไม่ใช่เรื่องของปัญญา
แต่เป็นเรื่องของ
”การเห็นความจริง”
การตื่นรู้หรือ “รู้แจ้ง”
ไม่ใช่การบรรลุความรู้ลึกซึ้งทางปัญญา
แต่เป็น การมองเห็นธรรมชาติ
ของชีวิตตามความเป็นจริง ซึ่งไม่เที่ยงแท้ (อนิจจัง)
เป็นทุกข์ (ทุกขัง)
และไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา)
การตื่นรู้คือการเข้าใจว่าทุกสิ่งไม่ใช่ของเรา
และไม่มีสิ่งใดที่เราควรยึดถือไว้
ถ้าปล่อยได้ ใจก็เป็นอิสระ
การตื่นรู้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขณะ
เพียงแค่เรารู้ตัวอยู่กับปัจจุบัน
และสังเกตความรู้สึกนึกคิดโดยไม่เข้าไปยึดมั่น
“เมื่อรู้สึกโกรธ จงดูมัน ไม่ใช่เข้าไปเป็นโกรธ
เมื่อรู้สึกสุข จงดูมัน ไม่ใช่หลงไปกับสุข”
ความรู้สึกทั้งหลายล้วนมาแล้วไป
เหมือนเมฆลอยผ่านฟ้า
แต่ท้องฟ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เช่นเดียวกับจิตที่ตื่นรู้
ซึ่งไม่ถูกรบกวนด้วยอารมณ์ใดๆ
.
Credit:
• พุทธทาสภิกขุ. คู่มือมนุษย์.
• ธรรมบรรยายเรื่อง
“การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

23 ม.ค.69


 

คือ หมด “ตัวกู”


ให้มองโลก
เป็นสิ่งที่ต้องอยู่ใต้ฝ่าเท้า ต้องสลัดสุข
ที่ทำให้เป็นทาส
นี่! ในแง่ของจริยธรรม กล่าวว่า
อย่า เป็นทาสของอารมณ์
อย่า เป็นทาสของอายตนะภายใน
คือ อย่าเป็นทาสของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
หรืออย่าเป็นทาสของอายตนะภายนอก
คือ อย่าเป็นทาสของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ;
หรืออย่าเป็นทาสอารมณ์ ก็เรียก
อย่า เป็นทาสของอารมณ์
อย่า เป็นทาสของอายตนะ
แล้วโลกทั้งหมด จะมาอยู่...ใต้ฝ่าเท้าเรา
มีพระพุทธภาษิตว่า
กาม สุขสูงสุดในโลกนี้ ก็ดี
กาม สุขสูงสุดในสวรรค์ทั้งหลาย ก็ดี
มันไม่ได้ส่วนเลี้ยวที่ ๑๖
ของสุขที่มาจากความสิ้นไปแห่งตัณหา
ถ้าเราแสวงหาความสุขอย่างโลกๆ
ในมนุษยโลก ในเทวโลก
แล้วเราจะเป็นทาส คือเป็นทาสของอารมณ์
เป็นทาสของกิเลสตัณหา อย่างนี้...
ความสุข ทําให้เราเป็นทาส.
ถ้าเราแสวงหาความสุขจากความสิ้นตัณหา
สิ้นอุปาทาน สิ้นกิเลส นี้เราไม่เป็นทาสของอะไร
เราเปลื้องตัวออกมาจากความเป็นทาสได้
เพราะฉะนั้น ท่านจึงว่า...
ความสุขที่ได้จากกามารมณ์ในโลกนี้
หรือในสวรรค์ก็ตาม
เทียบกันแล้วไม่ได้เสี้ยว
ที่ ๑๖ ของความสุขที่เกิดมาจากนิพพาน
คือ หมด “ตัวกู”
-----------------------------------------------------------------
ท่านพุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายชุดสันทัสเสตัพพธรรม
ลำดับที่ ๕ เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ หัวข้อ
เรื่อง “โลกในทัศนะของพุทธบริษัทคืออะไร?”
จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า...
“สันทัสเสตัพพธรรม” หน้า ๑๗๑-๑๗๒

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

5 ม.ค.69


 

หัวใจของ “การปฏิบัติ” ที่สรุปย่อที่สุด


หัวใจของ “การปฏิบัติ” ที่สรุปย่อที่สุด
และควรถือว่าประเสริฐที่สุด
เกี่ยวกับ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น
.
…. “ ถ้าท่านถูกชาวต่างประเทศถามว่า
จะปฏิบัติให้ถูกหัวใจพระพุทธศาสนานั้น
จะปฏิบัติอย่างไร?
ก็ตอบโดยอาศัยพระพุทธภาษิตอีกเหมือนกัน เราไม่ต้องเอาความคิดของเราไปตอบ.
…. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสการปฏิบัติไว้
อย่างสรุปหมดและครบถ้วนนี้ว่า
เมื่อเห็นรูปด้วยตา ก็สักว่าดู,
เมื่อได้ฟังเสียงทางหูนี้ ก็สักว่าได้ยิน,
เมื่อได้กลิ่นทางจมูกนี้ ก็สักว่าได้ดม,
เมื่อได้ลิ้มรสทางลิ้นนี้ ก็สักว่าได้ชิม,
เมื่อได้สัมผัสทางผิวหนังผิวกายทั่วๆไปนี้
ก็สักว่าได้กระทบ,
และเมื่ออารมณ์ เช่นเรื่องเศร้า เป็นต้น
ได้เกิดขึ้นในจิตก็ให้เป็นสักว่ารู้
รู้ว่าอารมณ์เศร้า.
…. ขอทบทวนสำหรับท่านที่ยังไม่เคยฟังว่า
เห็นสักว่าดู เมื่อรูปมากระทบตา
ก็ดูให้รู้ว่าเป็นอย่างไร
และเราควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนั้นๆ
กับสิ่งที่ได้เห็นนี้ แต่อย่าไปเกิดรัก
หรือไปเกิดเกลียดเข้า
ถ้าไปเกิดรักก็อยากได้
ไปเกิดเกลียดก็อยากฆ่าให้ตาย
อย่างนี้มันก็มีผู้รักและผู้เกลียด
นี่เรียกว่า“ตัวตน”
ถ้าปล่อยไปในทางเป็นตัวตนอย่างนี้
ก็เป็นทุกข์และผิด.
…. ถ้าได้เห็นรูปแล้วให้มีสติปัญญา
มีสติสัมปชัญญะ อย่ามีกิเลสยึดถือ
มีสติปัญญารู้ว่าสิ่งที่เห็นนี้จะต้องทำอย่างไร
ก็ทำไปในทางที่ถูกที่ควร
หรือถ้าไม่ต้องทำอะไรก็เฉยเสีย
หากต้องการผลจากสิ่งนี้อย่างไร
ก็ทำไปด้วยสติ สัมปชัญญะ ด้วยสติปัญญา
อย่าปรุงเป็น“ตัวตน”ขึ้นมา
อย่างนี้ไม่มีความทุกข์ด้วย
และก็ได้ผลตามที่ต้องการด้วย.
…. นี่หลักปฏิบัติที่สรุปย่อที่สุด
และควรถือว่าประเสริฐที่สุด กล่าวคือสอนว่า
เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน
ได้กลิ่นสักว่าได้กลิ่น ได้ลิ้มสักว่าได้ลิ้ม
ได้สัมผัสสักว่าได้สัมผัส
ได้รู้สึกในใจสักว่าได้รู้สึกในใจ
ให้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น
แล้วสติปัญญามาทันที
แล้วจัดการไปตามที่ถูกที่ควร
ไม่เกิดมี “ผู้รัก” หรือ “ผู้เกลียด” ขึ้น
ถ้าอย่างกระทำไปตามความรัก
หรือความเกลียด อย่างนี้เรียกว่า “ตัวตน”
จิตนี้วุ่นวายแล้ว ไม่ว่าง
ไม่ประกอบด้วยสติปัญญาเสียแล้ว.
…. นี้เป็นภาษิตที่ตรัสแก่ พระพาหิยะทารุจิยะ
มัชฌิมนิกาย แพร่หลายมาก
นี่คือสรุปสั้นๆว่า “ปฏิบัติอย่างไร?”
ท่านพุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยาย หัวข้อเรื่อง “พระพุทธเจ้าสอนอะไร
หลักธรรมสำหรับนักศึกษาและปัญญาชน”
Cr. ธรรมะเพื่อทางพ้นทุกข์
โดย ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ธ.ค.68 


 

ไม่ต้องทำอะไร


ทำไมจึงพูดว่า “ไม่ทำอะไร”
ก็เพราะมัน ไม่มีตัวผู้ทำ
มันจะทำอะไรล่ะ — ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู
ที่เป็นความรู้สึกเป็นเจ้าของหรือผู้ทำ
มันทำ จึงเหมือนกับไม่ได้ทำ.
———
ถ้าเคยได้อ่านมาก เคยได้ยินได้ฟังมาก
ก็จะระลึกถึงพระพุทธภาษิตหรือสุภาษิต
ของพระเถระเถรีต่าง ๆ ที่มีว่า…
หรือว่า…
หรือ…
ลองฟังดูให้ดีเถิด…
“ปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องมีตัวผู้ปฏิบัติ”
นั่นแหละคือ วิธีที่ลัดที่สุด
———
ถ้ามีตัวผู้ปฏิบัติจะให้ดี
จะเอาดี จะเอาเด่น
เอาอย่างนั้น เอาอย่างนี้
จะเป็นพระอรหันต์อย่างนี้
จะมีผู้ปฏิบัติ
ถ้ามีผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล้ว
มันไม่มีหวัง มันยังมีแต่วุ่นวาย
ถ้าปฏิบัติโดยไม่มีผู้ปฏิบัติ
คือว่างนั่นแหละ — ถึงแล้วทันทีเดี๋ยวนั้น
เพราะมันว่างอยู่ก่อนแล้วนี่เอง
จึงเรียกว่า —
“ไม่ต้องทำอะไร”.
———
ท่านพุทธทาสภิกขุ ธรรมบรรยายเรื่อง “ไม่ต้องทำอะไร“
แสดงที่สวนอุศมฯ เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๐๘
"ปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องมีตัวผู้ปฏิบัติ”
นั่นแหละคือ วิธีที่ลัดที่สุด...
คือว่างนั่นแหละ —
ถึงแล้วทันทีเดี๋ยวนั้น...

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

16 พ.ย.68