แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชยสาโรภิกขุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชยสาโรภิกขุ แสดงบทความทั้งหมด

ประตูคุกก็จะเปิดออกเอง


โดยทั่วไป คนเรามักมองอิสรภาพ
ในแง่ของประสบการณ์ทางกายภาพ 
(หรือภายนอก) คือ ได้สิ่งที่อยากได้ 
ไม่ได้สิ่งที่ไม่อยากได้  
ทำสิ่งที่อยากทำ ไม่ต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำ 
ไปในที่ที่อยากไป ไม่ต้องไปในที่ที่ไม่อยากไป และอื่นๆ อีกมากมายไม่รู้จบ

สำหรับผู้ที่มองอิสรภาพ
ในแง่ของการบริโภคและประสบการณ์ 
เงินจึงสำคัญยิ่ง เศรษฐีคนหนึ่ง
เคยบอกอาตมาว่า การมีเงินมากๆ 
ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นซูเปอร์ฮีโร่ 
เงินเป็นพลังพิเศษของเขา 
มันให้สิ่งดีๆ ให้สถานะทางสังคมแก่เขา 
เขายอมรับว่ามันทำให้เขา
รู้สึกเหนือกว่าคนที่ไม่มีเงิน

แต่ท้ายที่สุดแล้ว 
อิสรภาพทางวัตถุเป็นเรื่องผิวเผิน 
อาจเปรียบได้กับความหรูหรา
ในห้องชั้นหนึ่งบนเรือไททานิก 
หรือห้องขังของเจ้าพ่อมาเฟีย 
ล้วนเป็นอิสรภาพภายในกรงขัง 
มิใช่อิสรภาพจากกรงขังนั้น

การหลับตาภาวนาช่วยให้เรามองเห็น
ว่าจิตใจของเราเองคอยขัดขวาง
ไม่ให้เราเป็นอิสระอย่างแท้จริงอย่างไร 
เราจะเจอข่าวร้ายก่อนคือ 
เราเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของตัวเอง 
แต่ข่าวดีที่ตามมาคือ 
ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น 
เราเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของตัวเองได้  
เมื่อปล่อยวางตัณหาทั้งปวง 
ประตูคุกก็จะเปิดออกเอง

พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ

ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)


19 ก.ย.69

 

ความคิดควรเป็นผู้รับใช้ชีวิต


ความคิดควรเป็นผู้รับใช้ชีวิต
แต่เราปล่อยให้ชีวิต
เป็นผู้รับใช้ความคิดเสียมากกว่า
จิตใจเลยปั่นป่วนเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา...
ผู้ที่ได้เห็นความประณีตความงดงาม
ของจิตที่เป็นอิสระจากความคิด
จะมีกำลังใจในการภาวนา
พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

13 พ.ค.69



 

ทำให้เราย่อมเข้าไม่ถึงความดีสูงสุด


คนทั่วไปไม่ทำความชั่วร้ายอยู่แล้ว
ปัญหาอยู่ที่ความพอใจ
หรือความภาคภูมิใจในความดีทั่วๆไป
จนไม่มีกำลังใจที่จะแสวงหาความดีสูงสุด
การเห็นโทษของความชั่วไม่ยาก
แต่การเห็นโทษของข้อบกพร่อง
ในความดีค่อนข้างละเอียด
การให้ทานและการรักษาศีล
คือความดีที่น่าภาคภูมิใจ
แต่การหยุดอยู่พอใจกับความดีแค่นั้น
ก็ทำให้เราย่อมเข้าไม่ถึงความดีสูงสุด
ที่รู้ได้ด้วยการภาวนาเท่านั้น
พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

30 เม.ย.69


 

เราหาความสุขผิดที่


ลึกๆ มนุษย์เราต้องการ
ความสุขที่มั่นคงแน่วแน่
ความสุขที่ไว้ใจได้ ที่ไม่มีวันเสื่อม
ปัญหาคือเราแสวงหาความสุข
ที่เที่ยงแท้ถาวรนั้นในสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร
คือ รูป เสียง กลิ่น รส การสัมผัสทางกาย
และความรู้สึกนึกคิดต่างๆ
สิ่งเหล่านี้มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป
ตลอดเวลาเป็นธรรมดา
แม้แต่เครื่องรับสิ่งเหล่านี้ คือ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาเป็นธรรมดา
สรุปว่าเราหาความสุขผิดที่
ความทุกข์ ความคับข้องใจต่างๆ
ที่เกิดในระหว่างการแสวงหาความสุข
อย่างขาดปัญญาคือ ทุกขะ อริยสัจที่ ๑
พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ธ.ค.68 


 

โลกียสุขเป็นความสุขที่คับแคบ


“ในพระสูตรพระสูตรหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า พระตถาคตจะสอนเธอทั้งหลายถึงเรื่องทั้งหมด
.
“เรื่องทั้งหมด” คืออะไร?
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เหล่านี้ คือ “ทั้งหมดในชีวิตของมนุษย์”
อาตมาได้ฉุกคิดทันที สำนึกตัวเลยว่า การหาประสบการณ์ชีวิตของเราเป็นแค่“การสะสมสัญญา”เท่านั้น
.
ที่เราได้เห็นอะไรๆแปลกประหลาดหลายอย่าง สิ่งที่สวยงาม เช่น พระอาทิตย์ขึ้นจากยอดภูเขาหิมาลัย พระอาทิตย์ตกที่ทะเลอันดามัน สิ่งที่ทั้งน่าเกลียดและน่าสงสาร อย่างเช่น กลุ่มคนพิการ ขอทาน ในเมืองกัลกัตตา ฝูงหมาแย่งไส้ของซากเด็กริมแม่น้ำคงคา ฯลฯ ทั้งหมดที่ได้เห็นมาก็สักแต่ว่า“รูป”เท่านั้นเอง
.
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เราได้ยิน เช่น เสียงอิหม่ามเรียกชาวมุสลิมไปสุเหร่า ดนตรีอินเดียที่แสนละเอียดลึกซึ้ง เสียงนกยูงร้องหากันในยามพลบค่ำชานหมู่บ้านกลางทะเลทราย เสียงที่ประทับใจที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนมีเยอะ แต่ทั้งหมดนั้นสักแต่ว่า “เสียง” เท่านั้น
.
กลิ่นหอมกระสอบเครื่องเทศในตลาด กลิ่นเหม็นควันจากโรงงานในเมืองอุตสาหกรรม ก็สักแต่ว่า “กลิ่น” เท่านั้น
.
รสอาหารอิหร่าน อาหารตุรกี อาหารอินเดียเหนือ อาหารอินเดียใต้ ก็เป็นแค่ “รส” เท่านั้นเอง
.
ลมฤดูใบไม้ผลิในภูเขาแอลป์ โชยลูบไล้ใบหน้า ความแน่นขนัดในรถไฟอินเดีย ฯลฯ ก็สักแต่ว่า “โผฏฐัพพะ” คือความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง เท่านั้น
.
ความนึกคิดต่างๆ ความคิดดี คิดชั่ว ความตื่นเต้น ความเบื่อระอา ความกลัว ความกล้า จินตนาการ ก็สักแต่ว่า “ธรรมารมณ์” เท่านั้น
.
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ที่สัมผัสแล้ว เดี๋ยวนี้สิ่งเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหนกัน? อาตมาถามตนเอง ได้คำตอบว่า “เหมือนความฝัน” เหลือแต่ความทรงจำคือ “สัญญา” (ความจำได้หมายรู้)
.
อาตมาประจักษ์อยู่กับใจว่า จะไปไหนต่อไปก็ไม่ได้อะไรมากกว่านี้ เที่ยวประเทศไหน ก็คงเห็นแต่ของเก่า คือรูป ได้ยินแต่ของเก่า คือเสียง ได้ดมแต่ของเก่า คือกลิ่น ไปรับประทานอาหารที่ไหน อาหารอินเดีย อาหารไทย อาหารเวียดนาม อาหารอะไรก็แล้วแต่ รับประทานอะไรลงไปแล้วก็ได้แค่รส ไม่มีอาหารที่ใดในโลกนี้ที่พ้นจากความเป็นรสไปได้
.
อาตมาจึงรู้สึกว่าการท่องเที่ยวพอแล้ว ปัญญาที่จะได้จากการแสวงหาต่อไปคงยังผิวเผิน ความสุขที่จะได้ก็ยังกวัดแกว่ง ปัญญาและความสุขที่เราต้องการอยู่ภายในมากกว่า
.
อาตมารู้สึกเหมือนกับคนที่อยู่ในประเทศที่กำลังจะจมน้ำ ซื้อรถเบนซ์หรือบีเอ็มเพื่อจะหนี รถวิ่งเร็วดีเป็นที่พอใจ แต่เมื่อทราบว่าไปที่ปลอดภัยต้องข้ามทะเล ก็รู้ทันทีว่าพาหนะนี้ใช้ไม่ได้ ยังชมอยู่ว่าเป็นรถเก๋งที่ดี เพียงแต่ว่าไม่ตรงกับความต้องการของเราเท่านั้น เพราะอีกไม่นานน้ำก็จะท่วมถนน รถเก๋งไปไม่ถึง
.
ในการหาความสุขที่แท้จริง อาตมาได้ข้อคิดว่าต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ ต้องหาเรือหรือแพข้ามทะเล
.
เมื่อเราเห็นว่าความสุขที่ได้จากประสบการณ์ คือการสัมผัสกับรูป รส กลิ่น เสียง เหล่านี้ เป็นความสุขที่คับแคบ มีขีดจำกัด มีช่วงอายุสั้นมากอย่างนี้ “สัมมาทิฐิ” และ “ฉันทะ” ที่จะหาความสุขที่ประณีตกว่านั้น ที่เลิศประเสริฐกว่านั้นจึงเกิดขึ้น
.
การที่จะเลิกดิ้นรน เลิกกระสับกระส่าย กระวนกระวายกับ “โลกียสุข” นั้น ไม่ใช่ของยากจนเกินไป แต่ผู้ที่ทำได้คือ เห็นข้อบกพร่องของมัน จึงเกิดความต้องการความสุขที่สูงกว่า ประณีตกว่า และปราศจากโทษ
.
ที่อาตมาได้ยกเรื่องความสุข เรื่องปัญญามาคุยที่นี่ ก็เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ และเพราะเสียดายว่า ทุกวันนี้พุทธศาสนิกชนในเมืองไทยกำลังขาดความสุขที่ควรจะได้จากบุญที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ในเมืองพุทธ ถึงจะมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นในสถาบันสงฆ์บ่อยๆ นั่นเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่เรื่องของธรรม อย่าพึงให้กิเลสอ้างความไม่ดีของคนอื่นสนับสนุนการไม่เอาไหนของตนเอง
.
คนเราจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” ไม่มีวันแปดเปื้อน กฎตายตัวของธรรมชาติยังมีอยู่เหมือนเดิมว่า การศึกษาและปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ และปัญญา เท่านั้น ที่จะนำเราไปสู่ที่เกษม ถ้าเราขาดธรรมะแล้วชีวิตไม่มีทางพ้นการเผาลนของ ไฟโลภ ไฟโกรธ ไฟหลง ได้เลย”
.
พระพรหมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร)
ที่มา : จากธรรมบรรยายหัวข้อเรื่อง “สุขเป็นก็เป็นสุข”
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

7 พ.ย.68 

 

การปล่อยวาง


การปล่อยวางไม่ได้หมายความว่า
เราจะหยุดความเพียรพยายาม
ในการดำเนินชีวิต
การปล่อยวางไม่ได้ทำให้เรา
ละเลยหน้าที่และความรับผิดชอบ
เราไม่ได้ปล่อยวางในตัวการกระทำ
แต่ปล่อยวางความสัมพันธ์
ที่ไม่ถูกต้องต่อการกระทำนั้นต่างหาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราปล่อยวาง
อุปนิสัยที่ชอบปล่อยให้
‘ตัวฉัน’ ‘ของฉัน’ มาสร้าง
ความมัวหมองในโลกของเรา
แมลงวันที่ตกลงไปตายเพียงตัวเดียว
ทำให้แกงเสียหมดทั้งหม้อได้ฉันใด
การยึดความคิดว่ามี ‘ตัวฉัน’ และ ‘ของฉัน’
ย่อมทำให้เกิดความเสียหาย
แม้กระทั่งสถานการณ์ที่มีคุณค่า
มากที่สุดได้ฉันนั้น
พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

5 พ.ย.68 



 

คือ นกที่เห็นกรง


นักปฏิบัติ คือ นกที่เห็นกรง
แล้วอยากออกไป
ฉะนั้น เป็นเรื่องธรรมดาว่า
พวกไม่เห็นกรงต้องงง
ไม่เข้าใจการกระทำของ
ผู้ที่กำลังหาทางแหกคุก
พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ต.ค.68 


 

อาหารของกิเลส


เกลียดกิเลสก็ไม่ถูกนะ
โกรธมันก็ไม่ได้เหมือนกัน
แม้จะหงุดหงิดกับมันก็ไม่ได้
เพราะจะทำให้กิเลสโตขึ้น พองขึ้น
กิเลสชอบกินอาหารของมันเหมือนกัน
ความยินดี และความยินร้าย
เป็นการบิดเบือนการพิจารณา
ทำให้การวินิจฉัยกลั่นกรองข้อมูล
ที่เรารับรู้นั้นผิดเพี้ยนไป
..
ความยินดีเกิดตรงไหน
พุทธศาสนาก็ขาดไปตรงนั้น
กลายเป็นคนนอกศาสนา
เป็นคนนอกรีต นอกทาง
คือขณะใดที่สติไม่คุ้มครองจิตใจของเรา
ศาสนาพุทธก็หายไปในขณะนั้น
..
จิตที่มีความสงบ มีความหนักแน่น
จะมีความรู้สึกอันหนึ่งที่แปลกๆ
จะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายความยินดีและยินร้าย
มันก็คล้ายๆ กับว่า
เราขี้เกียจที่จะไปยินดี ยินร้ายกับมัน
...
จิตที่มีความสงบระงับ
เป็นผู้ที่มีความเกรงกลัว
และละอายต่อความประมาท
เราจะสามารถเห็นกิเลส
เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต
และเห็นว่า
กิเลสอยู่ได้ด้วยการอาศัยอาหาร
...
ถ้าเราเลี้ยงมันไว้ มันก็อยู่นาน
มันทรมานเรานาน
แล้วก็ทรมานผู้ที่อยู่รอบข้างเราด้วย
..
แต่ถ้าเราไม่เลี้ยงมันไว้
ด้วยความยินดีหรือยินร้าย
มันจะค่อยแห้งเหี่ยวไป
มันจะค่อยหมดไป
มันจะค่อยๆ หายไปจากจิตใจของเรา
_____________
เพื่อนนอก เพื่อนใน หน้า ๘๕
ใช้สาระ ชนะมาร เล่ม ๓ อยู่เย็น เป็นอยู่
จัดพิมพ์เป็นอาจริยบูชา
๖๐ พรรษา พระอาจารย์ชยสาโร

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

29 ก.ย..68 


 

การปฏิบัติธรรมคือ "กัน" ดีกว่า "แก้"


ในการปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน
คนที่รู้สึกว่า ทุกวันนี้ชีวิตตัวเองก็ดี
ไม่มีปัญหา ชีวิตครอบครัวก็โอเค
ชีวิตการงานก็ดี โอเคทุกอย่าง
.
แล้วจะปฏิบัติธรรมทำไม
รู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลา ยังไม่จำเป็น
อันนี้ก็เหมือนกับคนที่ถือว่า
จะต้องมีเรื่องวิกฤต จึงจะสนใจ
ปรับระบบการทำงานหรือแก้ปัญหา
.
การปฏิบัติธรรมคือ "กัน" ดีกว่า "แก้"
การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เป็นแบบปฐมพยาบาล
.
คือ มีปัญหาแล้ว อกหักบ้าง
ทุกข์กับความพลัดพราก ทุกข์จากตกงาน
จะปฏิบัติธรรมอย่างไร มีธรรมะข้อไหนช่วย
.
อันนี้เรียกว่ามองธรรมะของพระพุทธเจ้า
เหมือนกับการปฐมพยาบาล
แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า
ละเอียดลึกซึ้งกว่านั้น
…
Filter กรองอกุศล
โดย พระพรหมพัชรญาณมุนี วิ.
พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ
บ้านบุญ
วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๘
FB : Kanlayanatam
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

18 ก.ย..68