แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณพศิน อินทรวงค์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณพศิน อินทรวงค์ แสดงบทความทั้งหมด

12 เหตุผลที่ทำให้ชาวพุทธหลายคน ไม่สามารถเข้าถึงผลแห่งการปฏิบัติภาวนา


12 เหตุผลที่ทำให้ชาวพุทธหลายคน ไม่สามารถเข้าถึงผลแห่งการปฏิบัติภาวนา
1. ถ้าไม่หายสงสัยจะไม่ทำ หมายความว่า เป็นคนที่ต้องเห็นถึงจะยอมทำ ต้องรู้ให้ได้ว่านรกมีจริง สวรรค์มีจริง ชาตินี้ชาติหน้ามีจริง ถ้าไม่เห็นด้วยตาตนเองจะไม่ยอมทำอะไรเลย ซึ่งถ้าคิดเช่นนี้ก็คงไม่ได้ทำอะไรจริงๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พิสูจน์ไม่ได้ พิสูจน์ได้แน่นอนแต่ต้องใช้เวลา ต้องพัฒนาจิตไปได้ระดับหนึ่งจึงสามารถรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะขอเห็นก่อนโดยไม่ลงมือปฏิบัติ คนพวกนี้จึงได้แต่โต้แย้งในสิ่งที่ตนเองสงสัย ทำให้สูญเสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ

2. เห็นประโยชน์และมีความศรัทธา แต่มีข้ออ้างมากมายเพราะความเกียจคร้าน คนเหล่านี้จะชอบทำบุญมากกว่าการภาวนา เพราะทำได้ง่ายกว่า ซึ่งก็ไม่ผิด แต่การทำบุญ ทำทาน ก็ไม่ใช่ตัวที่จะทำให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งได้ ถือว่าเป็นกลุ่มที่เข้ากระแสความดีแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงตัวแก่นของพระพุทธศาสนา

3. พูดมากเกินไป หมายความว่า เมื่อหาความรู้ได้แล้ว แทนที่จะลงมือปฏิบัติ กลับนำความรู้มาโต้เถียง วิเคราะห์ เที่ยวจับผิดสำนักนั้น สำนักนี้ โดยที่ไม่ได้ลงมือพัฒนาจิตใจของตน ผลที่ตามมาก็คือ จิตใจจะยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะอัตตาตัวตนพอกพูน คิดว่าตนเองดีกว่าผู้อื่นเพราะรู้หลักธรรมมาก

4. ติดความดีมากเกินไป หมายความว่า มุ่งมั่นในการทำสาธารณประโยชน์มากเกินไป ช่วยเหลือผู้อื่นจนไม่มีเวลาช่วยเหลือตนเอง เมื่อช่วยเหลือผู้อื่นไปนานๆ มักจะมีความทุกข์ตามมาในภายหลัง เพราะเก็บเรื่องความทุกข์ของผู้อื่นมาคิดจนวุ่นวายปวดหัวไปหมด สุดท้ายก็เกิดความท้อแท้ เพราะไม่เข้าใจว่า โลกคือสิ่งที่เราไปควบคุมไม่ได้

5. มุ่งอยู่กับความผิดของผู้อื่น หมายความว่า ใช้เวลาจับผิดคนทั้งโลก จนไม่มีเวลาจับผิดตนเอง วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นมากเกินไป คิดจะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนสังคม แต่ไม่เคยเปลี่ยนตนเอง เพ่งโทษความผิดพลาดของผู้อื่น จนจิตใจตนเองขุ่นมัว ไม่มีความเบิกบานพอที่จะปฏิบัติธรรมได้เลย

6. ยึดติดกับรูปแบบ อัตลักษณ์ หมายความว่า มีความเข้าใจผิด ชอบคิดว่าการปฏิบัติธรรมจะต้องทำในวัด นุ่งขาวห่มขาว ต้องมีกฏระเบียบที่แตกต่างไปจากการใช้ชีวิตธรรมดา คนกลุ่มนี้จะติดวัดเป็นพิเศษ ชอบหาเวลาเข้าวัดไปปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ได้ไปวัด จะรู้สึกว่า ปฏิบัติธรรมไม่ได้ สุดท้ายจึงกลายเป็นว่า ไปติดสังคมในวัด ไปหาเพื่อนคุยในวัด ซึ่งกลายเป็นกับดักอีกรูปแบบหนึ่ง

7. ทำๆ เลิกๆ หมายความว่า เมื่อฟังธรรมก็เกิดความเข้าใจ เห็นคุณค่า และลงมือปฏิบัติ หากแต่เป็นพวกขี้เบื่อ มีความเพียรน้อย ทำหนึ่งเดือน หยุดสองเดือน ในการปฏิบัตินั้น ถ้าปฏิบัติไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ผู้ปฏิบัติก็จะได้รับผลแห่งการปฏิบัติเองอย่างไม่ต้องสงสัย หลายคนปฏิบัติไปไม่ถึงจุดแห่งมรรคผล แต่กลับล้มเลิกกลางคัน ทำให้ขาดประสบการณ์ทางจิต เมื่อเลิกไป แล้วกลับมาทำใหม่ ก็เท่ากับเริ่มต้นกันใหม่ไม่จบสิ้น ที่สุดแล้วก็เกิดความท้อแท้ คิดว่าตนเองเป็นผู้ไร้วาสนาไม่อาจบรรลุธรรมได้ คนพวกนี้ก็มีไม่น้อยเลย

8. ปฏิบัติผิดวิธี หมายความว่า เป็นกลุ่มที่โชคร้าย เพราะคิดดี และต้องการทำดี แต่ไปเจออาจารย์ไม่ดี เจออรหันต์ปลอม เจอสิบแปดมงกุฏ จึงทำให้การปฏิบัติผิดทิศผิดทางไปหมด คล้ายๆกับองคุลีมาลที่ถูกอาจารย์หลอก ในข้อนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการคบหากัลยาณมิตร หาความรู้ที่ถูกต้อง ต้องหัดใช้หลักกาลามสูตร เช่นนี้ก็จะแก้ไขได้

9. ให้เวลากับทางโลกมากเกินไป หมายความว่า ไม่รู้จักการแบ่งเวลา ไม่รู้จักสร้างสมดุลให้ชีวิต คนพวกนี้จะใช้ชีวิตอย่างวุ่นวายไปเรื่อยๆ ต้องสุข ต้องทุกข์ไปเรื่อยๆ อาจอยู่ห่างไกลการพัฒนาจิตใจไปเรื่อยๆ จนมีจุดเปลี่ยนของชีวิต เกิดความทุกข์ครั้งใหญ่จนทำให้เขาต้องกลับมาสร้างสมดุลชีวิตอีกครั้ง เป็นผลให้เสียเวลาปฏิบัติทางจิตไปมาก บางคนมาปฏิบัติในช่วงสุดท้ายของชีวิตก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ดี เนื่องจากสังขารไม่อำนวย นั่งไปปวดไป ทำได้ไม่เท่าไหร่ ก็ลมจับ ล้มพับไปก็มี เป็นการเสียโอกาสเพราะความชราภาพโดยแท้

10. คนจมทุกข์ หมายความว่า เป็นคนที่ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง วันๆ เอาแต่ทุกข์ซ้ำไปซ้ำมา เหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง จนเป็นคนเสพติดความเศร้า ความเหงาโดยไม่รู้ตัว นานวันเข้าก็เริ่มเป็นความเคยชินของชีวิต คนเหล่านี้จะชอบฟังธรรมะที่ปลอบประโลม ชอบให้คนอื่นปลอบ แต่ไม่ชอบช่วยตนเอง นิยมการใช้ธรรมะชั้นต้นเพื่อบำบัดทุกข์ แต่ในขั้นตอนของการปฏิบัติภาวนาจะไม่ชอบ ไม่มีกำลังใจพอที่จะเปลี่ยนตนเองได้เลย

11. คนที่มีความสุข โลกสวยงาม คิดบวกตลอดเวลา หมายความว่า เป็นพวกที่ทำอะไรก็สำเร็จไปเสียหมด มีวิธีมองโลกให้สดใสไปทุกอย่าง ถ้าความจริงไม่ดี ก็มองให้มันดีเสีย จึงไม่ค่อยได้เจอความทุกข์ เมื่อไม่ค่อยได้พบความทุกข์ จึงไม่รู้จะปฏิบัติธรรมไปทำไม เชื่อว่าตนเองจัดการทุกอย่างได้ บุคคลพวกนี้ จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง เพราะเป็นไปได้ว่า ชั่วชีวิตเขาอาจไม่ได้ลงมือปฏิบัติธรรมเพื่อลดทอนภพชาติได้เลย เป็นกลุ่มที่น่าสงสาร เพราะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปอีกนาน

12. ฉลาดเกินไป หมายความว่า เป็นคนที่ตกเป็นทาสของความคิด ยึดติดอยู่กับการค้นความหมายชีวิตเชิงปรัชญา คิดเอาเองว่า ความคิดจะทำให้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในโลกได้ คนพวกนี้จะถือความคิดเป็นใหญ่ ยึดติดอยู่กับการวิเคราะห์โดยไม่รู้ว่า มีภาวะบางอย่างที่เกินขีดความสามารถของสมองไปแล้ว คนกลุ่มนี้จะฉลาดทางโลก แต่กลายเป็นคนโง่ในทางธรรม

การเวียนว่ายตายเกิดไม่ใช่ของสนุก พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่คือทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด เพราะการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นที่มาแห่งทุกข์ทั้งมวล เป็นการยากมากที่ใครสักคนจะเกิดมาเป็นมนุษย์ ยิ่งยากเข้าไปอีกที่จะได้พบกับศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเรามีคุณสมบัติครบบริบูรณ์เช่นนี้ ขอจงทำลายความโง่เขลาทั้ง 12 ประการนี้เสีย และเร่งความเพียรของตนเอง พัฒนาจิตตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อนำสันติสุขมาสู่เรา เข้าสู่นิพพานตลอดอนันตกาล
บทความของ คุณ พศิน อินทรวงค์
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69


 

เป็นเรื่องของชั่วโมงบินในการฝึกฝน


หิวให้รู้ว่าหิว  อย่าไปเป็นผู้หิว  
เบื่อให้รู้ว่าเบื่อ  อย่าไปเป็นผู้เบื่อ  
ชอบให้รู้ว่าชอบ  อย่าไปเป็นผู้ชอบ  
อย่าจมลงในความรู้สึก   
เราจะไม่ดึงความรู้สึกเข้าตัว  หรือผลักออกไป  
แต่เราจะรับรู้อย่างกลางๆ  
ทั้งอารมณ์ด้านบวก  ด้านลบ 
ช่วงแรกๆ จะทำได้ยาก  
เพราะเราชินกับการเป็นผู้รู้สึก  
ไม่ชินกับการเป็นผู้เห็นความรู้สึก  
แต่ไม่เป็นไร  ค่อยๆ เปลี่ยนสัญชาติญาณใหม่  
สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของบุญบารมี  
ทว่าเป็นเรื่องของชั่วโมงบินในการฝึกฝน  
ทุกคนทำได้ทั้งนั้นถ้าให้ความสำคัญมากพอ

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by Wolfgang_Hasselmann from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เปลี่ยนใจคนอื่นเป็นของยาก


เปลี่ยนใจคนอื่นเป็นของยาก 
และเป็นไปไม่ค่อยได้
เปลี่ยนใจตัวเองก็เป็นของยาก
แต่ยังพอเป็นไปได้
ถ้าเปลี่ยนคนอื่นก็ไม่ได้ 
แล้วเปลี่ยนตัวเองก็ไม่ได้
ความทุกข์ก็จะเกิดได้ง่ายๆ

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by Kranich17 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

การครอบครอง มิใช่ความสุข


การครอบครอง มิใช่ความสุข 
หากเป็นจุดเริ่มต้นแห่งทุกข์ 
วันแรกที่ได้มา คือวันที่นับถอยหลังสู่การสูญเสีย 
จงเปิดดวงตาธรรมของตน 
แล้วมองให้เห็นความจริงในข้อนี้ 
จงพิจารณาธรรมแยบคาย 
และมีชีวิตโดยไม่ประมาทในธรรม 
ความสุขแท้คืออิสระจากทุกสิ่ง 
ความสุขปลอมคือการครอบครอง
บางสิ่งเพียงบางเวลา 
เพื่อแสวงหาต่อไปเมื่อสูญเสีย 
สิ่งที่ครอบครองไม่ใช่ความผิด 
ผิดที่ยึดในสิ่งที่ครอบครอง…

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by karosieben from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

การครอบครอง มิใช่ความสุข


การครอบครอง มิใช่ความสุข 
หากเป็นจุดเริ่มต้นแห่งทุกข์ 
วันแรกที่ได้มา 
คือวันที่นับถอยหลังสู่การสูญเสีย 
จงเปิดดวงตาธรรมของตน 
แล้วมองให้เห็นความจริงในข้อนี้ 
จงพิจารณาธรรมแยบคาย 
และมีชีวิตโดยไม่ประมาทในธรรม 
ความสุขแท้คืออิสระจากทุกสิ่ง 
ความสุขปลอมคือ
การครอบครองบางสิ่งเพียงบางเวลา 
เพื่อแสวงหาต่อไปเมื่อสูญเสีย 
สิ่งที่ครอบครองไม่ใช่ความผิด 
ผิดที่ยึดในสิ่งที่ครอบครอง

คุณพศิน อินทรวงค์ 

Image by ksa61011 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา


ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา  
ท่องกันจนชินปาก  
หากไม่รู้ความหมายก็ไร้ประโยชน์  
อิทธิบาทสี่ประการมิใช่อะไรยากเย็น 
แท้จริงแล้วคือการกำหนดรู้อยู่กับการงานตรงหน้า  
เมื่อกำหนดรู้เป็นปัจจุบันกับการงานแล้ว  
ความโลภย่อมไม่มี  ความอยากย่อมไม่มี  
ยิ่งไปกว่านั้น  แม้ตัวเราเองก็ไม่มี
อยู่ในโมงยามที่เพียรกระทำในงาน  
ลองนึกถึงเวลาที่เรากำลังเล่นกีฬา  
บางครั้งตัวของเราหายไปชั่วคราว
เมื่อเล่นกีฬาอย่างมีสมาธิ 
ถ้าเราวิ่ง  ก็มีเพียงปัจจุบันกับการวิ่ง  
ถ้าเรากำลังว่ายน้ำ  
ก็มีเพียงจังหวะการเคลื่อนไหว
ของมือ เท้า ลำตัว แขน ศีรษะ 
แต่ไม่มีตัวเราเข้าไปข้องเกี่ยว  
ความคิดของเราว่างเปล่าในขณะนั้น  
สิ่งนี้คือเรื่องของจิตอธิษฐานการงาน  
ที่ปราชญ์ผู้รู้ยกย่องสรรเสริญ

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by Mammiya from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

รู้จักตนเอง ว่าไม่มีตนเอง


จงใช้ชีวิตอย่างคนเร่ร่อน 
อย่าได้ยึดถือสิ่งใดเป็นสรณะ 
จงมีความสุขและเบิกบานอยู่เสมอ 
ชีวิตเป็นเรื่องไม่คาดฝัน 
ความรู้สูงสุดคือการรู้จักตนเอง 
ความรู้ที่สูงไปกว่านั้น 
คือรู้จักตนเอง
ว่าไม่มีตนเอง

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by guvo59 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

กาย และใจ มิใช่ที่พึ่ง


กาย และใจ  มิใช่ที่พึ่ง  
การพ้นไปจากอำนาจกาย ใจคือที่พึ่ง  
เมื่อพ้นจากอำนาจกายใจแล้ว  
เราไม่จำเป็นต้องมีที่พึ่งอีก

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by EvgeniT from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การทำข้างในให้ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น


ธรรมะคือเห็นตามจริง 
ความจริงเป็นอย่างไร ก็เห็นไปอย่างนั้น 
ไม่มีความคิดอ่าน ประสบการณ์ผู้เห็น
เข้าไปจับ เข้าไปวิพากษ์ 
ปล่อยให้สิ่งที่ถูกเห็นเป็นอิสระ 
จากความอยากให้สิ่งนั้นๆ เป็นอย่างใจตัว 
นี่คือระบบการวางใจในชีวิต เรียกว่า 
การทำข้างในให้ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น 
ส่วนข้างนอกก็มิใช่การปล่อยปละละเลย 
มีหน้าที่อันใด ก็ทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ 
ทำเสร็จแล้ววางไว้ สำเร็จหรือไม่ 
อย่าเอาใจไปผูกมัด

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by geralt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เห็นปัญหาเป็นของธรรมดา


ไม่เห็นทุกข์  ก็ไม่เห็นธรรม  
คำกล่าวนี้คือสัจจะความจริง 
มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิด  
มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง  
มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป  
ขอให้ทุกท่านบินให้สูง  
แล้วมองโลกด้วยสายตาแห่งสัจธรรมใหญ่  
สิ่งที่ท่านเรียกว่าความสุข  
แท้จริงมิใช่อะไรอื่น
นอกจากทุกข์ที่รอวันแสดงตัว  
มนุษย์เราไม่อาจหนีปัญหาพ้น  
โจทย์ชีวิตจึงไม่ใช่  
ทำอย่างไรจึงหมดสิ้นปัญหา  
แต่เป็นทำอย่างไร
จึงเห็นปัญหาเป็นของธรรมดา  
ทำอย่างไรจึงเห็นว่า
ปัญหาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by Printeboek from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ถ้าเราเป็นผู้เห็น


ความรู้สึกใด ๆ จะมีอิทธิพลมาก 
ถ้าเราเป็นผู้รู้สึก 
แต่จะมีอิทธิพลน้อย 
ถ้าเราเป็นผู้เห็นความรู้สึก 
ธรรมชาติของอารมณ์ต่าง ๆ 
จะขยายใหญ่โต 
ถ้าเราเข้าไปมีส่วนร่วม 
แต่อารมณ์นั้น ๆ จะดับไปเอง 
หากเราเฝ้ามองเฉย ๆ 
เหมือนมันเขินอายเมื่อถูกเฝ้าดู

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by vivekeyeview from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เราจะได้ยินเสียงผู้รู้ในตน


คำว่าอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ 
มิได้แปลว่าเราต้องหนีเข้าป่า 
และออกท่องทะเล 
เพราะเราคือส่วนหนึ่ง
ของธรรมชาติอยู่แล้ว 
อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ
จึงหมายความว่า 
อยู่เพื่อฟังเสียงใจตน 
ปัญหาชีวิตเริ่มจากตรงนี้ 
เริ่มที่เราไม่ฟังเสียงใจตน 
คำว่าใจตนนี้ 
มิใช่สิ่งที่กิเลสปรารถนา 
จงฟังให้ดี ข้ามผ่านเสียง
แห่งความอยากมี อยากได้ อยากเป็น 
เราจะได้ยินเสียงผู้รู้ในตน

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by AJS1 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



คนเรานั้นแก่ลงเพราะความคิดที่ยึดติด


คนเรานั้นแก่ลงเพราะความคิดที่ยึดติด
ประสบการณ์ใดที่ทำให้ท่านยึดติด
ประสบการณ์นั้นคือประสบการณ์ที่ทำให้ท่านกลายเป็นคนแก่ 
ประสบการณ์ใดที่นำท่านไปสู่ความปล่อยวาง
ประสบการณ์นั้นคือประสบการณ์
ที่ทำให้ท่านกลับมาเป็นหนุ่มเป็นสาวอีกครั้ง

คุณพศิน อินทรวงค์


Image by NguyenCongDuc from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความเพียรแบบสายลมพัดผ่าน


ความเพียรในการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่แปลก 
เราไม่อาจใช้ความเพียร
ในลักษณะเดียวกับการทำสงคราม 
ถ้าเราต้องการเอาชนะกิเลส 
นั่นคือการเพิ่มพลังให้กิเลส 
แม้เราไม่ต้องการเอาชนะ เพียงแค่ทำความเข้าใจ 
กิเลสกลับลดลงอย่างน่าประหลาด 
การทำความเพียรในแง่มุมของการปฏิบัติ
จึงมีความหมายตรงกับคำว่า “ไม่เพียรไม่พัก” 
เราไม่ได้ทำจริงจังนักแต่เราก็ไม่หยุดทำ 
ไม่ใช่ความเพียรแบบพายุ 
แต่เป็นความเพียรแบบสายลมพัดผ่าน..

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความคิดที่จะ “ได้” เป็นของหนัก


ในแต่ละวันที่ท่านทำหน้าที่ 
ท่านจะเหนื่อย ท้อแท้มาก 
หากท่านคิดว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นี้
ท่านจะได้รับอะไร 
ความคิดที่จะ “ได้” เป็นของหนัก 
แต่ความคิดที่จะ “ให้” เป็นของเบา 
จงถามตนเองว่า การงานของท่าน 
ช่วยใครบนโลกใบนี้ให้มีความสุขบ้าง 
แล้วใช้พลังตรงนั้นเป็นตัวขับเคลื่อน 
นี่คือการทำงานด้วยความเมตตา

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by PlushDesignStudio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ขอให้ยุติการเข้าควบคุมความคิด


คิดบวก คิดลบ คือเป็นผู้รู้สึก 
หากต้องการฝึกเห็นความรู้สึก 
ขอให้ยุติการเข้าควบคุมความคิด 
ทั้งคิดบวก คิดลบ ต่างมีค่าเสมอกัน 
เราไม่เข้าไปเป็น เราเพียงแค่เห็น 
เห็นการทำงานของมันอย่างกลาง ๆ 
ที่จริงแล้วทั้งคิดบวก คิดลบ ต่างไม่มีตัวตน 
มีสภาพเกิดและดับ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป 
จะเอาแต่คิดบวกอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้ 
หรือนึกเพี้ยน จะเอาแต่คิดลบอย่างเดียว
ก็เป็นไปไม่ได้ วงจรของความคิด 
ทำงานสลับไปมาก คิดบวก คิดลบ 
มิใช่สิ่งเที่ยงแท้ถาวร

คุณพศิน อินทรวงค์

Image by Pexels from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา