แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ แสดงบทความทั้งหมด

การปฏิบัติที่เราดำเนินมานั้น มันผิดทาง


นักปฏิบัติเรา มักมีความสับสนกันอย่างมาก
ในเรื่องผลของการปฏิบัติ
พวกเรามักหลงคิดกันว่า
การปฏิบัติที่เราพากเพียรกันอย่างมากมายนั้น
ก็เพื่อจะได้อะไรบางอย่างที่มันวิเศษ
เราจะเป็นผู้ที่พิเศษขึ้นจากคนธรรมดา
ราวกับขึ้นไปอยู่บนหอคอยงาช้างอันสูงส่ง
เราจะดีกว่าคนอื่นๆ
ซึ่งนั่นนับเป็นความหลงผิดอย่างยิ่ง
หากเราหลงยึดมั่นเช่นนั้น
ว่าเราเก่งเราดีกว่าคนอื่น
หรือในที่สุดเราอาจหลงคิดว่า
เราดีกว่าครูบาอาจารย์เสียอีก
นั่นกลับกลายเป็นว่า
การปฏิบัติที่เราดำเนินมานั้น มันผิดทาง
หรือจริงๆ แล้ว เรากำลังหลุดออกไปนอกทาง
แห่งความรู้แจ้งหลุดพ้นเลยทีเดียว

พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ

Image by shahbazshah91 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ความพ้นทุกข์ไม่ได้แปลว่าต้องไม่มีทุกข์


ความพ้นทุกข์ไม่ได้แปลว่าต้องไม่มีทุกข์
ความสุขไม่ได้แปลว่าต้องไม่มีความกดดันบีบคั้น
แต่มันหมายถึง เราสามารถที่จะเปิดใจยอมรับ
สิ่งเหล่านั้นได้ด้วยใจที่สงบเย็นไม่หวั่นไหว
และมีปัญญาที่จะหาทางออก
หรือแปรเปลี่ยนสถานการณ์อันไม่น่าพึงพอใจเหล่านั้น 
ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างดียิ่ง

พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ

Image by Pexels from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เมตตาคู่ปัญญา


เมื่อเราฝึกจิตให้เกิด
ความแจ้งชัดในความจริงที่ว่า
ทุกๆ สิ่งทั้งภายนอกและภายใน
ล้วนว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน
อีกสิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะต้องฝึกฝนจิตของเราก็คือ
การฝึกจิตให้เกิดความรักความเมตตาต่อผู้อื่น
เพราะมันจะเป็นพลังอันแก่กล้า
ที่จะสามารถทำลายความเห็นแก่ตัวได้...
ทั้งจิตที่มุ่งสู่ความหลุดพ้นอันสูงสุด
และจิตที่รักและเมตตาปรารถนาช่วยเหลือสรรพสัตว์
สองสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
และจำเป็นที่จะต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน
อันจะมีผลให้บุคคลนั้น บรรลุสู่เป้าหมายอันสูงสุด
ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ

Image by DreamyArt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ความรู้แจ้ง หลุดพ้น จะบังเกิดขึ้นได้



ความรู้แจ้ง หลุดพ้น
จะบังเกิดขึ้นได้ 
ก็ต่อเมื่อเราสามารถ
ปรารถนาดีต่อผู้อื่น
ได้เท่าๆ กับที่เราปรารถนาดีต่อตนเอง 
และละวางตัวเอง
ได้เท่าๆ กับที่เราละเลยผู้อื่นอยู่
ซึ่งหากทำได้เช่นนั้น
แม้ว่าเราจะยังคงท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ
เราก็จะเป็นอิสระต่อความทุกข์ยากทั้งหลาย

พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ

หนังสือคู่มือฝึกจิต หน้า 20

Image by Daw8ID from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



การปฏิบัติคือการทำความรู้อยู่ เข้าใจอยู่ ยอมรับอยู่



หน้าที่ของเรา ก็คือ จะต้องเข้าใจ
ลีลามายาของตัวตนให้ได้มากที่สุด
ถึงบอกเสมอว่าการปฏิบัติไม่ได้มีอะไรมาก
นอกจากนั่งดูกิเลส กิเลสก็คือตัวตนของเรา
ทําความเข้าใจมัน เรียนรู้มัน
ถ้าเราไม่ดูกิเลส ไม่ศึกษากิเลส
แล้วจะเรียกว่าการปฏิบัติได้อย่างไร
เราไม่ได้ปฏิบัติเอาสภาวะ เราไม่ได้ปฏิบัติเอาจิตที่โปร่ง โล่ง เบา
ไม่ได้ปฏิบัติเอาจิตที่สงบ ไม่ได้เอาจิตที่ว่าง ไม่ได้เอาจิตที่หลุดพ้น
ไม่ใช่ นั่นคือกิเลสทั้งนั้น ที่พูดมา
ไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นมันไม่มีทางหลุดพ้นที่แท้จริง
การปฏิบัติคือการทำความรู้อยู่ เข้าใจอยู่ ยอมรับอยู่ แค่นั้นเอง
แล้วไม่อะไรกับมันทั้งสิ้น วางเฉย
เมื่อนั้นจิตเราก็จะสะอาด สงบ สบาย แค่นั้นเอง

พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/



เราไม่เห็นค่าของชีวิตที่พบพระพุทธศาสนา



จงเข้าใจเถิดว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์
พบพระพุทธศาสนาได้นั้น 
มันเป็นอะไรที่ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก 
มันเป็นสิ่งที่ประเสริฐอย่างยิ่งนะ 
ไม่รู้จะเรียกว่าประเสริฐยังไง 
แต่เราไม่เห็นค่าของสิ่งนี้ เราจึงประมาทกันนัก
เราถึงประมาทและใช้ชีวิตให้เสียไปกับเรื่องไร้สาระเสียมากมาย 
เราเอาชีวิตที่มีค่านับพันล้าน นับหมื่นล้าน 
มาใช้ทำประโยชน์แค่พันสองพันบาทเอง 
มีเงินนับพันล้านมาลงทุนเพื่อให้ได้กำไรทีละพัน สองพัน 
มันจะมีประโยชน์อะไร นั่นคนเรากำลังใช้ชีวิตกันอย่างนั้น เข้าใจไหม

พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


คนทุกคนมีโพธิอยู่ในใจ



เมล็ดพันธุ์ทุกเมล็ด 
มีสิทธิ์ที่จะงอกได้ โดยตัวมันเองเสมอ
คนทุกคนมีโพธิอยู่ในใจ มีคุณความดี 
สิ่งที่เราคิดว่า “เราคงเป็นไปไม่ได้ เราไม่เหมาะ 
เรายังไม่เกี่ยว เรายังห่างไกล” 
นั่นคือ กิเลสหลอกเรา 
ทุกคนมีหมด เมล็ดพันธุ์ที่ดี 
เพียงแต่เราสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม 
มันก็จะงอกทันที

พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ไม่ให้ความแตกต่าง จึงไม่ทุกข์




เมื่อเรามีสติอยู่กับตัวเราเอง รู้กายรู้จิต หรือรู้กาย เวทนา จิตอยู่ 
ไม่หลงไปเพลิดเพลินปรุงแต่งต่อยามเมื่อเขาชม.. 
ไม่หลงไปเพลิดเพลินปรุงแต่งต่อยามเมื่อเขาด่า 
เราก็จะเห็นว่าคำชมและคำด่ามันไม่ได้แตกต่างกันเลย
เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็จะไม่ให้ความแตกต่างกับสิ่งใด 
และเช่นนั้นเราถึงจะไม่ทุกข์ 
แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เราก็หลงไปตามอำนาจของตัณหาอยู่นั่นเอง 
ฉันได้ยินมาว่าสิ่งนี้ไม่ดี ฉันก็พยายามจะกำจัดมัน 
ฉันได้ยินมาว่าสิ่งนี้ดี ฉันก็พยายามจะสร้างมัน 
ฉันก็เลยทุกข์เมื่อสร้างสิ่งดีไม่ได้ 
ฉันก็เลยทุกข์เมื่อสิ่งไม่ดีที่เขาว่านั่นปรากฏขึ้น


พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ละอวิชชาได้เพราะรู้เท่าทัน




อวิชชาเกิดเพราะความรู้ไม่เท่าทัน
ตามสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันธรรมนั้น..
การที่จะ "ละอวิชชา" ได้ก็หมายถึง 
การรู้เท่าทัน เห็นตามสภาพความเป็นจริงในขณะนั้น..


พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ธรรมแท้แล้วมันจะเกิดเองเป็นเอง




จงจำไว้ให้ดีว่า ธรรมแท้แล้วมันจะเกิดเองเป็นเอง 
มันเกิดหรือปรากฏ เพราะเหตุปัจจัยมันถึงพร้อม
ไม่ใช่เรากระทำ ไม่ใช่เราเป็นผู้สร้าง 
สิ่งเดียวที่เราจะกระทำได้ ก็คือ การสร้างเหตุปัจจัย 
จัดสรรเหตุปัจจัยให้เหมาะสม ไม่ใช่ไปกระทำผลให้เกิด 
แต่แม้เราได้สร้างเหตุปัจจัยให้เหมาะสม 
เหตุปัจจัยนั้นมันก็เกิดเองเป็นเอง จากการถึงพร้อมของเหตุปัจจัย
มันจึงไม่ใช่เพราะเรา มันจึงว่างจากตัวตน

พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เห็นขันธ์ 5 เป็นทุกข์ เป็นสัมมาทิฐิ




ถ้าเราเห็นขันธ์ 5 เป็นทุกข์ เป็นของว่างเปล่า
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาจริงๆ 
เราจะรักคนอื่น เราจะมีพรหมวิหาร เราจะเมตตา 
เราจะเห็นผู้อื่นเสมอกับเรา เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกับเรา 
สอง เราจะเห็นเลยว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นว่างเปล่าจากตัวตน 
เราจะไม่ไปยึดถืออะไรกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราเห็นอย่างนี้ชัดเจน 
นี่เขาเรียกว่า เรามีสัมมาทิฐิ


พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา