แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส แสดงบทความทั้งหมด

อย่าพึงยินดีพอใจในบาปของผู้อื่นเลย


ผู้ทำบาปแล้ว มีอกุศลเจตนา
พอใจยินดีบาปของตนอีก
เป็นการทำบาปซ้ำอีกเป็น ๒-๓ เท่า
ท่านผู้มีปัญญา
ผู้มีความละอายบาป ทั้งหลาย
อย่าพึงยินดีพอใจในบาปของผู้อื่นเลย
จงแผ่เมตตากรุณาในผู้ทำบาปนั้นเถิด
ถ้าพอใจยินดีบาปผู้อื่น
เป็นการโมทนาบาป
เป็นบาปกับเขาไปด้วย
จงงดเถิดท่านทั้งปวง
พระอาจารย์นพพร อาทิจจวังโส
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

16 ก.ค..68 


 

รู้อะไรขึ้นมา ในจิตก็ว่างๆๆ


ทําจิตให้ว่างให้หมด
ว่างจากความรู้สึกนึกคิด 
ทําจิตให้ตั้งมั่นในสุญญตสมาธิ
มีอนัตตาความว่างเป็นอารมณ์
สุญญตวิโมกข์หลุดพ้นด้วยความว่าง
จิตรับรู้อะไรขึ้นมาก็เตือนจิตว่าว่างๆๆ
ไม่ต้องไปรอ ไม่ต้องวิตกวิจาร
ไม่ต้องรอสังขารปรุงแต่ง

รู้อะไรขึ้นมา ในจิตก็ว่างๆๆ 
ต้องใช้ความว่างข่มมัน
หมายถึงว่าใช้ปากพูดไป เหมือนกับเราบ่นมันนันแน่ะ
ให้ว่างๆๆ เหมือนกับเราคนทั่วไปนั่นแหละ
อยู่เฉยๆ ใครมาบ่นให้เราฟังเราก็ไม่ชอบ
ฉะนั้นเมื่อมันโผล่ขึ้นมา เราก็บอกว่างๆๆ

ไอ้ความทีว่าเราพูดว่าว่างๆๆ ไปกระแทกใจมัน
มันก็อยู่ไม่ได้ มันก็รําคาญ มันก็ต้องออกไป
อารมณ์ทั้งหลายก็จะได้หมดไป สิ้นไป
เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องไปห่วงใย
อาลัยอาวรณ์ใครทั้งหมด
ตายตอนนี้ ว่างเดี๋ยวนี้ ไปนิพพานเดี๋ยวนี้

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

Image by FelixMittermeier from pixabay

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)



 

การแยกอารมณ์ออกจากจิต...


การแยกอารมณ์ออกจากจิต...

แยกจิตออกจากกาย 
แยกอารมณ์ออกจากจิต 
จะเห็นจิตเดิมแท้บริสุทธ์ผ่องใส 

สลายอารมณ์ให้เป็นความว่าง  
สลายความว่าง ให้เป็นความบริสุทธิ์ 

การปฏิบัติธรรมเข้าถึงความว่างบริสุทธิ์ 
กระทำด้วยความรู้ ความเข้าใจ
ที่ถูกต้องในหลักพุทธธรรม 
คือรู้ว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สัมผัส) 
เป็นที่เกิด ที่อาศัยของตัณหา 
ทำให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ 
เปรียบเสมือนขยะ ที่เน่าเหม็น และเป็นพิษ 
และเปรียบเสมือนมะเร็ง 
ที่เกาะกัดกินใจให้เจ็บปวดทุกข์ทรมาน

เมื่อแยกอารมณ์ออกจากจิตได้ 
ทุกข์ก็ดับไป 
ด้วยอาศัยการบำเพ็ญบารมี ๑๐ 
อย่างยิ่งยวด ต่อเนื่อง และมั่นคง 
ก็สามารถล้างอารมณ์อันเป็นพิษ
ออกจากจิตได้หมดสิ้น

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

Image by susan-lu4esm from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

พ้นโลกด้วย “ทำใจไม่ติดอารมณ์”


เราจะพ้นโลกได้เมื่อใด? 
พ้นได้เมื่อทำใจไม่มีในเรา 
ไม่มีตัวตนของเรา ทั้งภายในภายนอก 
พ้นไปจากความสำนึกว่าเรา เป็นเรา 
เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน 
เพราะตัวตนเป็นของโลก เป็นของเรา 
จิตไม่มีตัวตน จิตที่ไม่มีอุปาทาน ความยึดถือ 
คือ ไม่ยึดถืออารมณ์ไว้
รู้อารมณ์แล้วผ่านอารมณ์ 
จิตว่างจากอารมณ์ ธรรมารมณ์ทั้งหมด 
ไม่มีอาลัย จึงไม่มีตัวตน จึงวิมุติหลุดพ้นโลก 
ด้วยสภาวธรรม “ทำใจไม่ติดอารมณ์”

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

Image by pen_ash from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ว่าง ยกล็อตทั้งหมด


การไม่มีสังโยชน์ร้อยรัดใจ
เพราะมีอนัตตา ความว่างเป็นอารมณ์
เท่ากับตัดสังโยชน์ ๑๐
สักกายทิฏฐิ ว่าง วิจิกิจฉา ว่าง
สีลัพพตปรามาส ว่าง
กามราคะว่าง ปฏิฆะ ว่าง
รูปราคะ ว่าง อรูปราคะ ว่าง
มานะ ว่าง ทิฎฐิ ว่าง อวิชชา ว่าง
ว่าง ยกล็อตทั้งหมด
รวดเร็ว ฉับพลันทันใจ..

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

Image by geralt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ถ้าวางอารมณ์ไม่ได้ก็วางทุกข์ไม่ได้นั่นเอง


ดับทุกข์ได้ก็คือดับอารมณ์  
เคยได้ยินคำนี้บ้างไหม  
อย่าไปคล้อยตามอารมณ์
ความรู้สึกดีใจ เสียใจ โกรธ โมโห  
หึงหวง ห่วงใย อาลัยอาวรณ์  
อารมณ์ที่เป็นความรู้สึกหลอกหลอนใจ
ให้คล้อยตามต่างๆ นานา 
ไม่ใช่ไม่มีอารมณ์ คนเรามีกันได้
แต่ทำอย่างไรจึงรู้เท่าทันและวางได้ 
ถ้าวางอารมณ์ไม่ได้ก็วางทุกข์ไม่ได้นั่นเอง

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

Image by jplenio from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การรับรู้ชั่วขณะแต่ไม่เก็บไว้ในใจ



จิตที่ว่าง ว่างจากอะไร  
จิตที่ว่าง ว่างจากการเห็น คือ ตา  
ว่างจากการฟัง คือ หู  
ว่างจากการได้กลิ่น คือ จมูก  
ว่างจากการรับรส คือ ลิ้น  
ว่างจากการสัมผัส คือ กาย 
และว่างจากการรับรู้ คือ ใจ    
วิธีทำความว่างก็คือ 
การรับรู้จากการเห็น 
จากการฟัง จากการได้กลิ่น 
จากการรับรส จากการสัมผัส 
และจากการรับรู้ 
เป็นการรับรู้ชั่วขณะแต่ไม่เก็บไว้ในใจ 
ไม่ให้จิตประทับความรู้สึกต่าง ๆ ไว้ในใจ 
รู้แล้วก็ว่าง 

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

Image by Darkmoon_Art from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ระวังความเพียรที่สูญเปล่า


ระวังความเพียรที่สูญเปล่า 
เพียรดีแต่โง่เขลา เป็นพลังงานที่สูญเปล่า 
ธรรมชาติธรรมดาทั้งหลายในโลก
เกิดเองดับเองเป็นธรรมดา 
ใครเห็นแล้วรู้แล้ว ท่านว่ามีธรรมจักษุ 
ผู้เห็นธรรม ต้องศึกษาธรรมชาติให้รู้ธรรมชาติ 
พิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบตัว 
ธรรมชาติไม่มีพิษเป็นภัยกับจิตใจ 
ให้มีใจปรับเข้าได้กับธรรมชาติ 
แต่ธรรมดาของดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ
ก็มีวิปริตแปรปรวน  
ชีวิตจิตใจก็เป็นธรรมดา มีความแปรปรวน 
ป่วย เจ็บ แก่ ตาย 
ไม่ควรขุ่นมัวร้อนใจเป็นทุกข์กับธรรมดา 
หลงไปกับธรรมชาติ เพลิดเพลินกับธรรมชาติ 
ปล่อยพลังชีวิตให้สูญเปล่าไปกับธรรมชาติ 
เป็นพลังความเพียรให้เกิดความโง่เขลา 

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

Image by shogun from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

โมทนาสาธุ


โมทนาสาธุ
เป็นหลักธรรมสำคัญในพรหมวิหารธรรม 
ที่สอนให้รู้จักการพลอยยินดี
ในการประพฤติดีปฏิบัติชอบของผู้อื่น 
หรือการพลอยยินดีที่ผู้อื่นมีความสุข 
“ทุกวินาที มีคุณค่าโมทนาสาธุ” 
.
พระอาจารย์นพพร  อาทิจฺจวํโส เคยพิจารณาว่า 
ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า 
สมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ 
แล้วจิตของพระอาจารย์ก็พิจารณาว่า 
#แล้วสมุทัยเหตุให้เกิดสุขมีไหม 
ก็รู้ขึ้นมาว่า “มุทิตาพลอยยินดี” 
เป็น “สมุทัยเหตุให้เกิดสุข”…
.
…พระอาจารย์ท่านนำเอามาใช้ 
และเผยแพร่อบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ทุกคน 
ให้รู้จักการมุทิตาพลอยยินดีกับผู้อื่น
ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ และมีความสุข  
“ทุกวินาทีมีคุณค่า โมทนาสาธุ” 
โมทนาสาธุกับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ 
พระธรรมเจ้าทุกพระองค์ 
พระอริยสังฆเจ้าทุกพระองค์ 
พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์
ทรงบำเพ็ญบารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี 
มามากมายมหาศาล  
.
เราทุกคนปรารถนาความสุขความสงบ
ก็ต้องโมทนาสาธุกับบารมี
อุปบารมี ปรมัตถบารมี ของพระพุทธองค์ 
ขอให้เราได้มีส่วนแห่งพระคุณความดี
และบุญกุศลวาสนาบารมีทั้งหลาย
ของทุกๆ พระองค์

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

Image by terimakasih0 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ทำอย่างไรถึงจะมีสติตลอดเวลา


ทำอย่างไรถึงจะมีสติตลอดเวลา
ต้องมีสัมปชัญญะรู้ตัว 
รู้อารมณ์อยู่เสมอ 
ไม่ว่าจะทำกิจการอะไร
จำเป็นต้องอาศัยผู้รู้คือ สัมปชัญญะ 
พุทธะ ผู้รู้ พุทโธ ผู้เบิกบาน  
พุทธะ ผู้รู้  รู้อะไรดี 
รู้สัมปชัญญะนี่แหละดี 
เพราะเป็นธรรมมีอุปการะมาก 
กุศลธรรมทั้งหมดจะเกิดได้
และเจริญขึ้นได้ด้วยสติสัมปชัญญะ 

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


การเข้าถึงธรรม


พระอรหันต์ก็ยังไปในงานนิมนต์ของโลก 
แล้วปุถุชนจะหนีโลกด้วยการทำตนให้พ้นโลก 
ตัดตนให้พ้นโลก โดยที่อาศัยโลก พึ่งโลก  
การเข้าถึงธรรม  คือ การทำตนเข้ากับโลกแต่ไม่ติดโลก  
การเข้าถึงธรรม ก็คือ เข้าใจโลก ที่เรียกว่า โลกธรรม ๘ 
พิจารณาโลกธรรม ๘ ซึ่งมีลาภก็หมดลาภ 
มียศก็หมดยศ มีสุขก็หมดสุข 
มีสรรเสริญก็หมดสรรเสริญ ถูกนินทา
ก็จะเห็นชัดรู้ชัด ตามเป็นจริง 
ก็เป็นอนิจจังธรรม ทุกข์ธรรม อนัตตาธรรม

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

Image by Pexels from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





นิโรธะความดับทุกข์ คือ ดับอารมณ์


นิโรธะความดับทุกข์ 
ก็คือ ดับอารมณ์เรานี่เอง 
พระอรหันต์ผู้ไกลจากกิเลส 
ก็คือไกลจากอารมณ์
ถ้าเรายังมีอารมณ์อยู่ ยังมีทุกข์อยู่
เพราะอารมณ์ทั้งหลายนี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส 
เป็นเรือนของตัณหา 
ถ้าไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่านี้ 
ตัณหาจะไปอยากได้กับอะไร มันก็ไม่มี 
ในเมื่อมันไม่มี ก็วิมุตติหลุดพ้น.......
เมื่อจิตของเราทำใจให้ห่างจากอารมณ์ได้ 
นี่แหละเป็นปัญญา.. 
ถ้าเราอาศัยพิจารณาประจำๆ และทำความเข้าใจอยู่เรื่อยๆ
มีความชำนาญเกิดวสี..มันก็จะเกิดญาณความรู้  
คือรับรู้อารมณ์แล้วก็ละอารมณ์ไปอย่างรวดเร็ว.. 
..รับรู้แต่ไม่รับเก็บ ผ่านๆ ไป

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



อย่าปล่อยในคราวที่ควรยึดควรถือ



สิ่งใดๆ ก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา 
ต้องแก้จนสุดความสามารถ 
เมื่อสุดความสามารถแล้วยังแก้ไม่ตก 
เราก็ต้องวางเฉยปล่อยวาง 
และด้วยการยอมรับว่า มันถึงคราวแล้ว 
เรายอมรับได้อย่างนี้แล้วเราก็สบายใจ และพ้นการครหา 
ไม่ใช่พอเกิดเหตุปั๊บเอาธรรมะขึ้นอ้าง ปล่อยวางเลย 
คงไม่ถูกไม่ควร เรียกว่า มาปล่อยในคราวที่ควรยึดควรถือ 
คราวที่ควรอุเบกขาวางเฉยปล่อยวาง
ก็ดันไปยึดไปถือ 
แก้ไขจนปัญญาสุดฝีมือแล้ว แก้ปัญหาไม่ตก 
ก็มานั่งร้องไห้รำพัน บ่นเพ้อว่าโถๆ ไม่น่าเลย 
พุทโธ!! ช่วยลูกด้วย! 
นี่แสดงว่าถึงคราวอุเบกขาวางเฉยแล้วปล่อยวางแล้ว 
ยังไม่วางเฉยยังไม่ปล่อย ยังไปยึดมั่นถือมั่น

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


นิโรธความดับทุกข์ ก็ดับอารมณ์นั่นเอง



สุญญตสมาธิ 
จิตก็ตั้งมั่นอยู่กับความว่างเรื่อยๆ ไป  
รู้อารมณ์ไม่รับอารมณ์ ว่างจากอารมณ์ 
เห็นอนิจจังอารมณ์ รู้อนัตตา 
อารมณ์ว่างเปล่า 
อารมณ์เป็นสุญญตวิโมกข์ 
หลุดพ้นสูญเพราะไม่มีอารมณ์ 
อนาลโยไม่มีอาลัย ไม่มาอาลัย 
ไม่มีอาวรณ์กับอารมณ์ทั้งปวง 
นิโรธความดับทุกข์
ก็ดับอารมณ์นั่นเอง

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


"รับรู้" แต่ไม่ "รับเก็บ" ก็ว่างแล้ว



ใจเราว่างแล้ว  จิตของเราก็บริสุทธิ์ ไม่มีอะไร  
ตาเห็นรูป จิตก็ว่างจากรูป  หูได้ยินเสียง จิตก็ว่างจากเสียง  
จมูกได้กลิ่น จิตก็ว่างจากกลิ่น   ลิ้นได้ลิ้มรส จิตก็ว่างจากรส  
กายได้สัมผัส จิตก็ว่างจากสัมผัส  
ใจรับรู้ธรรมารมณ์ จิตก็ว่างจากธรรมารมณ์ 
 พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่าสิ่งเหล่านั้น  “ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา”
เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา 
เราก็ "รับรู้" แต่ไม่ "รับเก็บ" ก็ว่างแล้ว 
เพราะตาเรายังดีอยู่ก็มีสิทธิจะเห็นได้ 
หูเรายังดีอยู่ก็มีสิทธิที่จะฟังได้ 
จมูกเรายังดีอยู่ก็สูดดมได้  
ลิ้นเรายังดีอยู่ก็รู้รสได้  
กายสัมผัสดีอยู่ก็สัมผัสได้  ใจเราปกติดีอยู่ก็รับรู้อารมณ์ได้ 
แต่เรารับรู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ก็"ว่าง" แล้ว..
ในขณะที่จิตเราไม่ได้ระลึกถึงอะไร 
ไม่ว่า รูป เสียง  กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ 
นั่นแหละ "ว่าง " เดี๋ยวจะนึกว่า "ว่าง" ยาก !

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



คนทำดีแล้วไม่ได้ดี เพราะต้องทำความดีใช้หนี้ความดี



คนทำดีแล้วไม่ได้ดี ก็เพราะต้องทำความดีใช้หนี้ความดี 
เคยฆ่าความดี ขโมยความดี 
ประพฤติผิดความดี หลอกลวงความดี 
หลงเอาความดีของคนอื่นมาเป็นของตน  
ครั้นกรรมวิบากกรรมเหล่านี้ให้ผล  
ทำดีเท่าไหร่ก็ไม่ได้ดี 
เพราะฉะนั้นจึงมีบางคนน้อยอกน้อยใจ
 ที่ทำดีแล้วไม่ได้ดี  กินยาตาย ฆ่าตัวตาย โดดน้ำตาย 
เพราะมันไม่รู้ความจริงว่า ที่ทำดีแล้วไม่ได้ดี 
มีสาเหตุมาจากอะไร

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ทำอย่างไรจิตจึงจะน้อมเข้าสู่นิพพาน



ทำอย่างไรจิตจึงจะน้อมเข้าสู่นิพพาน

คือ การไม่ทำตน ไม่ผูกพันอยู่กับกรรม ที่เป็นตัวก่อให้เกิดและความตาย 
ที่ใจมีความปรารถนา ที่นั้นย่อมเป็นที่เกิดที่ตาย  
จิตที่หมดความปรารถนา อารมณ์ทั้งปวง 
ไม่ติดยึดมั่นทั้งปวง ทั้งภายในภายนอก 
เพราะดับอารมณ์ปรารถนาในจิตเสียได้ จิตจึงน้อมเข้าสู่นิพพานเอง

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ผู้ฝึกใหม่ ต้องพิจารณากายจนเกิดความรู้เรื่อง




สำหรับผู้ฝึกใหม่ ต้องการความสงบ 
ต้องพิจารณากายจนเกิดความรู้เรื่อง มีความเข้าใจ 
พิจารณากาย รู้กายชัด จนมีความเบื่อหน่าย 
คลายความรักกาย คลายความชังกาย จิตสงบรู้เหตุผลถูกต้อง 
สงัดเงียบในทุกข์ในสุข เพราะได้ผ่านกายสุขกายทุกข์มาแล้ว 
ทั้ง ๔ อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน สติระลึกกาย 
สัมปชัญญะรู้กาย สมาธิจิตตั้งมั่นที่กาย 
จิตที่รู้กายนั้น จะค่อยโน้มไปสู่วิปัสสนาเองโดยอัตโนมัติ 
อย่ารีบร้อนเพื่อรู้ จะเป็นการชิงสุกก่อนห่าม 
จะไม่ได้มรรคผลใดๆ จงตั้งใจให้ “รู้” ให้ดี


พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

รู้เห็นเกิดดับคือธรรมจักษุ




..ธรรมชาติธรรมดาทั้งหลายในโลกเกิดเองดับเองเป็นธรรมดา 
ใครเห็นแล้วรู้แล้ว ท่านว่ามีธรรมจักษุ
ผู้เห็นธรรม ต้องศึกษาธรรมชาติให้รู้ธรรมชาติ 
พิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบตัว ธรรมชาติไม่มีพิษเป็นภัยกับจิตใจ 
ให้มีใจปรับเข้าได้กับธรรมชาติ 
แต่ธรรมดาของดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศก็มีวิปริตแปรปรวน 
ชีวิตจิตใจก็เป็นธรรมดา มีความแปรปรวน ป่วย เจ็บ แก่ ตาย 
ไม่ควรขุ่นมัวร้อนใจเป็นทุกข์กับธรรมดา..


พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

รื้อเรือนของตัณหาผู้สร้างภพ




ความคิดของเราทุกอย่าง เราคิดถึงตรงไหน 
ตรงนั้นแหละ เป็นภพเป็นที่อยู่อาศัยของจิต 
เรือนของตัณหา คือ รูป เสียง กลิ่น รส 
โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ 
ดังนั้น เราต้องทำจิตให้ว่างจากรูป 
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ 
เราจึงจะรื้อเรือนของตัณหาผู้สร้างภพได้ 
เพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ 
และธรรมารมณ์ นั่นแหละคือภพของจิต


พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา