แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต แสดงบทความทั้งหมด

ศัตรูของเรา คือ กิเลส


ศัตรูของเรา คือ กิเลส 
ไม่ใช่คนนั้นคนนี้ 
อย่าปล่อยให้ความโกรธ
ออกมาทางปาก … มันช้าไป
ถ้าความโกรธมันโผล่ออกมา 
ตีให้มันดับอยู่ในใจเรา 
อย่าให้มันออกมาทางปาก
หรือทางกายของเราได้
 "อันนี้มันแค่กิเลสอย่างหยาบ"

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

Image by IanZA from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ถ้าไม่มีปัญญาเห็นโทษภัยในวัฏสงสาร



ถ้าไม่มีปัญญาเห็นโทษภัยในวัฏสงสาร 
ปัญญาของกิเลสมันก็จะให้เห็นสิ่งที่ดีในวัฏสงสาร..
นั่นแหละเป็นค่ายกล กับดักของกิเลส 
ให้เรามีความเพลิดเพลิน 
มีความยินดีในวัตถุธาตุทั้งหลาย
ในทรัพย์สมบัติ ในลาภยศสรรเสริญ 
นั่นเป็นทางล่อของกิเลส
ถ้าเราหลงเผลอไปยินดี มันก็ออกไม่ได้..

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


สติความฉลาดที่เป็นเรื่องของกิเลส



คนเราที่มีทิฏฐิมานะ 
มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน 
ถ้าไม่มีศีลรองรับนะ ไม่มีสมาธิเป็นท่ามกลางนะ
สติความฉลาดเป็นเรื่องของกิเลส 
บางทีคิดพูดทำ ตามกิเลสหมด
ถ้ามีศีล ๕ เป็นพื้นฐานนะ 
หรือศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ เป็นพื้นฐาน
ทำสมาธิเป็นท่ามกลาง 
มันจะเปลี่ยนเป็นสติปัญญาแล้ว 
เพราะว่าความเห็นชอบมันเกิดขึ้น

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




เมื่อจิตละความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้แล้ว




เมื่อจิตละความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้แล้ว 
จิตก็จะไม่สะดุ้งกลัวต่อโรคภัยไข้เจ็บ 
ไม่หวั่นไหวต่อมรณภัยทั้งหลาย..
จิตจะเดินไปในท่ามกลางแห่งความสงบเยือกเย็น 
..ไม่ติดอยู่ในวัตถุธาตุทั้งหลายในโลกนี้ 
มองโลกทั้งหลายเป็นของว่าง 
จิตจะเข้าถึงสภาวะของธรรมชาติของจิต
อันเป็นธาตุตามธรรมชาติ..


พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

มีสติย้อนดูใจ จะเห็นกิเลสได้ง่ายขึ้น



          ...เรามาฝืนทวนกระแสของกิเลส ทวนกระแสของอารมณ์ มีสติเฝ้าดูจิตใจของเรานี่แหละ... ถ้าเรามีสติย้อนกลับมาดูใจของเรา เราก็สามารถที่จะเห็นกิเลสได้ง่ายขึ้น ไม่ปล่อยจิตใจของเรานั้นไปกับอารมณ์ทั้งหลายอันเป็นความเคยชินของจิต ซึ่งวิ่งตามอารมณ์ โดยยึดถืออารมณ์ต่างๆ ว่าเป็นใจของเรา...ความทุกข์จึงเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ

                                                                                    พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

จิตวางเพราะเห็นกายเป็นเพียงธาตุ



          ถ้าเห็นชัดจริงๆ ในเรื่องของร่างกายบุคคลอื่นและร่างกายเรา ว่าเป็นสักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ จิตมันก็จะวางได้โดยสมบูรณ์ คือวางความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายตน วางความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายบุคคลอื่น วัตถุธาตุทั้งหลาย มันจะเห็นเป็นสักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ

                                                                                    พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

ถ้าเราไม่มีสติเฝ้าดูจิตใจ...




ถ้าเราไม่มีสติเฝ้าดูจิตใจแล้ว ความนึกคิดปรุงแต่งภายในจิตใจของเรา
ก็ปรุงแต่งไปในเรื่องที่ไม่ดี เป็นเรื่องซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไร 
จิตเราก็วิ่งตามอารมณ์ไป ไม่สามารถที่จะเห็นความทุกข์
เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ หรือเห็นความดับทุกข์ 
หรือทำให้รู้จักข้อประพฤติปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์. . .


พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

สติไม่ตั้งมั่น จิตจะวิ่งไปตามอารมณ์



ถ้าพวกเราทุกคนนั้นกำลังของสติไม่ตั้งมั่น 
จิตของเรานั้นก็จะวิ่งไปกับอารมณ์ทั้งหลาย 
มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น จิตเราก็ยึดมั่นถือมั่น
ว่าเป็นใจของเรา ก่อให้เกิดกิเลส
ความโลภ ความโกรธ ความหลงทุกๆ ขณะจิต 
เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ปรารภความเพียรอยู่ตลอดเวลา 
ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน 
ก็ทำสติ ทำสมาธิ ให้ต่อเนื่อง. . .

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

จิตเป็นหนึ่งไปตลอด ทุกๆ อิริยาบถ



          ...เมื่อเวลาออกจากอิริยาบถนั่งสมาธิ...มีสติเฝ้าดูใจเราต่อไป  สะกดรอยตามทุกๆ ขณะจิต เหมือนกับเรานั่งสมาธิหรือเดินจงกรม สติสมาธิก็ต่อเนื่องกันไปเป็นสาย มีความสงบเกิดขึ้น จนจิตเป็นหนึ่ง ตั้งแต่เดินจงกรม นั่งสมาธิ หรือยืนทำอะไรก็แล้วแต่ จิตเป็นหนึ่งไปตลอด ทุกๆ อิริยาบถ...

                                                                                  พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

สติตั้งมั่นปัจจุบัน จิตจะแยกจากอารมณ์



          เมื่อเรามีสติมีสมาธิตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นสัมผัสรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง ความรู้สึกจะเกิดขึ้นที่ใจของเรา คือความพอใจ ความไม่พอใจ หรือความเฉยๆ เราจะมีสติมีปัญญาเห็นอาการของจิตซึ่งเกิดขึ้นที่ใจ... จิตของเราจะแยกจากอารมณ์โดยธรรมชาติ... จะเห็นอาการของจิต เห็นอาการของอารมณ์ มีความเกิดขึ้นแล้วก็มีความดับไปเป็นธรรมดา...

                                                                                    พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

เพราะมีกายนี้




ความโลภก็เพื่อเรา
ความโกรธก็เพื่อเรา
ความยินดีในกามก็เพื่อตัวตน
เพราะมีกายนี้
ถ้าละความยึดมั่นถือมั่นในกายตน
ไม่มีอะไรที่โลภ ไม่มีอะไรที่โกรธ...
ไม่มีกามทั้งหลายเกิดขึ้น
เพราะมันมีแต่จิต
สภาวะธรรมนี่มันเป็นอย่างนั้น

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

ทุกๆ วันให้พยายามมีสติดูจิต




...เราทุกคนจะต้องพยายามที่จะรู้จักต่อสู้กับกิเลสภายในจิตใจของเรา
ในทุกๆ วันให้พยายามที่จะมีสติดูจิตใจของเรา
และปรารภความเพียรไปทุกๆ วัน ไม่ท้อถอย 
สำรวมจิตใจของเรานั้นอยู่เสมอๆ 
ถ้าเราทุกคนทำความเพียรไปเช่นนี้...
เราก็สามารถที่จะประสบกับความสำเร็จในการประพฤติการปฏิบัติธรรมได้

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

อยากทําบุญให้รีบทํา



พระพุทธเจ้าบอกถ้ามีจิตเป็นบุญเป็นกุศล
อยากทําบุญให้รีบทํา
เพราะถ้าไม่รีบทํา กิเลสจะมา
ความหวง ความตระหนี่
จะไม่อยากทําแล้ว

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

นักปฏิบัติพึงมีสติ เห็นกิเลสภายในใจ



ให้พวกเราทุกคนพยายามมีสติ เฝ้าดูจิตใจของเรานี้
ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่ว่าไปดูบุคคลอื่น 
ว่าเขาทำอะไร หรือเขาพูดอะไร 
แล้วเอาสิ่งที่ไม่ดีมาเผาอารมณ์จิตใจของเรา 
ทำให้จิตใจของเรานั้นมีความทุกข์ใจ 
มีความไม่สบายใจ 
นักประพฤติปฏิบัตินั้นพึงมีสติ 
เฝ้าเห็นกิเลสภายในใจของเราอยู่เสมอ

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

สุขแท้เกิดจากปล่อยวาง


          พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” หมายถึง จิตใจสงบระวังจากกิเลส
ปล่อยวางความหลง ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายของเรา ในอารมณ์ภายในจิตใจของเรา ในวัตถุธาตุทั้งหลายที่คิดว่าเป็นของเรา ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไปจากจิตใจของเรา จึงจะพบกับความสุขที่แท้จริง

                                                                            พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

          ความสงบที่นำสุขแท้มาให้ ไม่ใช่สงบเงียบ แต่เป็นความสงบ เพราะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง

                                                                             วัสสวดี

ความสุขจริงแท้เริ่มที่พิจารณากายเป็นอสุภะ



           ถ้ามีสติปัญญาที่จะพิจารณาร่างกายของเรานี้ให้เห็นเป็นอสุภกรรมฐาน หรือธาตุกรรมฐาน ให้จิตปล่อยวาง ความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายของเรา  พิจารณาธาตุจนถึงความว่างว่ากายนี้ไม่มีอะไร สักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ ถ้าจิตเราเห็นเช่นนั้นตามความจริง ก็สามารถที่จะถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่นในกายตนได้ สามารถที่จะถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่นในวัตถุธาตุทั้งหลายในโลกนี้ได้ ความโลภก็ดับลงไป ความโกรธก็ดับลงไป ความหลงในกายตนก็ดับลงไป ความสุขที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นภายในจิตใจของแต่ละบุคคล

                                                                                     พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

ให้พยายามแยกจิตออกจากกาย



สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้
ไม่มีล่วงพ้นความแก่ ความเจ็บ ความตายไปได้
เราต้องหัดพิจารณา มีสติ มีปัญญาพิจารณา
ให้รู้เท่าทันตามความเป็นจริง
ของร่างกายของเรานี้
พยายามแยกจิตออกจากร่างกายนี้ 
เพราะร่างกายนี้ ไม่ใช่จิตนี้หรอก
จิตนี้ก็ไม่ใช่ร่างกายนี้

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

กายไม่ใช่เรา ความนึกคิดไม่ใช่เรา


          การที่จะมีสติปัญญา รู้จักความจริงของธรรมชาติของร่างกายจิตใจนี้ เราต้องทวนกระแสของจิต ทวนกระแสของกิเลส ซึ่งเคยชินอยู่กับจิตใจของเรา เคยชินอยู่กับความหลงที่คิดว่าร่างกายนี้คือเรา คือตัวตนของเรา จิตของเรานี้เคยชินกับความหลง ซึ่งคิดว่าอารมณ์ภายในจิตใจของเราเกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา ความนึกคิดปรุงแต่งทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็คิดว่าเป็นเรา ความทุกข์ทั้งหลายจึงเกิดขึ้นอยู่ในดวงใจของเรานี้ไม่มีที่สิ้นสุด

                                                                                พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต




พิจารณาความตาย บรรลุโสดาบันได้



เราพิจารณาความตายทุกวันนี่นะ
สามารถบรรลุพระโสดาบันผลได้
แค่พิจารณามรณานุสตินี่แหละ
พิจารณาว่าร่างกายนี้ไม่ใช่จิตนี้
จิตนี้ไม่ใช่ร่างกายนี้
ร่างกายนี้มีความไม่เที่ยงเกิดขึ้นมาแล้ว
ย่อมมีความตายเป็นที่สุด
พิจารณาแค่นี้

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

หวังพ้นทุกข์ต้องสร้างบารมี 10



ผู้มุ่งหวังความพ้นทุกข์
ก็ต้องสร้างบารมีทั้ง ๑๐ ประการ เป็นพื้นฐานจิต
แล้วแต่โอกาสเวลาว่าในขณะใดที่เหมาะสม
ที่จะบำเพ็ญบารมีในลักษณะไหน
แต่โดยรวมแล้วนี่ มันเป็นสิ่งที่สนับสนุน
ในการบำเพ็ญศีลบารมี สมาธิบารมี ปัญญาบารมี

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต