ถ้าไม่เอาทั้ง 2 อย่างก็จบเรื่อง


กุศลเกิดขึ้น ผลคือความสุข
พอสุขก็เพลิดเพลิน
พออกุศลเกิด ผลคือความทุกข์
ราคะ โทสะ ก็รู้ทันเร็ว
แต่พอเป็นกุศลดูไม่ทันละ
พอความสุขเกิด..เพลิดเพลิน
ความทุกข์เกิด..รู้ทัน
ภาวนาไปสักพักก็จะรู้ทันเอง
ว่าตอนนี้จิตเป็นสุขนะ
แทนที่จะไปหลงเพลิดเพลิน
ก็ต้องถอนออกมา..ถอนความยึดถือ
ความสุขก็ยังคงอยู่อย่างนั้น
จนกว่าจะหมดกำลังของมัน
แล้วแต่เหตุปัจจัย หมดเหตุปัจจัย
ความสุขก็ดับไป อย่างนี้เป็นต้น
ต้องเฝ้าสังเกตดูทั้ง 2 มุม
เพราะว่าอันนี้คือธรรมเป็นของคู่
ถ้ามีสุขเดี๋ยวก็มีทุกข์
ถ้ามีชอบเดี๋ยวก็มีชัง
ถ้าไม่เอาทั้ง 2 อย่างก็จบเรื่อง
แต่ถ้าจะเอาอย่างหนึ่ง
ก็ต้องได้อย่างหนึ่งเป็นของแถม
เป็นเรื่องปกติอยู่อย่างนี้
อันนี้ต้องไปสังเกตดูเอาเอง
พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวํโส
เจ้าอาวาสวัดวังหิน จ.พิษณุโลก
ตอบคำถามเย็นวันศุกร์ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๖
Cr. คุณเอ้ กลุ่มวัฒน์ใจ
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

ฝึกใจให้เหมือนใบบัว


การปฏิบัติธรรมของเราก็เพื่ออันนี้
เพื่อให้ใจของเราเหมือนดอกบัว
ใจของเราเหมือนใบบัว
ไม่ว่าอะไรมากระทบก็ย้อมไม่ติด
เจอทุกข์ ทุกข์ก็ไม่แปดเปื้อนใจ
อยู่ในโลกแต่ว่าจิตใจอยู่เหนือโลก
โลกไม่อาจกลั้วติดได้ หรือไม่ติดในโลก
เราปฏิบัติธรรมไม่ใช่เพื่อหนีโลก
เราปฏิบัติธรรมไม่ใช่เพื่อหนีกิเลส
ไม่ใช่เพื่อหนีทุกข์
ชาวพุทธเราไม่กลัวทุกข์
เพราะเรารู้ว่าในทุกข์มีธรรม
และในยามที่เราเจอทุกข์
อย่างน้อยเราก็รู้จักหาธรรม
เข้าหาแสงสว่าง
เข้าหาความดีเป็นสรณะ
ฉะนั้นถ้าปฏิบัติธรรมแล้ว
เข้าใจว่าเพื่อหนีโลก
เพื่อหนีทุกข์ เพื่อหนีกิเลส
อันนี้เข้าใจผิดแล้ว
ดอกบัวไม่ได้สอนเราแบบนั้น
ที่เรามาเจริญสติ
ก็เพื่อเราจะได้มีสิ่งรักษาใจ
ไม่ให้ทุกข์มาแปดเปื้อนจิตใจได้
สามารถทำให้อยู่กับกิเลสได้
เหมือนกับที่หลวงพ่อชาแนะนำ
อยู่กับกิเลสอย่างมีสติ
เหมือนกับน้ำกับใบบัว
น้ำซึมเข้าใบบัวไม่ได้
กิเลสก็ซึมเข้าจิตใจไม่ได้
อันนี้สำหรับปุถุชนที่ยังมีกิเลสอยู่
อารมณ์อกุศลก็เหมือนกัน
แม้ว่าจะห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้
แต่พอมันเกิดแล้ว
ก็ไม่สามารถจะฉาบติด
หรือแปดเปื้อนใจได้
เพราะใจเรามีเครื่องรักษา
ฉะนั้นเรามีใบบัว ดอกบัวเป็นครู
ศึกษาให้เข้าใจ แล้วการปฏิบัติของเรา
ก็จะเจริญก้าวหน้าจนชนิดที่ว่า
แม้ตัวอยู่ในโลก แต่ว่าใจก็อยู่เหนือโลกได้
....
“ฝึกใจให้เหมือนใบบัว”
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
แสดงธรรมเย็นวันที่ 15 มีนาคม 2569
วัดป่าสุคะโต
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

การตัดสินคนบอกว่าคุณเป็นใคร



คู่สามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่งเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่
วันรุ่งขึ้น ขณะที่ทั้งคู่กำลังรับประทานอาหารเช้า ฝ่ายหญิงเห็นเพื่อนบ้านกำลังตากผ้าอยู่ข้างนอก
"ผ้าพวกนั้นไม่สะอาดเลย สงสัยนางคงซักผ้าไม่เป็น อาจจะต้องใช้ผงซักฟอกที่ดีกว่านี้" เธอว่า
สามีของเธอมองดูอยู่เงียบๆ และทุกครั้งที่เพื่อนบ้านตากผ้า หญิงสาวก็จะพูดแบบเดิมซ้ำๆ อยู่เสมอ หนึ่งเดือนต่อมา หญิงสาวประหลาดใจที่เห็นผ้าสะอาดๆ ตากอยู่บนราว จึงพูดกับสามีว่า
"ดูสิ ในที่สุดเขาก็ซักผ้าเป็นแล้ว สงสัยจังว่าใครสอนนะ"
สามีจึงตอบว่า "เมื่อเช้าผมตื่นเช้ามาเช็ดกระจกบ้านเราเอง"
และชีวิตก็เป็นเช่นเดียวกัน... สิ่งที่เราเห็นเมื่อมองดูผู้อื่นขึ้นอยู่กับความชัดเจนของหน้าต่างที่เรามองผ่าน
ดังนั้นอย่าด่วนตัดสินผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมุมมองชีวิตของคุณถูกบดบังด้วยความโกรธ ความอิจฉา ความคิดเชิงลบ หรือความปรารถนาที่ไม่สมหวัง
"การตัดสินคนไม่ได้บ่งบอกว่าเขาเป็นใคร แต่มันบ่งบอกว่าคุณเป็นใคร"
~ โจนาธาน เคสเทนบอม
ข้อคิดดีๆ จากเพจ
The Courage to Awaken

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

เรียนที่สำนัก กาย ใจ ที่ตัวเราเอง


.....
ธรรมะมีให้เสพรับกันมากมาย
จนบางทีเหมือนจะเฝือเกิน
แต่คนเอาไปใช้จริงๆ
มุ่งมั่นที่จะน้อมธรรมเข้าสู่ใจ
ด้วยการประพฤตินั้นจะพอมีบ้างไหม
สมัยก่อนเราอ่านหนังสือเยอะเหมือนกัน
แต่ตัดเอามาใช้แค่ สามคำ
คือ พุทโธ รู้สึกตัว และรู้เห็นตามเป็นจริง
เท่านี้เอง แล้วตั้งใจดำเนินจิต
ไปตามความหมายแห่งคำนั้น
ขอแค่ตั้งใจจริงก็พอนะ อดทน
ผลย่อมปรากฏเองนะ
อย่าไปคิดว่าจะต้องฟังธรรมเยอะ
อ่านธรรมะมากๆ หรือเที่ยวไปสำนักนู้นนี้
แล้วจะช่วยให้เข้าใจ ได้รู้แจ้งธรรม
แต่ขอเพียงตระหนักอย่างลึกซึ้ง
แม้ธรรมเพียงบทเดียวก็เพียงพอ
แล้วมารู้ลงที่กายใจในปัจจุบัน
เรียนอยู่ที่นี่ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน
เรียนที่สำนัก กาย ใจ ที่ตัวเราเอง
พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ก็
มาลงที่กายที่ใจนี้ ไม่ใช่ไปรู้ที่ไหนเลย
ฝึกให้มีจิตตั้งมั่น แล้วเรียนรู้ความจริง
ที่ปรากฏ ด้วยความอดทน ส่วนผล
ย่อมเป็นไปตามเหตุที่ทำเอง
พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

จงพัฒนาจิตใจที่เปิดรับทุกสิ่ง


จงพัฒนาจิตใจที่เปิดรับทุกสิ่ง
และไม่ยึดติดกับสิ่งใด
ความวุ่นวายไม่ได้เกิดจากโลก
แต่เกิดจากการยึดติดกับโลก
ท่านติโลปะ
Develop a mind that is open to everything, and attached to nothing.
Disturbances are not caused by the world, they are caused by clinging to it.
Tilopa
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

ทำเหตุให้ดีที่สุด เท่านั้น


ธรรมะนี้...
ใครๆ ก็ปฏิบัติได้ ปฏิบัติที่ไหน ก็ได้
หน้าที่ของเรานั้น...
ทำเหตุให้ดี ที่สุด
‎โยม อย่าลืมนะ หน้าที่ของเรานั้น
ทำเหตุให้ดีที่สุด เท่านั้น
ส่วนผลที่จะได้รับเป็นเรื่องของเขา
ถ้าเราดำเนินชีวิต...
โดยมีการปล่อยวาง...เช่นนี้แล้ว
ทุกข์ ก็ไม่รุมล้อมเรา
ธรรมะอย่างนี้ ใครๆ ก็ปฏิบัติได้
ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ปฏิบัติเมื่อไรก็ได้
ให้มีจิตตั้งมั่น คือไม่หลงไปกับอารมณ์
อารมณ์ เป็นอารมณ์
จิต เป็นจิต
ที่จิต เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นดี เป็นชั่ว
เพราะจิตหลงอารมณ์
ถ้าไม่หลงอารมณ์แล้ว...
ไม่เป็นอะไร จิตนี้...ไม่ได้หวั่นไหว
สภาวะอันนี้ เรียกว่า เป็นสภาพรู้อันหนึ่ง .
หลวงปู่ชา สุภัทโท

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69


 

เมื่อใดที่ความรู้สึกตัวเกิดขึ้น


เมื่อใดที่ความรู้สึกตัวเกิดขึ้น
ความหลงย่อมทนอยู่ไม่ได้
เมื่อมีความระลึกรู้ในกายและใจ การเผลอคิด เผลอปรุง ย่อมสิ้นสุดลง ด้วยเหตุนี้การเจริญสติปัฏฐานเพื่อสร้างความรู้สึกตัว และความระลึกได้ในกายและใจ จึงเป็นทางตรงทางลัดสู่ความพ้นทุกข์
ความรู้สึกตัวทำให้ใจออกมาจากความรู้สึกนึกคิด และเปลี่ยนจาก “เป็น” มา “เห็น” แทน ยิ่งเห็นมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้จักสภาวะภายในตามที่เป็นจริงมากเท่านั้น นำไปสู่ปัญญาที่สามารถไถ่ถอนจิตจากความหลงขั้นลึกซึ้งที่สุด อันได้แก่ความยึดติดถือมั่นในตัวตน
หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ได้ชี้ให้เห็นว่า
การปฏิบัติที่ถูกต้องมิได้อยู่ที่
การทำให้ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ หายไป
จนจิตบังเกิดความสงบ
แต่อยู่ที่การมีสติเห็นอาการเหล่านี้
โดยไม่ต่อต้านผลักไส
ท่านได้ย้ำว่าอาการเหล่านี้ไม่ใช่เป็นตัวปัญหา ปัญหาอยู่ที่การไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้น
จนหลงเข้าไปในมันต่างหาก
แต่เมื่อใดที่มันเกิดขึ้นก็ให้รู้ว่าเกิด
เพียงเท่านี้ ความรู้ตัวก็จะพาจิต
ออกมาจากความทุกข์
และ (เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี) ไปเอง
คือ เปลี่ยนความโกรธให้เป็นความไม่โกรธ เปลี่ยนความโศกให้เป็นความไม่โศก
เปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความไม่ทุกข์
มองในแง่นี้ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับใจ
ล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้น
หากตามรู้อยู่เสมอ
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 เม.ย.69