แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร แสดงบทความทั้งหมด

..เมื่อใจเราตั้งมั่นได้ดีเท่าไหร่


..เมื่อใจเราตั้งมั่นได้ดีเท่าไหร่
อย่าไปกลัวว่าจะไปทำการงานไม่ได้
ความจริงแล้วถ้าจิตเราตั้งมั่นได้มากเท่าไร
การทำงานไม่ว่าทางโลกและทางธรรม
ยิ่งมีกำลัง มีความอด มีความทน
มีความหนักแน่น ในการทำงาน
การบริกรรมภาวนาพุทโธ
หรืออุบายอย่างอื่นใดก็ได้ทั้งนั้นแหละ..
โอวาทธรรมหลวงปู่สิม พุทธาจาโร..
จากเพจ บูชาธรรมพ่อแม่ครูอาจารย์

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

เบียดเบียนผู้อื่น ก็คือ เบียดเบียนตนเอง


"..เบียดเบียนผู้อื่น ก็คือ เบียดเบียนตนเอง 
ข่มผู้อื่น ก็ข่มตนนั่นแล 
อิจฉาผู้อื่น ก็อิจฉาตนนั่นแหละ
แล้วจะไปเหนือเขาด้วยความชั่วนั่นหรือ 
จะไปเหนือเขาด้วยอำนาจความชั่วนั่นหรือ 
เป็นแบบอย่างของเทวทัต มิใช่ทางพ้นทุกข์ 
เหยียบย่ำผู้อื่นก็คือเหยียบย่ำตัวเอง 
เหยียดหยามผู้อื่นคือเหยียดหยามตัวเอง 
ทำลายผู้อื่นคือทำลายตนเอง 
หาทางเจริญได้ยาก มิใช่ทางเจริญ 
จงรักษาใจ สังวรระวังใจตน 
ใจนั่นแลตัวสำคัญ 
จะจูงเราไปตกนรกก็ใจนั่นแล 
จะทำความชั่วก็ใจนั่นแล..."

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

Image by Alexas_Fotos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ความจริง คือว่า ไม่ได้เอาอะไร


การเจริญภาวนา ปฏิบัติบูชาในทางพุทธศาสนานี้
ความจริง คือว่า ไม่ได้เอาอะไร 
เป็นผู้เสียสละ ละปล่อยออกไปให้หมดสิ้น
จนไม่ให้จิตใจไปยึดเอา ถือเอา 
เรื่องราวอะไรเข้ามาภายในจิตใจนี้
ดวงจิต ดวงใจจึงจะผ่องใสสะอาด ปราศจากมลทินโทษ
แต่ถ้าจิตใจอันนี้ออกไปคิดนึกเอาอะไรต่อมิอะไร
เข้ามายุ่งเหยิงอยู่ภายในจิต ไม่เสียสละออกไป
ความทุกข์ความเดือดร้อนก็ย่อมบังเกิดมีขึ้น
ในจิตใจที่มีความยึดมั่นถือมั่นนั้น

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

Image by mariya_m from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

มรรคผลนิพพานก็ไม่ต้องเอา


ครั้งหนึ่งมีผู้ไปกราบเรียนถามหลวงปู่สิมว่า 
"ภาวนาจิตสงบแล้ว ต่อไปจะอย่างไร?"
หลวงปู่ตอบว่า:
"ภาวนาไม่เป็นนี่ เราสอนให้ภาวนาละกิเลส 
แต่นี่ภาวนาเอากิเลส"
ฟังแล้วก็งง หลวงปู่สิมก็เลยอธิบายต่อว่า
.
“เห็นในปัจจุบันเป็นหนึ่งเดียว 
มีสติเห็นตามความเป็นจริงเท่าที่เห็น 
มีปัญญาเลิกละความยึดมั่นถือมั่น 
จิตก็หยุดไม่สงสัย 
เป็นการเห็นเพื่อการเลิกละทั้งหมด 
เป็นการรู้เพื่อการเลิกละทั้งหมด”
.
“การภาวนานั้นไม่ได้เอา 
เป็นการละกิเลส 
อะไรๆ ที่จิตมันชอบไม่ชอบ 
บังเกิดขึ้น บ่ต้องไปเอา 
มรรคผลนิพพานก็ไม่ต้องเอา”
.
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

Image by Lancier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

คนบ้าหาบหิน


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า 
ไม่ต้องไปเก็บเอาอะไรมาอีก 
เท่าที่มันมีอยู่นี้มันก็หนักพอแรงแล้ว 
ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนัก 
แล้วยังจะไปเก็บเอาเรื่องราว
อารมณ์ภายนอกเข้ามาให้มันยุ่งเหยิง 
มันก็ยิ่งหนักยิ่งหน่วงเข้าไป 
เหมือนกับว่าเราหาบ เราแบก
เต็มแรงแล้ว แต่ยังไม่พอ 
เก็บเข้ามาใส่อีก 
จิตใจที่ไม่สงบ ไม่ตั้งมั่นอยู่ภายในนี้ 
ท่านว่าเหมือนคนบ้าหาบหิน

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

Image by windwalkr from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ไม่ได้เอาอะไร


การเจริญภาวนาปฏิบัติบูชาในทางพุทธศาสนานี้ 
ความจริงคือว่า ไม่ได้เอาอะไร 
เป็นผู้เสียสละ ละ ปล่อยออกไปให้หมดสิ้น 
จนไม่ให้จิตใจ ไปยึดเอา 
ถือเอาเรื่องราวอะไรเข้ามาภายในจิตใจนี้ 
ดวงจิตดวงใจก็จะผ่องใสสะอาด ปราศจากมลทินโทษ

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

Image by kimloannguyeningrass from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ใจเราไปติดกิเลส ไม่ใช่กิเลสมาติดอยู่ในใจของเรา


กิเลสมาร หมายถึงจิตใจที่เรายังเลิกละ 
ปลดปล่อย กิเลส ราคะ ตัณหาไม่ได้ 
ราคะ ตัณหานั่นแหละคือตัวมาร 
ที่คอยหลอกลวงอยู่ในใจนั้น 
ถ้าผู้ใดใจไม่มั่นคง 
ก็หลงใหลไปตามการหลอกลวงของมารกิเลส 
ไม่ยอมละ ไม่ยอมเลิก ไม่ยอมปล่อยวาง 
กิเลสก็ติดอยู่ในตัว ติดอยู่ในกาย 
ในวาจา ในจิตในใจ 
คือ ใจเราไปติดกิเลส 
ไม่ใช่กิเลสมาติดอยู่ในใจของเรา 
จิตใจของเราไม่ภาวนาละกิเลส 
แต่ภาวนาเอากิเลส 
กิเลสก็มาอยู่ในกาย ในวาจา 
ในจิตในใจของเราเต็มไปหมด

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

Image by ThreeMilesPerHour from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



อันโทษของคนอื่นเห็นง่าย


อันโทษของคนอื่นเห็นง่าย 
แต่ฝ่ายของตัวเห็นได้ยาก 
สิ่งที่เราทำผิดอยู่ ไม่รู้สึกตัว 
แต่ผู้อื่นทำเล็กๆ น้อยๆ ก็รู้ได้ เข้าใจ
นี่คือว่า ใจส่งออก ใจไม่สงบตั้งมั่น 
ใจไม่นึกถึงความตายที่จะมาถึงตน
จิตมันวุ่นวายแส่ส่ายไปในแต่เรื่องภายนอก 
ไม่มารู้แจ้งรู้จักรู้จริงภายในตัวของตัวเอง 
ปล่อยให้ความประมาทมัวเมาเข้าทับถม 
จิตใจก็มืดมิดปิดบัง 
เมื่อมืดมิดปิดบังมากเข้าเท่าไหร่ 
ไม่มีทางรู้สึกตัวได้

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร  

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




เมื่อความไม่ยึดถือมีอยู่ในผู้ปฏิบัติ


เมื่อจิตไม่ยึดถือ แม้มันจะเจ็บขนาดไหนก็ตาม 
เจ็บนั้นก็เป็นเหมือนกับว่า 
มันเจ็บอยู่ในตัวคนอื่น 
คือธาตุดินเขาเจ็บ 
ธาตุน้ำเขาเจ็บ ธาตุไฟ ธาตุลมเขาเจ็บ 
จิตใจผู้ภาวนาไม่เข้าไปยึดถือว่า 
เราเจ็บไข้ได้ป่วย เราจะแตกจะตาย 
หรือว่าเราจะตายก็ไม่เข้าไปยึดถือ 
เมื่อความไม่ยึดถือมีอยู่ในผู้ปฏิบัติ 
เจ็บมันก็เข้าไปไม่ถึง อะไร ๆ มันก็เข้าไม่ถึง
เหมือนกับมันเป็นอยู่อีกโลกหนึ่ง อีกแผ่นดินแผ่นหนึ่ง 
เมื่อผู้ใดภาวนาเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็จะปล่อยวางได้ 

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



จิตที่ไปไม่เอา ให้เอาดวงจิตที่รู้อยู่


การฝึกหัดทำจิตในสมาธิภายใน ให้ทำอยู่เสมอไม่ว่าเวลาใด
จิตให้มีความระลึกอยู่ในดวงจิต ดวงที่ "รู้อยู่ภายใน"
คอยระวังจิตดวงในไม่ให้หลงทางตาม "สังขารจิต"
จิตที่ไปไม่เอา ให้เอาดวงจิตที่รู้อยู่ 
ดวงจิตที่รู้อยู่นี้ไม่ได้ไปที่ไหน 
ตั้งแต่เกิดมาก็อยู่ภายในนี้เอง 
ขณะใดที่จิตสังขารมันไป
ก็ยังรู้อยู่ว่า จิตของเราไปไหน
ขณะจิตสังขารมันกลับมาก็ว่ามันกลับมา 
ให้ทุกคนกำหนดให้ได้ว่า 
จิตดวงในนี้อยู่ภายในนี้แล้ว ไม่ต้องไปหาที่อื่น 

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ปฏิบัติบูชาขาดสติไม่ได้




ปฏิบัติบูชาในทางพุทธศาสนาขาดสติไม่ได้ 
แม้แต่วินาทีก็ไม่ได้ 
คำว่าไม่ได้นั้นก็คือเมื่อขาดสติมันก็ขาดสมาธิ 
จิตตั้งมั่นไม่เต็มที่ 
เมื่อจิตตั้งมั่นไม่เต็มที่มันก็ขาดปัญญา ...

ความรอบรู้ในกองสังขาร 
ในอะไรต่อมิอะไรที่มันเกิดมันดับมันเป็น
มันมีอยู่ในเรื่องกายวาจาจิตของเรานั้นแหละ 
เมื่อมันขาดปัญญามันก็ไม่เต็มที่ 
เมื่อขาดสติขาดสมาธิขาดศีล 
ขาดศีลสมาธิปัญญา
ก็พาให้จิตใจนี้แหละย่อหย่อนท้อถอย
มักง่ายไม่สงบระงับ


หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ไม่ว่าเวลาใด ให้จดจ่ออยู่ในการรักษาจิต



การทำความเพียรละกิเลสนั้น
อยู่ที่เพียรทำจิตให้เป็นสมาธิ
ไม่ว่าเวลาใด ให้จดจ่ออยู่ในการรักษาจิต
ไม่ปล่อยให้อำนาจกิเลสใดๆ มาสิงสู่ในจิตได้
ตั้งจิตให้มั่นคงที่สุด เมื่ออารมณ์ใดมากระทบ
ไม่ให้จิตนี้หลงไปตาม รู้อยู่เฉพาะจิตดวงที่รู้อยู่นั้น
ถ้าจิตดวงนี้ยังหลงใหลไปได้ ก็แสดงว่าความเพียรยังอ่อน
ให้เพียรพยายามมากขึ้นไปอีก
ให้ความประพฤติปฏิบัติทุกส่วนก้าวไปข้างหน้าอย่าถอยหลัง
จงคอยระวังตัวสังขารมารจะมากั้นกลาง
ไม่ให้ทำความเพียรอันเยี่ยมยอดนี้
มารสังขารตัวนี้ มันจะยึดให้อยู่กับที่ นั่นหนึ่ง
และมันจะดึงถอยหลังคืนไปหากิเลส โทสะ โมหะอีกหนึ่ง
ผู้ทำความเพียรเพื่อละกิเลสทั้งหลาย
อย่าหลงใหลไปตามกิเลสทั้งหลาย
อย่าหลงใหลไปตามกิเลสนั้นๆ

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



เมื่อติดอยู่ในสุข ไม่พ้นทุกข์



เมื่อติดอยู่ในสุข ไม่พ้นทุกข์ 
ไปยึดเอาสุขเวทนา ทุกขเวทนาก็ตามติด..
แยกกันไม่ออกเพราะเหตุเนื่องมาจากของไม่เที่ยง
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา..
ทุกข์ๆ สุขๆ เหล่านี้มันเป็นของคู่กัน มาด้วยกัน 
หากวางสุขไม่ได้ ทุกข์ก็วางไม่ได้
หากเราติดสุข ก็คือติดทุกข์นั้นเอง 
หากเราหลงสุข ก็คือหลงทุกข์นั้นเอง

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

จงรู้เฉพาะหน้าเฉพาะใจอยู่เสมอๆ




จงรู้เฉพาะหน้าเฉพาะใจอยู่เสมอๆ
รู้ให้ได้ทุกอิริยาบถ ทั้งนั่งทั้งนอน
ตั้งมั่นอยู่ในจิตดวงที่รู้อยู่นี้
นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้ทั้งหมด
เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน
นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้เป็นทุกข์ทั้งโลก
นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้ เป็นของที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา
ไม่ควรลุ่มหลงไปกับสิ่งใดๆ ทั้งหมด
ควรรู้อยู่เห็นอยู่ ในเวลาปัจจุบันนี้อย่างเดียว
ถ้าผู้ปฏิบัติมาทำความเพียรเพื่อละกิเลส
รวมกำลังจิตลงไปสู่ดวงจิตที่รู้อยู่นี้ให้เต็มที่แล้ว
ก็จะเกิดความรู้แจ้ง
ได้แสงสว่างในธรรมปฏิบัติทุกๆ คนไป


หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เมื่อเราวางสุขได้แล้ว




เมื่อเราวางสุขได้แล้ว 
ทุกข์ก็วางได้.. 

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ถ้าจิตใจผู้รู้ อยู่ภายใน...




ถ้าจิตใจผู้รู้ อยู่ภายใน
มีความสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว 
ไม่มีอะไรกลัว ความกลัวย่อมหมดไป 
ความลุ่มหลงมัวเมาต่างๆ ย่อมหมดไป
เหลือแต่จิตใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง 
ใสสะอาดปราศจากมลทินโทษ...


หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ที่มา : บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

“สติ” คือ ผู้รู้




คำว่า “สติ” คือ ผู้รู้
คำว่ารู้ๆ คือ รู้อยู่
ไม่ปล่อยจิตไปตามอารมณ์ทุกประการ

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ไม่ให้ไปตามอาการภายนอก




จะหยุด จะอยู่ ไม่หยุด ไม่อยู่ อย่างไรก็เรื่องของจิต
หน้าที่ของเราทุกคนต้องมีข้อวัตร ให้มีสติ สมาธิตั้งใจให้มั่น
รวมจิตรวมใจให้มาอยู่ภายใน ไม่ให้ไปตามอาการภายนอก
จิตใจคนเราอยู่ภายในหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ
ให้อยู่ภายในนี่แหละ ไม่ต้องคิดไปที่อื่น...คิดไกลออกไปก็ยิ่งหลงเท่านั้น


หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ไม่ให้ใจออกเที่ยว




พระอริยเจ้า มิได้เอากายหนีกิเลส 
แต่เอาใจต่างหากหนีกิเลส
ไม่ให้ใจออกเที่ยว 
ไม่ให้วิญญาณออกเที่ยวเล่น เพลินไปตามกิเลส 
ให้มีสติจดจ่อใจตน อย่าให้แล่นออกไป 
อวิชชาไม่อยู่เหนือสติสัมปชัญญะ
การละกิเลสจริง ก็มีผลจริง 
ถึงพระรัตนตรัย 

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ทุกข์ทั้งหลายอยู่ที่ตัวอุปาทานความยึดถือ




ทุกข์ทั้งหลายอยู่ที่ตัวอุปาทานความยึดถือ…
เมื่อจิตไม่ไปยึดไปถือมันก็ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน
เหมือนไฟมันจะร้อนแค่ไหนก็เป็นเรื่องของไฟ
ถ้าเราไม่เอามือไปแหย่ ไปจดเข้า มันจะร้อนได้อย่างไร
มันก็ร้อนอยู่ที่ไฟ ไม่ร้อนที่ตัวเรา 

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร