จิตยิ่งอยากสงบ ก็จะยิ่งห่างไกลจากความสงบ


การไม่รู้จักพอเป็นบ่อเกิดของความทะยานอยาก
คนไม่รู้จักพอแม้ได้สมดังปรารถนา
ก็จะสร้างความอยากอันใหม่ขึ้นมาอีกไม่รู้จักจบสิ้น
เป็นเหตุให้จิตใจไม่สงบ
เพราะต้องกระวนกระวาย
ตามความอยากที่ไม่มีวันสิ้นสุดเรื่อยไป
แม้กระทั่งการทำสมาธิ 
ยังไม่รู้จักพอต่อความสงบ ต้องการยิ่งขึ้นไปอีก
จิตยิ่งอยากสงบ ก็จะยิ่งห่างไกลจากความสงบที่แท้จริง

หลวงปู่ชา สุภัทโท

Image by ID 272447 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



จงทำตัวเป็นเหมือนถังขยะก้นรั่ว


ความจริงไม่เคยทำให้มนุษย์เป็นทุกข์
แต่เราเป็นทุกข์เพราะความคิดและอารมณ์ของเราเอง
จงทำตัวเป็นเหมือนถังขยะก้นรั่ว
เมื่อรับสิ่งใดมาแล้วจงปล่อยให้มันผ่านไป

พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)

Image by Alexas_Fotos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ทุกข์ต่างๆ จะถูกเข้าได้อย่างไร


หากโลกนี้ไม่มีเสียแล้ว 
เมื่อฝนตกลงมาจะถูกโลกไปไม่ได้ 
หากผู้ใดเข้ามาทำตัวให้ว่างเปล่า
หายไปได้จริงๆ แล้ว 
ทุกข์ต่างๆ จะถูกเข้าได้อย่างไร 
เหมือนกับฝนตกมาถูกโลกไม่ได้ก็ฉันนั้น

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (หลวงปู่จันทร์ สิริจนฺโท)

Image by ulleo from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ไม่ติดดี นั่นจึงจะเป็นความดีแท้ๆ


ไม่มีใครในโลกนี้จะได้ดังใจที่หวัง
ธรรมในการปฏิบัติจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ใจของเรา
รู้จักสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงมากขึ้น
ไม่ไปหลงเกาะและยึดเหนี่ยวอะไรมากขึ้น
ทำดีแต่ไม่ต้องอวดว่าดี ไม่ติดดี 
นั่นจึงจะเป็นความดีแท้ๆ

หลวงพ่อสุทัศน์ โกสโล

Image by truthseeker08 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ศีลในแง่ของนักปฏิบัติ


ศีลในแง่ของนักปฏิบัติเนี่ยนะ!
หมายถึงว่า…มีความเป็นปกติของจิตอยู่เสมอ
มีอะไรมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือแม้แต่ใจ
แล้วจิตมีกิเลสได้..
แต่กิเลสนั้นไม่ครอบงำให้ไปทำผิดต่างๆ
เพราะรู้ทันกิเลส!!
ศีลของนักปฏิบัติ..ไม่ใช่ศีลที่จะมากดข่ม
แต่เป็นศีลของผู้มีสติรู้ทันกิเลส

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

Image by mtomicphotography from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


มันยึดติดทั้งนั้น


ความไม่รู้แจ้งในจิตของเรา 
ท่านหมายถึง "อวิชชา" 
เมื่อไม่รู้ชัดในจิต อะไรเกิดขึ้นที่จิต 
มันยึดติดทั้งนั้น 
"อุปาทาน" ยึดทั้งนั้น 
ยึดสิ่งที่เกิดขึ้น ๆ ๆ ๆ 
ถ้าหากเห็นชัดในจิตแล้ว 
อะไรเกิดขึ้นในจิต ก็ "สักแต่ว่า" 
ของเกิดมาดับ ก็มันเห็นชัดๆ 
สิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วดับไป 
แล้วเราจะไปยึดสิ่งที่เกิดขึ้น
ว่าเป็นเราได้อย่างไร ?

หลวงปู่แบน ธนากโร

Image by AJS1 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


มันคิดเอง มันดับเอง


สวดมนต์หรือนั่งสมาธิมา10 ปี
ไม่เท่าการเห็นความคิด 
แต่เห็นความคิด
ก็ยังไม่เท่ากับเห็นว่า
ความคิดไม่ใช่เราคิด 
แต่มันคิดเอง มันดับเอง

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Image by roegger from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


การภาวนาไม่มีคำว่าทำเลย


การภาวนาไม่มีคำว่าทำเลย 
มีแต่คำว่ารู้ รู้อย่างที่เค้าเป็น 
แม้กระทั่งในพระสูตร ภิกษุทั้งหลาย 
จิตมีราคะรู้ว่ามีราคะ 
ให้รู้ว่ามีราคะไม่ใช่ให้ละ 
เพราะฉะนั้นเราอยาก
เรารู้ทันว่าอยาก 
เราอยากให้มันคลาย 
เรารู้ทันความอยาก
ที่มันอยากให้มันคลาย 
ไม่ได้ไปทำให้มันคลาย 
แต่ถ้ามันทำ
เราก็รู้ทันว่ามันทำอีก...

คุณมาลี ปาละวงศ์

Image by denirka from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


มีศีล มีสมาธิ มีปัญญาพร้อมเสร็จอยู่ในตัว


ถ้าหยุด "ดู" หยุด "รู้" ได้แล้วมันหมดเรื่อง 
จะไปเพ่งเล็งเอาอะไรมันก็หยุดหมด 
มันกวาดเกลี้ยงไปจากจิตทีเดียว 
แต่ถ้าเราไม่ "รู้" มันก็ชุลมุนวุ่นวาย 
เพราะความจำความคิดความยึดถือ 
แล้วก็ซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนี้ 
ทีนี้ให้มันหยุดดู หยุดรู้ 
ให้เห็นความจริงว่ามันดับไปหมด 
มันว่างเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น 
และรูปนามที่เรียกว่ากายกับใจนี่ 
มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องตามราวของมัน 
ซึ่งล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งนั้น 
ให้เพ่งดูว่ามันเป็นทุกข์ของรูปนามล้วนๆ 
ไม่ใช่เป็นตัวเรา ไม่ใช่เป็นของของเรา
เพียงเท่านี้ก็พอแล้วไม่ต้องไปรู้อะไร 
เพ่งดูให้เห็นว่ามันเรื่องของธรรมชาติ
ทั้งกายและใจ ถอนอุปทานออก 
หรือเพิกสัญญาความจำหมายว่า 
เป็นตัวเรา ของของเราทิ้งเสีย 
ให้มันเหลือแต่กายล้วนๆ ใจล้วนๆ 
ที่เป็นธรรมชาติของมัน
ถ้ามองได้อย่างนี้ทุกขณะไปแล้ว 
ข้อปฏิบัติก็ไม่มีอะไร และไม่ต้องทำอะไรเลย 
มีศีล มีสมาธิ มีปัญญาพร้อมเสร็จอยู่ในตัว 

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

Image by AnnieSpratt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความคิดระดับดีๆ จะไหลออกมาเอง


เมื่อมีสติที่ฐานกายได้มาก  
จะแยกจิตจากความคิดง่าย 
เมื่อจิตว่าง เป็นอิสระแล้ว 
ความคิดระดับดีๆ จะไหลออกมาเอง  
คนทำงานเอาแต่คิดๆๆๆๆ   
ก็ยากที่จะยกระดับสติปัญญาของตนเองได้..  

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

Image by kanishka_ranasinghe from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



มันเกิดขึ้นไม่นาน มันก็ดับ


กิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ) มันเกิดขึ้นทีหลังจิตเรา 
จิตจริงๆ มันบริสุทธิ์ กิเลสไม่ใช่จิตเรา 
มันมาปรุงมาแต่ง มันเกิดมาทีหลัง 
เราจะยอมให้มันมาเป็นใหญ่กว่าจิตเราได้อย่างไร 
มันมาทำฟอร์มเป็นเพื่อนเรา 
เพื่อนกินเพื่อนกัน
เพื่อนรู้ไม่ทันเพื่อนกัน เอาไปกิน 
รู้ทันมันเอาครึ่ง 
รู้ไม่ถึงมันเอาหมด ให้รู้ทันมัน 
เมื่อมันเกิดให้รู้ให้ทัน
เมื่อเขาด่าเรา ทำเราโกรธ 
จริงๆ มันก็ตัวเขาไม่ใช่เรา 
จิตเรายังเป็นหนึ่ง ยังนิ่งเป็นหนึ่ง
ดังกับเขาตบมือข้างเดียว 
เราไม่เอามือไปรับมันก็ไม่ดัง มันก็ไม่ถึงเรา 
กิเลสมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา 
มันเกิดขึ้นไม่นาน มันก็ดับ 
เราเคยโกรธมาตั้งมาก เดี๋ยวนี้มันไปไหนหมด

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

Image by Foto-Rabe from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


คนเรานั้นแก่ลงเพราะความคิดที่ยึดติด


คนเรานั้นแก่ลงเพราะความคิดที่ยึดติด
ประสบการณ์ใดที่ทำให้ท่านยึดติด
ประสบการณ์นั้นคือประสบการณ์ที่ทำให้ท่านกลายเป็นคนแก่ 
ประสบการณ์ใดที่นำท่านไปสู่ความปล่อยวาง
ประสบการณ์นั้นคือประสบการณ์
ที่ทำให้ท่านกลับมาเป็นหนุ่มเป็นสาวอีกครั้ง

คุณพศิน อินทรวงค์


Image by NguyenCongDuc from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


กวาดบ้าน


กวาดบ้าน 
ถ้าตั้งใจจะกวาดให้สะอาด 
อันนี้ทุกข์
ให้ตั้งใจว่า 
เราทำเพื่อเสียสละ 
เพื่อใจสบาย 
จะได้ทั้งสติ ได้ทั้งคุณธรรม 
และได้บ้านสะอาดด้วย

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

Fb.บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

Image by morenabrasilis from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



คนในปัจจุบันนี้เขากลัวโง่ เเต่ไม่กลัวทุกข์


คนในปัจจุบันนี้เขากลัวโง่
เเต่ไม่กลัวทุกข์
ความจริงเเล้ว เรายิ่งกลัวตัวเองโง่
มันยิ่งโง่หนักเข้าไปอีก
ไม่ต้องกลัวโง่หรอก
ที่คุณรู้เยอะๆ นั้นมันทำให้คุณโง่
ถูกอวิชชาท่วมทับกันมาเท่าไร
แต่รู้น้อยหรือรู้กาย รู้ใจ
ด้วยสติด้วยปัญญา รู้ไปเรื่อยๆ
และรู้นานๆ จิตก็พร้อมที่จะเกิดปัญญา
ความเฉลียวฉลาดก็เกิดขึ้นเอง
เพราะจิตที่ไม่แบกภาระ
ใจที่ไม่เเบกความคิด
มันจะโล่ง โปร่ง เบา สบาย
เเต่ใจที่หนักอึ้งไปด้วยความรู้ความจำ 
มันจะหนักใจโดยไม่รู้ตัว

หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท

Image by AJS1 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



จิตที่ยังฟุ้งซ่านก็เหมือนห้องที่เปิดทีวีไว้ดังๆ


จงฝึกจิตให้รู้จักปล่อยวางความคิด
ที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อชีวิต 
เพื่อจะเลี่ยงการสร้างโลกที่ไม่น่าอยู่ 
เพื่อจะได้เปิดโอกาส
ให้ความคิดที่สร้างสรรค์เกิดขึ้นบ้าง 
แล้วจิตที่ว่างจากความคิดที่รกรุงรัง
จะมีการเฉลียวใจ จะมีการฉุกคิด 
จะมีการรู้สิ่งที่ควรรู้ 
ส่วนจิตที่ยังฟุ้งซ่านก็เหมือนห้องที่เปิดทีวีไว้ดังๆ 
เราจะสนทนากับใครก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง 
จะคิดพิจารณาอะไรก็คิดไม่ค่อยออก
เพราะเสียงดังนั้นรบกวน   

พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ

Image by Printeboek from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เพียรคิดสลัดกาย อารมณ์ทั้งหลายออกจากจิต


เพียรคิดสลัดกาย อารมณ์ทั้งหลายออกจากจิต 
จิตจะสว่างสะอาด
จากกิเลสเฝ้าผูกพันยึดมั่นกายเรากายเขา 
แต่ก็ยังคงทำหน้าที่การงาน สังคมครบถ้วน 
จิตใจสะอาดผ่องใส ร่างกายก็ไม่มีโรคหรือโรคน้อย 
จิตก็จะแปรสภาพจากหนักเป็นเบา โปร่งสบาย 
จิตหยาบก็จะกลายเป็นจิตละเอียดสะอาดผ่องใส 
ไม่มีความวุ่นวาย จิตสงบนิ่ง มีปัญญาดี

หลวงปู่ดาบส สุมโน

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



จิตใครก็ตามมันมีธรรม


จิตใครก็ตามมันมีธรรม 
มันก็ต้องเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็น "สักแต่ว่า" 
เป็นธรรมชาติ มันไม่มีตัวไม่มีตน 
สุดท้ายเห็นว่าไม่มีอะไรเป็นอะไรนั่นแหละ 
จะอุปโลกน์ให้มันเป็น จะทำให้มันเป็น 
มันก็เป็นไม่ได้ !!
เพราะความจริงมันเป็นอย่างนั้น "แค่รูปกับนาม" 

พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโต

Image by Matryx from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



หยุดคิดได้เมื่อใด ทุกข์ก็หมดไปเมื่อนั้นทันที


คำว่ารู้ยิ่งเห็นจริงนั้น
คือรู้ขึ้นที่ใจโดยไม่ได้คิด
ถ้ารู้ด้วยการนึกคิดนั้นคือรู้ไปตามโลก
เป็นเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นตลอดไป
ถ้าหยุดคิดได้เมื่อใด
ทุกข์ก็หมดไปเมื่อนั้นทันที
ทุกข์หมดได้จริงนั้น
อยู่ที่ตรงเราวางได้หมด
ทั้งบุญทั้งบาปทั้งสุขทั้งทุกข์
ไม่มีอะไร เหลืออยู่ว่างๆ
เพราะใจจริงนั้นเป็นของว่าง
เป็นอกาลิโก ว่างอยู่ตลอดกาล
ไม่มีเวลาวุ่น
ไม่เหมือนอยู่กับโลก
โลกเป็นของมีกาลมีเวลา
ทำอะไรก็ต้องทำไปตามกาลตามเวลา
เพราะโลกพากันถือว่า เวลาเป็นของมีค่า
ถ้าหากว่าเป็นธรรมแล้ว ไม่มีกาลไม่มีเวลา
ไม่มีเช้าไม่มีสายไม่มีบ่ายไม่มีเย็น
ไม่มีสิ่งที่มี
มีแต่ความว่างอยู่อย่างนั้นไปตลอดกาล

หลวงปู่คูณ สิริจันโท


Image by wal_172619 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



สิ้นความเพลิน สิ้นการเกิดอีก


เมื่อใจรู้สึกไม่อยากเกิดอีก 
จึงมีคำถามต่อว่า อะไรทำให้เกิด 
จึงมีคำตอบว่า
ความเพลินในสิ่งทั้งหลาย
อันเป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์เป็นเหตุให้เกิด 
ความเพลินเกิดจาก
การเห็นเพียงด้านดีด้านอร่อยของขันธ์ห้า 
สิ้นความเพลินเสียได้
ย่อมอยู่อุเบกขา สิ้นการเกิดอีก 

ครูบาไตรภพ วัดป่าโคกเจริญธรรม

Image by Bru-nO from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




เมื่อใจรู้จักพอ


เมื่อใจรู้จักพอ ก็ไม่ต้องร้องขอความสุขจากใคร
เมื่อใจรู้จักพอ ก็ไม่ต้องเป็นขอทานทางใจ
เมื่อใจรู้จักพอ ก็ไม่ต้องหาหมอมารักษาใจ
เมื่อใจรู้จักพอ ก็ไม่ต้องขอให้ใครมาเห็นใจ
เมื่อใจรู้จักพอ แม้มัจจุราชมายืนรอก็ยังสุขใจ

พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณฺโณ

Image by AnnaliseArt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




อยากเห็นพระพุทธเจ้า


พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า 
อยากเห็นพระพุทธเจ้าก็น้อมเข้ามาที่ตัวเรา 
เรียกว่า ปัจจุบันจิต 
เป็นธรรมชาติที่ปราศจากการปรุงแต่ง 
นั่นคือธรรมะ 
แต่ถ้าปรุงแต่งก็เป็นธรรมะ 
แต่เป็นสังขารธรรม 
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า 
อย่าไปหากิเลส มันเป็นเรื่องของมัน 
เราอย่าไปเอามาเป็นสาระ 
มันเป็นกองบัญชาการ 
มันทำให้เรามีแต่ความทุกข์ มีแต่ความร้อน 
เป็นธรรมที่เกิด เกิดเพราะโลภะ โทสะ โมหะ 
พระองค์จึงให้ไปหาธรรมะที่ไม่เกิด 
ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย อยู่ที่ตัวของเรา 
ตั้งสติไว้ปกติ ไม่มีอดีต อนาคต 
ก็เกิด ความว่างทันที 
ถ้ารู้อยู่ตรงนี้จะไม่รู้อย่างอื่น รู้แค่รู้ 
เหมือนที่หลวงปู่ดุลย์ท่านว่า 
การปฎิบัติ ถ้าเราไปหาจิตเจอ 
สังขารก็ตายเอง ไม่ต้องไปฆ่ามัน 
แต่ถ้าหาจิตไม่เจอก็เป็นทาสของมัน 
เพราะทิฎฐิที่ทำให้เราไม่รู้ธรรม ก็เพราะมีอดีต อนาคต

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

Image by AnnaliseArt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




เธอก็ไม่ใช่มัน


วินาทีที่เธอเห็น​ 
ความรู้สึก​ ความนึกคิด​ หรืออารมณ์ใดๆ​ 
เธอก็ไม่ใช่มัน

พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน

Image by NIXON-RUIZ from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




อารมณ์ทั้งหลายมีไหม มีได้ ไม่ห้าม


..มีความสุขเราก็รู้ มีความทุกข์เราก็รู้ 
คอยรู้ทันใจตัวเองไปเรื่อย ๆ มันกลัวก็รู้ 
มันโกรธก็รู้ มันกังวลก็รู้ 
มันหงุดหงิดก็รู้ 
มันเป็นอย่างไร
คอยรู้ความรู้สึกของตัวเองไปบ่อย ๆ 
ถ้าเรารู้ความรู้สึกของตัวเองได้ชัดเจน 
ความรู้สึกมันจะมาครอบงำใจเราไม่ได้ 
อย่างความกลัวเกิดขึ้น เรารู้ปั๊บ 
ความกลัวมันจะแยกออกไปจากใจเรา 
ความกังวลเกิดขึ้น เรารู้ปั๊บ 
ความกังวลมันจะแยกออกไป 
ใจเราจะเป็นอิสระจากอารมณ์ทั้งหลาย 
อารมณ์ทั้งหลายมีไหม มีได้ ไม่ห้าม 
เพราะเราไม่ใช่พระอรหันต์ 
อยู่ๆ จะบอกไม่มีกิเลสเลยเป็นไปไม่ได้ 
เพียงแต่ว่าพอมีโทสะ มีความกลัว 
มีความกังวล อะไรเกิดขึ้น 
มีสติ รู้ทันใจของตัวเอง 
มันจะไม่ขยายความเจ็บปวด 
ไม่ขยายความทุกข์ทรมานให้มากเกินจริง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

Image by NIXON-RUIZ from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



มันสบายกว่าวิธีการกำหนดมาก


การกำหนด บริกรรม วิธีต่างๆ 
ไม่ว่าจะเป็น พุทโธ 
พองหนอ ยุบหนอ ขวาย่างหนอ 
หรือ นับตัวเลขต่างๆ ฯลฯ
มันเป็นเหมือนอุปกรณ์เบื้องต้น 
เพื่อช่วยให้สามารถอยู่กับตัวเองได้
แต่พอเราเริ่มอยู่ได้แล้ว เป็นแล้ว 
โยมไม่ได้ใช้สิ่งเหล่านี้หรอก
โยมอยู่กับสภาวะตรงๆ เลย 
อยู่กับความรู้สึกตัว
อยู่กับความเบาสบาย
อยู่กับความตั้งมั่นได้เลย
แล้วมันสบายกว่าวิธีการกำหนดมาก 
เพราะฉะนั้น จึงเริ่มพาฝึกด้วย รู้เนื้อรู้ตัวไปเลย 
มันจะได้ไม่ต้องไปปลดทีหลัง
แม้กระทั่งลมหายใจก็ต้องปลดออก 
ฐานกายพอฝึกแล้ว เดี๋ยวมันก็ละออกไป
ฐานเวทนา ละออกไป
ฐานจิต เปลื้องออกไป
สุดท้ายมันหลุดทั้งหมดเลยจากการยึดมั่นถือมั่น
เข้าสู่อมตธรรม...

พระมหาวรพรต กิตฺติวโร 

Image by paulsteuber from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความสงบเพราะ "รู้ตัว"



ความสงบที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น 
ไม่เที่ยงแท้ ถาวร 
แต่ความสงบที่เรามักไม่รู้จักกัน 
คือ ความสงบเพราะ "รู้ตัว" 
ยิ่งไม่กระทำเท่าไหร่ จิตใจยิ่งปกติ 
แต่สิ่งสำคัญต้องตื่นก่อน 
เหมือนตอนดึกเรานอนฝันร้าย 
พอเราตื่นขึ้นมา
เรารู้ว่ามันไม่เป็นความจริง.. 
เราแทบไม่ต้องทำอะไรเลยกับความกลัว 
แค่ตื่นขึ้นมา การภาวนานั้นคือ 
การ"ทวนกระแสก่อนความคิด" 
และเรื่องทั้งหมดนี้มันไม่ได้อยู่ที่ไหน 
มันอยู่ที่เรา ไม่เกี่ยวกับ 
พิธีกรรมรูปแบบอะไร 
และ การบวช การธุดงค์ ต่างๆ นานา 

ท่านเขมานันทะ

Image by Buntysmum from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ไม่มีใครเลยที่สามารถฆ่าเวลาได้


เวลาเราเกิดมาแล้ว
อย่าคิดว่าเราเกิดมาเสวยความสุข
เขาให้โอกาสเราเกิดมาเพื่อสร้างความดี
อย่าประมาทกัน บางทีคนเรานั้น
ทำโน่นทำนี่เพื่อฆ่าเวลา...
นอนฆ่าเวลา ฟังเพลงฆ่าเวลา.. 
ทุกอย่างจึงเป็นการฆ่าเวลาหมด 
แต่เราไม่รู้ว่าเวลานั้น
มันฆ่าเราอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก 
หายใจเข้าที ชีวิตเราก็สั้นลงไปทีหนึ่งแล้ว...
จึงไม่มีใครเลยที่สามารถฆ่าเวลาได้
มีแต่เวลาเท่านั้น ที่มันฆ่าเรา
แล้วมันเอาอะไรมาฆ่าเรา
ก็เอาความแก่มาฆ่าเรา 
เอาความเจ็บมาฆ่าเรา 
เอาความตายมาฆ่าเราอยู่ตลอดเวลา

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

Image by moritz320 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา