แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระมหาวรพรต กิตฺติวโร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระมหาวรพรต กิตฺติวโร แสดงบทความทั้งหมด

ประเสริฐกว่า..มีชีวิตมาร้อยปีแต่ยังหลับใหลอยู่


พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า...
ผู้ที่เห็นโลกตามความเป็นจริง
แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันหนึ่งคืนหนึ่ง
ก็ประเสริฐกว่า..มีชีวิตมาร้อยปีแต่ยังหลับใหลอยู่
เพราะว่า..
เมื่อเกิดการเห็นตามความเป็นจริง
ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด
เกิดความเบื่อหน่ายในสิ่งที่ยึดที่หลงอยู่
เมื่อเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด
จิตก็หลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่น
สามารถที่จะสลัดคืน
สู่ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ
.
มูลนิธิเดินจิต
พระมหาวรพรต กิตฺติวโร

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69


 

มันจะหลุดออกจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ โดยธรรมชาติ


ในยุคที่ผู้คนมีแต่จิตใจวุ่นวาย ร้อนรุ่ม
ทั้งความเครียด ทั้งความเร่าร้อนต่างๆ
แต่ถ้าเรามีสติขึ้นมา
มีความรู้สึกตัวขึ้นมา
มันจะหลุดออกจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้
โดยธรรมชาติเลย
ไม่ต้องคิดจะวาง.. ก็วาง
ไม่ต้องคิดจะหลุด.. มันก็หลุด
เพียงแค่มีสติ มีความตื่นรู้ขึ้นมา
โยมว่าสิ่งนี้สำคัญกับชีวิตไหม
ทักษะที่จะหลุดออกจากความทุกข์ทรมานต่างๆ
สิ่งที่จะทำให้เราเข้าถึงความสุขของชีวิตได้
.
พระมหาวรพรต กิตฺติวโร
มูลนิธิเดินจิต
ภาพ the Bridge towards awareness

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

5 ม.ค.69


 

อยู่กับปัจจุบัน



.. ปล่อยวางอดีต
อะไรที่ผ่านมาแล้ว ก็ปล่อยให้มันผ่านไป
.. ปล่อยวางอนาคต
สิ่งที่ยังมาไม่ถึง อยู่กับปัจจุบัน
มีสติ มีความรู้สึกตัวให้ต่อเนื่องกันไป
วิถีก็จะสอดรับไปกับวิถีของธรรมชาติ
ก็คือ อยู่กับปัจจุบัน
.. การอยู่กับปัจจุบัน
ก็ไม่ใช่หมายถึงว่าไม่ต้องไปคำนึงถึงอนาคต
สามารถพิจารณาโดยแยบคายได้
ถึงสิ่งที่ควรทำ
ถึงเหตุปัจจัยที่จะเกิดขึ้น
พอพิจารณาแล้วก็วางลง
กลับมามีสติ มีความรู้สึกตัวอยู่
สามารถน้อมนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว
มาพิจารณาโดยแยบคาย
เป็นบทเรียนสอนใจตัวเอง
เป็นหลักในการดำเนินชีวิต
นำมาปรับปรุงแก้ไข
แล้วก็ปล่อยให้ผ่านไป
ไม่ใช่ว่าจมไปกับอดีต
ติดค้าง รู้สึกผิดต่างๆ
แต่พิจารณาเห็น
และเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
แล้วก็อยู่กับปัจจุบันต่อไป
เพราะฉะนั้น คำว่า "อยู่กับปัจจุบัน"
ในพระพุทธศาสนา ก็คือ
.. การมีสติ
.. มีสัมปชัญญะ
.. มีความรู้สึกตัวอยู่
จะพิจารณาอดีตที่ผ่านมา
ก็พิจารณาด้วย "สติปัญญา"
ใคร่ครวญพิจารณาถึงอนาคตต่างๆ
ในสิ่งที่ควรทำ
.. พิจารณาด้วยสติปัญญา
.. มีความตระหนักรู้อยู่
.. มีความรู้สึกตัวอยู่
จะต่างจากการที่ปล่อยจิตใจ
ให้วกวน ไปกับเรื่องอดีต
หรือไหล ไปกับอนาคต
โดยขาดสติสัมปชัญญะ
ขาดความตระหนักรู้นั่นเอง
เรียกว่า "อยู่กับปัจจุบัน"
เพราะฉะนั้น "อยู่กับปัจจุบัน"
ก็สามารถพิจารณาถึงอดีตได้
พิจารณาถึงอนาคตก็ได้
ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ
ด้วยสำนึกรู้ที่ถูกต้องนั่นเอง
อันนี้เราก็สามารถใช้
มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตได้
ไม่ใช่ว่า...
พระพุทธศาสนาสอนให้อยู่กับปัจจุบัน
ก็ไม่คิดถึงอนาคตเลย
ใช้ชีวิตอยู่กับตรงหน้าอย่างเดียว
ก็ไม่ได้ขนาดนั้น
สามารถคำนึงพิจารณาได้
ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ
ด้วยสติปัญญา
แล้วก็สามารถ...
ทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต
มาเป็นบทเรียนสอนใจ
จะได้มีความสำรวมระวังให้ดี
ในกาลต่อไปอย่างนี้
.. ว่ากำลังทำอะไรอยู่
.. กำลังใคร่ครวญสิ่งใด
.. กำลังพิจารณาสิ่งใด
.. สิ่งใดควรละ สิ่งใดควรทำ
.. มีสติสัมปชัญญะอยู่นั่นเอง
.
พระมหาวรพรต กิตฺติวโร
เช้าวันที่ 23 ตุลาคม 2566
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 ธ.ค.68 


 

ก็คือ วางใจเป็นกลาง


การวางใจที่ถูกต้องเป็นอย่างไร?
ก็คือ วางใจเป็นกลาง
ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
ยอมรับในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น
การที่จะเกิดการยอมรับในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น
จนไม่เกิดการติดข้องยินดียินร้ายได้นั้น
ก็มาจากการที่เรามีความเข้าใจที่ถูกต้องนั่นเอง
เข้าใจเรื่องกฎของกรรม
เรื่องเหตุปัจจัย มีเหตุเกิดมันก็เกิด
หมดเหตุ หมดปัจจัย มันก็ดับ
ก็รักษาใจให้ตั้งมั่น มีสติรู้ตัวอยู่
เรียนรู้ยอมรับทุกสรรพสิ่ง ก็เป็นเช่นนั้นเอง
.
มูลนิธิเดินจิต
พระมหาวรพรต กิตฺติวโร
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

19 พ.ย.68 

 

สภาวะนิพพานเป็นผลลัพธ์


จะเข้าถึงได้เมื่อ "ไร้ซึ่งเจตนา"
คือหมดความพยายามนั่นเอง
... คือผลลัพธ์
เหมือนเราปลูกต้นไม้
ดูแลอย่างดี จนต้นไม้เติบโต
แล้วก็ผลิดอกออกมา
จนดอกผลนั้นสุกเต็มที่
แล้วสุดท้ายก็.. หลุดจากขั้ว
ไม่สามารถที่จะพยายามเข้าสภาวะนั้นได้
เพราะสภาวะของความหลุดพ้น
เป็นผลลัพธ์ที่เรียกว่า "ไร้ซึ่งเจตนา"
ไร้ซึ่งความพยายาม
ความเจตนาหรือความพยายามนี้แหละ
คือตัววัฏสงสาร
ที่ทำให้เกิดการหมุนวนต่างหาก
เพราะฉะนั้น สภาวะที่เป็นการหลุดพ้น
... มันคือผลลัพธ์
เหมือนเราทานข้าวแล้วเราอิ่ม
ความอิ่มมันเป็นผลลัพธ์
เราจะพยายามไปอิ่มได้ไหม
เมื่อเราพยายามจะอิ่ม
มันจะให้ผลไปอีกทางหนึ่ง
ความอิ่มมันเป็นผลลัพธ์
.. จากการฝึกหัดปฏิบัติ
.. ด้วยอริยมรรคมีองค์ 8
.. ด้วยสติปัฏฐาน 4 นั่นเอง
.
พระมหาวรพรต กิตฺติวโร
บ่ายวันที่ 6 พฤษภาคม 2566

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

29 ก.ย..68 


 

พื้นฐานของการปฏิบัติธรรม


พื้นฐานของการปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมไม่ใช่การมานั่งสมาธิเท่านั้น
มันคือการใช้ชีวิตโดยมีธรรมะเป็นหลักของใจ
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ฝึกที่จะเป็นคนที่เสียสละออกไป
ฝึกที่จะเป็นคนที่ให้อะไรออกไป
ในทางสภาวธรรมแล้ว 
ผู้ให้ย่อมลอยสูงขึ้น
เป็นวิถีของความสุขเบาสบาย

จิตที่คิดจะเอามันจะหนัก
.. จะดึงเราจมลงต่ำ
.. จะทำให้เราเจอแต่ความร้อน 
.. ความหนัก ความอัดแน่นต่างๆ

จิตที่คิดจะให้มันจะเบา
แล้วมันจะลอยขึ้น
สภาวธรรมเป็นเช่นนั้นนะ
เพราะฉะนั้นญาติโยม
ปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีมีความสุข
.. ก็ฝึกฝนที่จะขัดเกลาตนเอง
.. ฝึกที่จะเป็นผู้ที่เสียสละ
.. สละแม้กระทั่งความสุขความสบายส่วนตัว
.. เพื่อผู้อื่น เพื่อส่วนรวมขึ้นมา

ฝึกที่จะเป็นผู้ให้ 
การให้การสละออก ให้โดยที่เรา
.. ไม่ได้คิดที่จะเอาอะไรกลับมา
.. ไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน
.. ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไร

#เป็นการขัดเกลาจิตใจตัวเอง
.. ขัดเกลาความตระหนี่
.. ขัดเกลาความหวงแหน
.. ขัดเกลามลทินในจิตใจ
.. ขัดเกลาความโลภ
.. ขัดเกลาความโกรธความหลงในจิตใจ

ฝึกที่จะเป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ฝึกที่จะทำอะไรเพื่อผู้อื่น
ทรัพย์สมบัติเงินไม่กี่บาทของเรา
อาจจะประทังชีวิตของใครหลาย ๆ คนก็ได้

ถุงอาหารถุงหนึ่งของเรา
ที่เราอิ่มแล้วเหลือพอแล้ว
อาจจะช่วยชีวิตต่อลมหายใจ
ของใครหลาย ๆ คนก็ได้
ยิ่งคนนั้นเขาเป็นหัวหน้าครอบครัว
เขาอาจจะไปต่อโอกาสให้ลูกเมียเขา
ในชีวิตอีกมากมายก็ได้

ฝึกที่จะทำอะไรเพื่อผู้คนอื่น
แทนที่เราจะมองแต่ตัวเอง
แล้วก็จม แล้วก็ทุกข์
มองไปถึงคนอื่นบ้าง
ที่เขาได้รับความทุกข์ต่าง ๆ
.. แล้วใจเรามันจะเบาขึ้น
.. ใจเราจะเบิกบานขึ้น
.. ใจเราจะกว้างขวางขึ้น

จิตใจที่คับแคบที่หมกมุ่นกับตัวเอง
จะมีแต่ความร้อนความหนักอยู่ร่ำไป
จิตใจที่คิดถึงผู้อื่น
จิตใจที่กว้างขวางออกไป
จะเป็นจิตใจที่เบาสบาย
และจิตใจที่เบิกบานออกมา

ความสุขไม่ใช่สิ่งที่หายาก
ถ้าเราเข้าใจวิถีของการฝึกปฏิบัติธรรม
มันไม่ได้หมายความว่า
เราต้องมีเงิน มีทรัพย์สมบัติมากมาย
เราถึงจะมีความสุข
เมื่อไหร่ที่จิตใจเราเป็นจิตใจที่ดีงาม
นั่นแหละความสุขก็เกิดขึ้น
เพราะจิตที่เป็นกุศลคือจิตที่มีความสุข

จิตที่เป็นอกุศลคือจิตที่มีความทุกข์
ตรงกันข้าม...
ต่อให้โยมมีทรัพย์สมบัติมากมาย
แต่มีแต่จิตที่เป็นอกุศล
โยมก็ไม่มีความสุขหรอก
จิตอกุศลบางจิตอาจจะมีความสุข
แต่มันเป็นความสุขแบบเร่าร้อน
เรียกว่าจิตที่ประกอบด้วยโลภะ
มันก็มีความสุขนะ เช่น
ไปทำอะไรสนองความต้องการตัวเอง
เหมือนจะมีความสุข แต่ว่ามันมีโทษภัย
มีความเร่าร้อนตามมามาก
มันมีความเสียหายตามมา
สุดท้ายโยมก็ต้องมาเจ็บปวด
มาเสียใจ มาทรมานอยู่ร่ำไป
มาตามล้างตามเช็ด ตามแก้ปัญหา
ไม่หวาดไม่ไหวทีเดียว

แต่สุขจากการทำความดี
จากการเพาะบ่มจิตใจที่ดีงาม
.. จิตใจที่อ่อนโยน
.. จิตใจที่โอบอ้อมอารี
.. จิตใจที่มีความเสียสละ
.. จิตใจที่เป็นผู้ให้ผู้สละออก
.. จิตใจที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
จะเป็นจิตที่เบาสบายเป็นจิตที่มีความสุข
เป็นจิตที่เป็นวิถีที่ลอยขึ้นมา

ตรงนี้แหละคือพื้นฐานของการปฏิบัติธรรม
เริ่มต้นตั้งแต่ฝึกฝนขัดเกลาตนเอง
ตั้งแต่ในเรื่องกายภาพทีเดียว
.
ธรรมบรรยาย โดย พระมหาวรพรต กิตฺติวโร
บ่ายวันที่ 20 พฤษภาคม 2566

Image by Rattakarn_from pixabay

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)