แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

ขึ้นชื่อว่า "อยาก" มักไม่ได้....


ขึ้นชื่อว่า "อยาก" มักไม่ได้....
อยากได้สมาธิ อยากได้สภาวะ
อยากไป "นิพพาน"

ไม่ต้องไป "อยาก"
ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ช่างมัน
ฝึกไปเรื่อยๆ รักษาศีล
ให้หนักแน่น

"จิต" ที่ไม่เอาอะไร
คือดวงจิตที่บริสุทธิ์สว่างไสว
ไม่เหลืออะไรบนโลกนี้อีกแล้วที่อยาก
เดี๋ยวมันจะได้ของมันเอง

จิตที่เป็นทุกข์ เห็นทุกข์ จนหมดสภาพ
จิตที่ "พอแล้ว" หมดซึ่งกิเลสใดๆ แล้ว
ตายไปก็ไม่อยากให้ใครจดจำ เป็นทุกข์
จิตนั้น...จะเข้าถึง "ธรรม"

ข้อคิดการปฏิบัติธรรมดีๆ
จากช่อง Tik Tok

คุณ Rutsarin K

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69



 

มองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง


มองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง
การมองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง
ไม่ได้หมายความว่าต้องพยายามมองให้มากขึ้น
แต่หมายถึง "การหยุดตีความ" สิ่งเหล่านั้น
สิ่งที่เรามองเห็นในโลกนั้น
ถูกกรองผ่านการรับรู้
และการมีปฏิกิริยากับสิ่งต่างๆ
อันเป็นนิสัยของเรา (จึงไม่ใช่ความเป็นจริง)
พระพุทธเจ้าทรงเรียกสิ่งนี้ว่า สัญญา
คือการที่จิตให้ค่าให้ความหมาย
แปรสิ่งต่างๆ ให้เป็นไป
ตามความคิดที่ตายตัว
เมื่อเราตั้งชื่อ เปรียบเทียบ หรือตัดสิน
จิตจะซ้อนสิ่งที่ปรุงแต่ง
ทับลงบนสิ่งที่มันเป็นจริงอยู่เดิมแล้ว
ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
"เมื่อเห็น ก็สักแต่ว่าเห็น
เมื่อฟัง ก็สักแต่ว่าฟัง" (พาหิยสูตร)
การมองตามความเป็นจริงจึงหมายถึง
การหยุด ก่อนที่จิตจะซ้อน
ความปรุงแต่งทับลงไปบนความเป็นจริง
ก่อนที่การให้ค่าของเรา
จะทำให้สิ่งต่างๆ กลายเป็นความจริง
ตามการปรุงแต่งของตัวเอง
คำว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ
การรู้และการมองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง
หมายถึงการมองตรง ไม่ผ่านตัวกลาง
โดยปราศจากความอยาก (ตัณหา)
หรือความเกลียดชัง (โทสะ)
เมื่อเราสังเกตโดยไม่พยายาม
ครอบครองหรือปฏิเสธ
เราจะเห็นว่าประสบการณ์ทั้งหมด
มีลักษณะร่วมกันสามประการ
คือ ความไม่เที่ยง (อนิจจา)
ความทุกข์ (ทุกข์)
และอนัตตา (ไม่มีตัวตน)
... การเข้าใจสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของสติปัญญา
แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์
... ปัญญาที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อ
สติสังเกตการเปลี่ยนแปลง
โดยปราศจากตัวกลางคือ
ความรู้สึก ความคิด และอารมณ์
จาก See Things as They Really Are
โพสต์โดย Emily Snow
ในกลุ่ม Living Zen

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

อิสรภาพแท้จริงอยู่ที่การบรรลุธรรม


การบรรลุธรรมคือการจบสิ้น
นิสัยยึดติดของชั่วคราวทั้งหลาย
รวมถึงการเข้าไปเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้นด้วย
เมื่อตัณหา (ความอยาก)
และอุปาทาน (ความยึดติด) ลดลง
ความทุกข์ก็ลดลงตามไป
นั่นคืออิสรภาพ
Enlightenment is the cessation of the habit to grasp
at passing phenomena and a supposed owner of them.
When tanha (craving) and Upadana (clinging) wind down;
suffering wind down with them. That is freedom.
โพสต์โดย Emily Snow
เพจ Living Zen

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

18 ก.พ.69

มันไม่เอา


รู้บริสุทธิ์ รู้โดยไม่คิด
.
ปฏิบัติแล้วก็จะ..รู้ชัด เห็นชัด
เข้าใจชัดด้วยสติปัญญาว่า
อารมณ์ทุกอย่างมันเสมอภาคกัน
มาแล้วก็ไป เกิดแล้วก็ดับ
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา..
ส่วนที่ว่ามันดี มันชั่ว
มันสุข มันทุกข์
มันชอบใจ ไม่ชอบใจ
มันยินดี ยินร้ายนั้น
เป็นเรื่องของสังขารบัญญัติ
ตีความ ให้ค่ามันตามสมมติ..
ส่วนเรื่องของสติปัญญานั้นมันไม่เอา
รู้แล้วก็ปล่อย รู้แล้วก็วาง..
เห็นสุขวางสุข..เห็นทุกข์วางทุกข์
เห็นดีวางดี..เห็นชั่ววางชั่ว
เห็นอารมณ์อะไรๆ ก็ปล่อยวางออกไป
ไม่ให้ค้างคาอยู่ในจิตในใจ
เพราะรู้ชอบ เห็นชอบตามเป็นจริง..
Cr.ภาวนาวิมุติ สถาน
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

10 ก.พ.69


 

หนทางนั้นไม่ใช่อะไรอื่น


หากคุณปรารถนาจะหลีกพ้นจากความทุกข์
แห่งการเวียนว่ายตายเกิด
คุณต้องเรียนรู้หนทางสู่การตรัสรู้โดยตรง
หนทางนั้นไม่ใช่อะไรอื่น
นอกจากการรู้แจ้ง “จิตของตนเอง”
จิตของตนเองคือ
ธรรมชาติพื้นฐานของสรรพสัตว์ทั้งปวง
ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ตั้งแต่ก่อนบิดามารดาจะถือกำเนิด
ก่อนที่ร่างกายนี้จะเกิดขึ้น
จึงเรียกว่า “ใบหน้าดั้งเดิม”
จิตนี้บริสุทธิ์โดยกำเนิด
เมื่อร่างกายเกิด จิตไม่เกิด
เมื่อร่างกายตาย จิตไม่ตาย
ไม่มีเพศ ไม่มีรูปร่าง
ไม่อาจกล่าวว่าเป็นดีหรือชั่ว
ไม่มีอุปมาใดเข้าถึงได้
จึงเรียกว่า ธรรมชาติแห่งการรู้แจ้ง
หรือพุทธภาวะ
....
เทศนาของอาจารย์เซนบัสซุย
แปลโดย โทมัส เอฟ. เคลียรี
จาก: Original Face:
An Anthology of Rinzai Zen
(Grove Press, 1978, หน้า 93)

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

2 ก.พ.69


 

หยุดเอาตัณหาไปแลกนิพพาน ความหลุดพ้น


นิพพาน
ไม่ใช่รางวัลของผู้ดิ้นรน
และไม่ใช่ผลตอบแทนจากความอยาก
ทันทีที่
“อยากพ้น”
วิญญาณปฏิฐิตัง
ตัณหาก็เกิด
และเมื่อใดที่ตัณหาเกิด
ภพก็ถูกตั้งขึ้น
ในขณะนั้นเอง
การอยากนิพพาน
จึงไม่ใช่เหตุแห่งความพ้น
แต่เป็นเหตุแห่งภพใหม่
อย่างละเอียดที่สุด
นิพพาน
คือความดับไม่เหลือ
แห่งความยึดมั่นในวิญญาณ
ไม่อาจมี
ในขณะที่ยัง
“อยากนิพพาน”
แต่เป็นผลของ
การดับการยึด
ในจิต มโน วิญญาณ
เมื่อการหลงตั้งเอาสิ้นไป
ไฟ
ไม่ได้ดับเพราะเราไปดับ
แต่ดับเพราะ
ไม่มีใครเติมเชื้อ
นิพพาน
ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแสวงหา
เพราะการแสวงหา
คือการหลงตั้งเอา
มี ตัวกู–ของกู
ซ่อนอยู่ในความปรารถนา
อย่างแนบเนียน
ความหลุดพ้น
ไม่เกิดจากการ “ได้”
แต่เกิดจากการ
ปล่อย — ไม่ยึด ตั้งแต่เริ่ม
ปล่อยทุกสภาวะ
ในจิต มโน วิญญาณ
ดับก่อนเริ่ม
ไม่ใช่เริ่มแล้ว
ค่อยหาวิธีดับ
เพราการหาวิธีดับ
วิญญาณก็เริ่มทำงานทันที
เพราะโดยความจริง
ไม่มีอะไรตั้งแต่ต้น
แต่เมื่อมีการยึด
มีการตั้งเอา
จึงปรากฏ “เรา”
ขึ้นมาเป็นผู้ยึด
นิพพาน
คือสภาวะ
ที่ไร้สิ่งใด
ให้ดำรงอยู่
พึงไม่อะไรกับอะไร
เพียงสักว่า
อายตนะทั้งหลายทำงานไป
ไม่สานต่อผัสสะที่มากระทบ
ละนันทิให้ไว
ดุจกระพริบตา
ตามกำลังของตน
เมื่อเริ่มคลาย
ความยึดมั่นจะเบาลง
โดยไม่ต้องไปทำอะไร
กับจิตอีกเลย
แค่ปล่อย...ก็จบ
.
.
นิรนาม
Cr. ภาวนาวิมุติสถาน

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69


 

เราจะเป็นชาวพุทธที่ดีได้อย่างไร


ถาม เราจะเป็นชาวพุทธที่ดีได้อย่างไร
อาจารย์เซน แด ควาง ซูนิม:
ทุกคนอยากรู้ว่า
“จะเป็นชาวพุทธที่ดีได้อย่างไร”
วิธีที่ดีที่สุดในการเป็นชาวพุทธที่ดี
คือไม่ต้องเป็นชาวพุทธ
ในวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“เราไม่มีคำสอนใดจะให้”
ที่จริงแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ถ้าท่านพูดว่าเรามีคำสอนใดจะให้
ท่านก็สอนตรงกันข้ามกับเรา”
สิ่งสำคัญยิ่งกว่าพุทธศาสนา หรือเซน
หรืออะไรก็ตาม คือการตื่นรู้
พระพุทธเจ้าไม่ใช่ชาวพุทธ
พระองค์ทรงเป็นผู้ “ตื่นรู้”
และสิ่งที่พระองค์ทรงตื่นรู้นั้น
เป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่แล้ว
ความเป็นพุทธศาสนาจะไม่ช่วยคุณ
แต่การตื่นรู้จะช่วยคนทั้งโลก

Question: How do you become a good Buddhist?
---
Zen Master Dae Kwang Sunim: Everybody wants to know that,
“how to become a good Buddhist.”
The best way to become a good Buddhist is not to become a Buddhist.
In the Diamond Sutra the Buddha says, “I have no teaching to give.”
Actually, the Buddha said that, “If you say
I have a teaching to give, you teach against me."
More important than Buddhism, or Zen, or anything, is waking up.
The Buddha was not a Buddhist. He was a “wake up” person
and what he woke up to is something everybody already has.
Buddhism is not going to help you.
But waking up is going to help the whole world.
Milan Kunaj ในเพจ Living Zen

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

19 พ.ย.68