แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ แสดงบทความทั้งหมด

ในโลกนี้จะไม่มีอะไรที่เป็นเราอีก


เราใช้ร่างกาย จิตใจของเรา
ใช้ตัวเราเป็นตัวแทนในการศึกษา
วันใดที่เข้าใจตัวเองอย่างแจ่มแจ้ง
ก็จะเข้าใจโลกทั้งโลกอย่างแจ่มแจ้งด้วย
วันใดที่เห็นว่าร่างกายจิตใจนี้ไม่ใช่เรา
ในโลกนี้จะไม่มีอะไรที่เป็นเราอีก
วันใดที่เข้าใจว่าร่างกายจิตใจนี้ ในขันธ์ห้านี้
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เราก็จะเข้าใจว่าโลกทั้งโลกเป็นอย่างนั้นด้วย
อาจารย์ประสาน พุทธกุลสมศิริ
คอร์สนานาชาติ ชลบุรี
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

13 พ.ค.69


 

งานทางโลก ไม่มีวันสิ้นสุด


งานทางโลก ไม่มีวันสิ้นสุด
เพราะกิเลสเราไม่เคยหยุด
แต่งานทางธรรมมีวันจบ
จบแล้วจบเลย ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก
จะเอาความสุขที่เหนื่อยยากแทบตาย
หามาได้ แล้วก็ต้องเสียไปอีก
จะให้พลังงานทั้งชีวิต เพื่อการนี้
หรือจะใช้ทรัพยากรในชีวิต
เพื่อแสวงหาความสุขที่เที่ยงกว่านี้
เลือกเอา
อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

10 ก.พ.69


 

อย่าประมาทกิเลส


ทุกคนถ้ายังไม่ทำที่สุดแห่งทุกข์ 
อย่าประมาทกิเลส 
แล้วก็อย่าพึงพอใจในความดีที่มีอยู่ 
มันจะต้องพัฒนาขึ้นไปจนถึงวันหนึ่ง
อะไรๆ ก็ทำให้เราทุกข์ไม่ได้ 
อย่างนั้นจึงจะถึง หน้าที่ที่มีต่อตัวเองสิ้นสุด 
เราพลาดเมื่อไร เราก็ทุกข์เมื่อนั้น 
พระพุทธเจ้าท่านถึงสอนว่า 
ธรรมะทั้งหลายรวมลงที่ความไม่ประมาท 

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ 

Image by StockSnap from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/



 

เป็นใจที่มีศีล สมาธิเกิดทันที


รู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้น
หลังจากที่กระทบผัสสะ
พอมีสติรู้เท่าทันกิเลส
กิเลสก็ดับลง พอกิเลสดับลง
ใจเราไม่ถูกกิเลสย้อม
ใจเราก็มีสภาวะของใจที่เป็นปกติ
เป็นใจที่มีศีล สมาธิเกิดทันที
เพราะศัตรูของสมาธิก็คือกิเลส
ศีลที่เป็นฐานของสมาธิจริงๆ
ควรจะเป็นศีลอันนี้
ไม่ใช่เป็นศีลที่พวกเรามาดูทีละข้อๆ 
แล้วก็มาพิจารณาว่า
ทำอะไรได้แค่ไหนถึงเรียกว่าไม่ผิดศีล

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by nathalieburblis from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

สมาธิที่ถูกต้องก็เกิดขึ้นเลย


จิตส่งออกนอก ไปรับรู้อารมณ์
ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 
ใจก็คือลงไปคิด 
เราแค่มีสติรู้ทันเฉยๆ มีสติรู้ทัน 
รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง 
ใจก็จะอยู่กับเนื้อกับตัว 
สมาธิที่ถูกต้องก็เกิดขึ้นเลย 
ไม่มีความจำเป็นจะต้องดึงไว้หรือรั้งไว้

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ 

Image by Margaret8 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ทางรอดอยู่ตรงไม่ลอยขึ้นและไม่จมลง


ทางรอดอยู่ที่ไหน 
ทางรอดอยู่ตรงไม่ลอยขึ้นและไม่จมลง 
อยู่ที่ทางสายกลาง 
อยู่ที่รู้ทันความสุดโต่งสองด้านไปเรื่อยๆ 
ทุกครั้งที่รู้ทันความสุดโต่งสองด้าน 
มันจะได้ใจที่เป็นปกติขึ้นมา 
ใจที่เป็นปกตินี้ มันจะมีคุณสมบัติพิเศษอันหนึ่ง 
ที่จะเป็นผู้รู้ เป็นผู้ดู 
ไม่ถูกความสุขย้อม ไม่ถูกความทุกข์ย้อม 
ไม่ถูกกุศลย้อม ไม่ถูกอกุศลย้อม 
มันจะเป็นผู้เห็นว่า สุขทุกข์มาแล้วก็ไป 
ดีชั่วมาแล้วก็ไป มันจะเป็นผู้เห็นว่า 
ใจก่อนหน้านี้ไปเกิดทางตา ไปเกิดทางหู 
ไปเกิดทางจมูก ทางลิ้น 
ทางกาย ทางใจ 
ไม่ได้จิตที่เป็นธรรมดาแบบนี้ 
ไม่ได้จิตที่เป็นผู้รู้ เป็นผู้ดูเป็นผู้เห็น 
ก้าวเข้าไปสู่กระบวนการของ
การเจริญปัญญาไม่ได้ 
พอเจริญปัญญาไม่ได้
ก็ไม่มีโอกาสเข้าถึงซึ่งวิมุตติ 
มรรคผลก็ไม่เกิด

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by RuslanSikunov from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/



 

หลงไปก็ไม่ถูก เพ่งไว้ก็ไม่ใช่


นักภาวนาต้องเข้มแข็ง
เข้มแข็งไม่ใช่ว่าโลภมาก
ไม่ใช่เพ่งจ้องตัวเองตลอดเวลา
แบบสายตาไม่กะพริบ
อย่างนี้ไม่ถูก
อย่างนี้คือเราถูกกิเลสหลอกแล้ว
มีความโลภอยากจะเจริญมากไป
หลงไปก็ไม่ถูก เพ่งไว้ก็ไม่ใช่
แค่รู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติ ธรรมดา
จนถึงจุดหนึ่งจะค่อยๆ เข้าใจมากขึ้นเอง
ว่าร่างกายจิตใจนี้ สั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ


Image by stanbalik from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา






 

วิธีการเรียนธรรมะ เรียนด้วยการรู้สึก



วิธีการเรียนธรรมะ เรียนด้วยการรู้สึก 
เรียนด้วยการคิดไม่ได้ 
คิดเอาไม่มีวันเข้าใจ 
อย่างเราคิดว่าเรามีมานะอัตตา
กับเห็นว่ามีมานะอัตตาไม่เหมือนกัน 
เราคิดว่าเราโกรธกับเรารู้สึกโกรธ 
มันต่างกันลิบลิ่ว 
ความรู้สึกเกิดขึ้นที่จิต ไม่ได้เกิดที่สมอง 
ธรรมะแท้ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระนิพพาน 
อยู่นอกเหตุเหนือผล 
ไม่ได้เรียนได้หรือสัมผัสได้ผ่านเหตุผล...

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by mirkostoedter from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

อย่างนี้เรียกว่าการภาวนา


ถ้าเราใช้วิธีการเรียนรู้
ด้วยการดัดแปลงให้ดีตลอด 
ถึงอย่างไรก็ไม่มีวันเข้าใจ 
เพราะเริ่มต้นพวกเราก็หลอกแล้ว 
เราต้องการศึกษาธรรมชาติของสิ่งใด 
เราต้องไม่ดัดแปลงธรรมชาติของสิ่งนั้น 
ปล่อยให้สิ่งที่เราต้องการศึกษา 
ทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ 
แล้วสังเกตมัน ดูมันอย่างที่มันเป็น 
จนเข้าใจพฤติกรรมของมัน 
จนเข้าใจลักษณะของมัน 
การศึกษาสังเกตร่างกาย จิตใจของเรา 
โดยที่ปล่อยให้มันทำงานเอง 
อย่างเป็นธรรมชาติ 
อย่างนี้เรียกว่าการภาวนา 
และปัญญาที่เกิดขึ้นจากการสังเกตจนเข้าใจ 
เรียกว่า ภาวนามยปัญญา 
ปัญญาอย่างนี้ถึงจะช่วยให้เข้าใจ 
ช่วยให้พ้นทุกข์ ให้ฉลาด 
ให้ปล่อยวางจางคลายจากความยึด 
และพาเราพ้นจากทุกข์ได้

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by Fotorech from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

แม้แต่สภาวะที่ดี เราก็ไม่ยอมให้ย้อมจิต


อย่าว่าแต่สภาวะที่ชั่ว 
แม้แต่สภาวะที่ดี 
เราก็ไม่ยอมให้ย้อมจิต 
เรามีหน้าที่รู้ทันไปเรื่อย 
อย่าให้กระทั่ง ศรัทธา ปิติ 
หรือกุศล หรือคุณงามความดีทั้งปวง 
สามารถย้อมใจเราได้

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by ksa61011 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ไม่ใช่ทำใจให้นิ่งๆ

ทุกความรู้สึกที่มันแสดงออกมา
มันสอนธรรมะอันเดียวกัน
คือมันเป็นของมาแล้วไป
เกิดแล้วดับ บังคับไม่ได้ทั้งสิ้น
ธรรมะมันอยู่ตรงนี้
ไม่ใช่ทำใจให้นิ่งๆ

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by photo-graphe from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ไม่มีอะไรเลยที่เราสั่งได้จริง


หลักของการภาวนาคือรู้อย่างที่มันเป็น 
ก็คือรู้อะไรก็ได้ ต้องรู้ซื่อๆ 
อะไรเกิดขึ้นเฉพาะหน้า 
กุศลก็ดี อกุศลก็ดี ก็รู้ไปซื่อๆ อย่างนั้น 
ไม่ใช่ว่าต้องเป็นกุศล ห้ามเป็นอกุศล 
ไม่ใช่ว่าต้องขยันอย่างเดียว ห้ามขี้เกียจ 
ห้ามใจได้อย่างไร 
สั่งให้ใจศรัทธาตลอด สั่งอย่างไร 
ของจริงแสดงตัวอยู่แล้วว่าอะไรก็ไม่เคยเที่ยง 
ศรัทธาก็ไม่เที่ยง วิริยะก็ไม่เที่ยง 
สติก็ไม่เที่ยง สมาธิ ปัญญา 
อะไรๆ ก็ไม่เที่ยงทั้งสิ้น 
เราต้องการเห็นอย่างนี้ต่างหาก 
ไม่ใช่ว่าภาวนาไปแล้ว อะไรๆก็เที่ยง 
อะไรๆก็ดีสม่ำเสมอ มันฝืนธรรมะไปแล้ว 
ธรรมะแท้ๆ คือเห็นว่าอะไรต่างๆ ก็ไม่เที่ยง 
ความไม่ดีต่างๆ ก็ไม่เที่ยง 
สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง 
ไม่มีอะไรเลยที่เราสั่งได้จริง

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by Myriams-Fotos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ดีก็ได้ ชั่วก็ได้


คนอยากดี จะรังเกียจความปรุงแต่งที่ชั่ว
เวลาความปรุงแต่งที่ชั่วเกิดขึ้น
จะพยายามบีบบังคับผลักไสไล่ส่ง
พยายามกดข่มลงมา
ในขณะนั้นมันชั่วแล้ว
เพราะมีกิเลส มีโทสะแล้ว
คือไม่ชอบสภาวะที่เกิดขึ้น
จริงๆ ตอนที่อยากดี มันก็ชั่วแล้ว
เพราะมีโลภะ
เรามีหน้าที่เห็นว่าใจเราปรุงชั่ว
แล้วก็ยอมรับมัน
รู้ไปด้วยใจที่เป็นกลาง
ความปรุงชั่วต่างๆ เดี๋ยวก็ดับเอง
มีอะไรที่ไม่ดับ
ฉะนั้นมีอะไรเกิดขึ้น รู้ไปซื่อๆ
รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง
ดีก็ได้ ชั่วก็ได้

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by dimitrisvetsikas1969 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

สมาธิที่แท้

เพิ่มคำบรรยายภาพ

สมาธิที่แท้ เป็นสมาธิที่ใจอยู่กับเนื้อกับตัว 
โดยที่ไม่ได้บังคับไว้ ก็คือ 
ใจอยู่กับเนื้อกับตัวโดยที่
ไม่ได้มีความอยากสักนิด 
ให้มันอยู่กับเนื้อกับตัว 
คืออยู่กับเนื้อกับตัวด้วยตัวมันเอง 
แล้วก็สมาธิ จริงๆ ไม่ได้แปลว่า ใจนิ่งๆ 
สมาธิในความหมายของพุทธศาสนา 
คือมีความรู้เนื้อรู้ตัว มีความตั้งมั่น 
ไม่ใช่ มีจิตที่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหว...

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

 Image by AlemCoksa from pixabay

โอกาสได้มรรคผล


เรียนรู้ตัวเองไปเรื่อย 
จนใจเป็นกลางกับความปรุงแต่งต่างๆ
ถึงจะมีโอกาสได้มรรคผล 
ถ้าใจยังไม่เป็นกลาง
ยังเลือกเอาสภาวะใดสภาวะหนึ่ง 
ยังรังเกียจสภาวะใดสภาวะหนึ่ง
ยังห่างไกลมรรคผลมากนัก
จนถึงจุดที่จะได้มรรคผล
ใจจะต้องเข้าสู่ความเป็นอุเบกขาอย่างแท้จริง

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by StockSnap from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


จิตที่เข้าสู่ทางสายกลาง


จิตที่เข้าสู่ทางสายกลาง คือ จิตที่ไม่ลุ่มหลง
ไปกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และเรื่องราวที่คิดนึก
มีความรู้เนื้อรู้ตัว มีสติ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้กดข่ม
บังคับความรู้สึกของตัวเองไว้ ใจสบาย มีความสุข
เห็นสภาวะต่างๆ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


มรรคผลนิพพานยังเป็นสิ่งที่เป็นไปได้



มรรคผลนิพพานในยุคนี้
ก็ยังเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับทุกคน
คือท่านสอนไว้ว่า “ตราบใดที่ยังมีผู้เจริญสติปัฏฐาน
โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์”
เพราะฉะนั้น ถ้าพวกเราทุกคนในที่นี้เจริญสติปัฏฐาน 
พวกเราก็มีโอกาสที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน
กับเขาบ้างเหมือนกัน

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เราภาวนา ไม่ใช่เพื่อจะเอาความรู้สึกตัวตลอดเวลา



เราภาวนา ไม่ใช่เพื่อจะเอาความรู้สึกตัวตลอดเวลา 
ไม่ใช่เพื่อจะเอาใจที่ไม่หลง
เราต้องการเห็นความเป็นธรรมดาของมัน 
คือ หลงก็บังคับไม่ได้ ไม่อยากให้หลงก็ทำไม่ได้ 
อยากรู้สึกตัวนานๆ ทำไม่ได้ 
หลงเกิดดับ สติเกิดดับ สมาธิเกิดดับ 
เราต้องการเห็นตรงนี้ต่างหาก 
เห็นตรงนี้ได้แล้ว ใจนะ ยอมรับความเป็นธรรมดาของมัน 
ยังไม่ต้องได้มรรคผลหรอก ใจก็ร่มเย็น

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ศีลสำคัญมากสำหรับการภาวนา



ศีลมีไว้สู้กับกิเลสหยาบ ศีลมีประโยชน์มาก
คนในสมัยนี้คิดว่าการรักษาศีลเป็นเรื่องของคนโง่งมงาย 
คนจำนวนมากเชื่อว่าผิดศีลเล็กๆ น้อยๆ ไม่เป็นไร 
แต่ถ้าเราภาวนาไปสักระยะหนึ่ง 
เราจะพบว่าศีลเล็กๆ น้อยๆ ก็สำคัญ 
เวลาที่เราล่วงศีล จิตใจที่เคยสงบเย็น ก็จะไม่สงบเย็น 
จิตที่เคยมีสมาธิ ก็จะฟุ้งซ่าน

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา