แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี แสดงบทความทั้งหมด

อะไรๆ ก็เป็นของชั่วคราว


อะไรๆ ก็เป็นของชั่วคราว
การที่เราดูแลรักษาสิ่งต่างๆ
ก็คือรักษาเพียงชั่วคราว
พออิงอาศัยชั่วคราว
ไม่ใช่ว่าจะรักษาให้มันคงที่
ตั้งอยู่ตลอดไป
เพียงแต่รักษาพออาศัยชั่วคราว
หมดอายุ หมดเวลา
ก็ต้องเปลี่ยนแปลง
แตกดับ บังคับไม่ได้
ก็ต้องเป็นไป ต้องยอมรับ
ต่อความเป็นจริงอย่างนี้
แม้จะยังไม่ถึงขั้น "รู้แจ้ง"
ปล่อยวางภายในได้จริงๆ
แต่ถ้าเรามีความเข้าใจ
มีความคิดในแนวนี้
ก็ยังดียังรู้จักสกัดกั้น
รู้จักปลง รู้จักวางได้ระดับหนึ่ง
แต่การที่จะวางได้สนิท
มันต้องวางด้วยการ
เข้าไปรู้แจ่มแจ้งกันภายใน
การรู้ในกาย รู้ในใจ
เห็นสภาวะแตกดับ
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จริงๆ
จะปลด ปลง ปล่อยวางได้สนิท
ส่วนการวางแบบพิจารณา
แยกแยะอะไรต่างๆ ด้วยความคิด
นั้นเป็นจินตามยปัญญา
ก็เป็นการวางได้ระดับหนึ่ง
ชั่วครั้งชั่วคราว
ไม่สามารถวางได้อย่างสนิท
แต่ก็ทำให้จิตเรารู้จักปลง
วาง ว่าง ได้ตามสมควร
ฉะนั้น การฝึกฝนอบรมตนเอง
จึงต้องมีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
หรือมีทั้ง "สุตะ"
คือการฟังให้เกิด "สุตมยปัญญา"
มีทั้งคิดพิจารณา
ให้เกิด "จินตามยปัญญา"
คือการนึกคิดพิจารณาให้ถูกตรง
คิดให้เป็น คือสอดคล้อง
ในแนวของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา,
แล้วก็ต้องมี "ภาวนามยปัญญา"
คือปัญญาที่ รู้แจ้ง เห็นจริง
จากการเจริญสติสัมปชัญญะ
แล้วต้องมีธรรมะในทุกระดับ
ที่จะพัฒนาจิตใจให้พ้นทุกข์ได้จริง
🔸🔸
"ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ”
เขมรังสี ภิกขุ
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

30 เม.ย.69


 

ถ้าเรารู้ไม่เท่าทัน


อายตนะภายนอกทั้ง ๖ คือ
สี เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
เข้ามาบ่อยไหม?
.
สีต่างๆ ก็เข้ามาที่ตาอยู่บ่อยๆ
เสียงก็เข้ามาที่หูบ่อยๆ
กลิ่นก็เข้ามาที่จมูกอยู่บ่อยๆ
รสก็เข้ามาที่ลิ้นอยู่บ่อยๆ
โผฏฐัพพะก็เข้ามาที่กายอยู่บ่อยๆ
ธรรมารมณ์ก็เข้ามาที่ใจอยู่บ่อยๆ
.
เมื่ออายตนะเข้ามาแล้ว
ถ้าเรารู้ไม่เท่าทัน
พอสีกระทบตา ไม่มีสติ
ก็เกิดความยินดียินร้าย
โลภ โกรธ หลง
.
เสียงกระทบหู ได้ยินเกิดขึ้น
ไม่มีสติรู้เท่าทัน ยินดียินร้าย
โลภ โกรธ หลง ก็เกิดขึ้น
รู้กลิ่น รู้รส รู้โผฏฐัพพะ คิดนึก
ถ้าไม่มีสติรู้เท่าทัน
โลภ โกรธ หลง ก็เกิดขึ้น
กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้น
เกิดขึ้นแล้วก็นำพาให้ทำกรรม
แล้วมีวิบากเกิดขึ้น
ชีวิตเราต้องวนเวียน
เวียนเกิด เวียนตายอยู่
.
ฉะนั้น ท่านจึงสอนให้เรา
เป็นผู้รู้เท่ารู้ทัน ต่ออารมณ์
ที่มากระทบทางตา หู
จมูก ลิ้น กาย ใจ
รักษาใจเป็นกลาง
ไม่ตกไปในข้างยินดียินร้าย
‪‎ธัมโมวาท‬ โดยพระวิปัสสนาจารย์
‪‎ท่านเจ้าคุณ‬ ‪‎พระภาวนาเขมคุณ‬
(พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

11 ต.ค.68 


 

เราก็มาดูว่าเราเห็นหรือยัง...?


พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสว่า
ก็ผู้ใดไม่เห็นความเกิดขึ้น
และความเสื่อมไป
พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี
ความเป็นอยู่วันเดียว
ของผู้ที่เห็นความเกิดและความเสื่อม
ย่อมประเสริฐกว่า
ความเป็นอยู่ของผู้นั้น
คนที่มีชีวิตอยู่วันเดียว
แต่เห็นความเกิด เห็นความเสื่อม
ประเสริฐกว่าคนเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี
แต่ไม่เห็นความเกิด ความเสื่อม
ความเกิด ความเสื่อมแห่งสังขาร
ของรูป ของนาม ของปรมัตถธรรม
ถ้าบุคคลใดได้เข้าไปรู้ไปเห็นได้
เห็นรูป เห็นนาม
มันเกิด มันเสื่อม มันดับ
แม้วันนั้นจะตายลง
มีชีวิตอยู่วันเดียวตายลง
ก็ประเสริฐกว่าคนเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี
แต่ไม่เห็น
เราก็มาดูว่าเราเห็นหรือยัง...?
เราอายุกี่ปีแล้ว...?
ยังไม่เห็นความเกิด
ความเสื่อมของสังขาร
ตายเสียก่อน มันก็ไม่ประเสริฐ
ได้ชีวิตมาไม่ประเสริฐ
ต้องทำให้เห็นก่อนจะตาย
ต้องให้เห็นความเกิด
ความเสื่อม
โดยเฉพาะการรู้เห็นจริงๆ
ด้วยญาณ ด้วยปัญญา
ด้วยการเจริญภาวนา
การรู้เห็นแจ้งรู้จริงๆ ก็อย่างหนึ่ง
การรู้แบบคิดนึกพิจารณาเอา
ก็ยังไม่ใช่เห็นแจ้ง
แต่ก็ยังดี ยังสร่างเมา
ยังละ ยังสละ ยังสังเวช
ยังเป็นผู้ลดละลงไปได้ตามสมควร
แต่ถ้าเห็นแจ้งจริงๆ
มันจะละได้เด็ดขาด
‪‎ธัมโมวาท‬ โดยพระวิปัสสนาจารย์
‪‎ท่านเจ้าคุณ‬ ‪‎พระภาวนาเขมคุณ‬
(พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

15 ก.ย..68 




 

ปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริง


ปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงนั้น รู้เห็นอย่างไร
ก็คือการเข้าไปรู้เห็นสภาพธรรม
มีความเปลี่ยนแปลง มีความเสื่อมสลาย
มีความแตกดับ มีสภาพที่เป็นไป
ตามเหตุตามปัจจัย เป็นอนัตตา
บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน
ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
เรียกว่า ความรู้เห็นตามความเป็นจริง
เรื่องความเป็นจริงของชีวิต
สักแต่ว่าเป็นธาตุ เป็นธรรมชาติ
มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด
มีสภาพที่เป็นทุกข์ ทนอยู่ตั้งอยู่ไม่ได้
ต้องแตกต้องดับอยู่เรื่อยๆ
แล้วก็บังคับบัญชาไม่ได้
การเกิดขึ้น การดับไป
แต่ละสภาพธรรมนั้น
ไม่มีอำนาจจะไปบังคับเขาได้
เขาเกิดขึ้นเพราะมีเหตุมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น
และดับไปเพราะหมดเหตุปัจจัยจึงทำให้ดับไป
ฉะนั้นปัญญาที่รู้เห็นความจริง
ที่ท่านได้ดวงตาเห็นธรรม
ได้อุทานว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น
ก็มีความดับไปโดยธรรมดา
ถามว่าการเกิดขึ้น
ทำไมจึงเป็นธรรมดา
ความดับไปทำไมจึงเป็นธรรมดา
ความไม่เที่ยงทำไมจึงไม่เที่ยง
ทำไมรูปนามต้องเกิดต้องดับด้วย
ไม่เกิดไม่ดับไม่ได้หรือ ทำไมไม่คงที่
มีแล้วต้องหมดไป
ปรากฎแล้วต้องหมดไป
นั่นก็เพราะว่ารูปนามทั้งหลาย
มีเหตุมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น
เขาก็ต้องเกิดขึ้น
เมื่อหมดเหตุหมดปัจจัย
เขาก็ต้องดับไป
เมื่อเหตุเกิดผลก็ต้องเกิด
เมื่อเหตุดับ ผลก็ต้องดับ
“กรอบนอก แกนใน"
พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)


 

วิปัสสนานั้น ไม่ต้องไปคิดอะไร


การปฏิบัติเจริญวิปัสสนานั้น
ไม่ต้องไปคิดอะไร
เพียงมีสติ ระลึกรู้เท่าทันต่อปรมัตถ์
ระลึกปรมัตถ์ที่เป็นปัจจุบันขณะ
มันก็ทำลายอกุศลธรรมลงไป
ได้ด้วยตัวของมันเอง
เมื่อกุศลเกิดขึ้นๆ อกุศลก็จางลง
กุศลมาแทนที่ในปัจจุบันธรรม
.
เหมือนกับเก้าอี้ตัวเดียว
ที่สองคนแย่งกัน
ระหว่างกิเลสกับกุศล
ถ้ากุศลเข้ามาแทนที่ 
อกุศลก็ตกไปจากเก้าอี้นั้น
แต่การจะนั่งก็นั่งได้แป๊บเดียว
ถึงจะเป็นกุศลก็นั่งได้แป๊บเดียว
ถ้าไม่มีการเสริมมาอีก อกุศลก็เข้ามาอีก
ฉะนั้นถ้าหากว่า มีสติระลึก รู้อยู่
อกุศลก็จะละไปในตัว
.
เมื่อเพียรทำกุศลให้เกิดขึ้น
ก็เท่ากับว่าเพียรละอกุศลไปในตัว
อันนี้ก็เป็นการละในวิธีการของวิปัสสนา
คือมีสติรู้เท่าทันต่อ อกุศลธรรม และกุศลธรรม
.
แต่ถ้าเราจะละอกุศล
ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่วิปัสสนาก็ละได้
ในลักษณะที่ไม่ได้ศึกษาความเป็นจริง
ละแบบใช้อุบายวิธี
เช่น เราคิดนึกสอนจิตใจของตัวเองว่า
ไม่ควรจะไปโกรธ ไปเกลียด
โดยให้เหตุผลอย่างนั้น อย่างนี้
ก็สามารถจะทำให้กิเลสที่มันเกิดขึ้นขณะนั้น
ถูกละไปได้ชั่วคราว คือ สงบระงับไปได้
แต่มันไม่ได้เป็นวิธีการของวิปัสสนา
.
เมื่อไม่ใช่วิธีการของวิปัสสนา
มันก็ไม่มีปัญญาในการที่จะละโดยเด็ดขาดได้
ไม่มีการสะสมเหตุและปัจจัย
เข้าไปสู่การละโดยเด็ดขาดได้
ที่เรียกว่า ประหารอนุสัยกิเลส
การที่จะเข้าไปสู่การละโดยเด็ดขาด
หรือ ประหารกิเลสโดยเด็ดขาด
ก็ต้องเจริญวิปัสสนา
ให้รู้แจ้งรูปนามตามความเป็นจริง

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

Image by AberrantRealities from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


18 ก.ค.67


 

ฝึกบ่อยๆ มันจะดับทันทีได้


เวลาเกิดความโกรธ ความฟุ้ง ความไม่สบายใจ ความคิด 
รู้ขึ้นมา เห็นอาการเหล่านี้ ต้องวางเฉยไว้ 
วางเฉย ปล่อยวาง ไม่ว่าอะไร 
สิ่งที่จะต้องจดจำไว้เตือนใจตัวเองก็คือ 
การเตือนใจว่าปล่อยวางนะ 
ปล่อยวาง ไม่ว่าอะไร 
วางเฉยไว้ วางเฉยไว้ ปล่อยวาง วางเฉย
ถ้าวางเฉยได้ดี เขาก็จะดับ 
ความฟุ้ง ความโกรธ ความไม่สบายใจ
ก็จะคลายๆ แล้วก็ดับไป 
ฝึกบ่อยๆ มันจะดับทันทีได้

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

Image by pen_ash from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

เราต้องทำความต้องการของเรา ให้สิ้นไป


...ความไม่เที่ยงความแตกดับ
มันเป็นธรรมดาอย่างนี้ 
สรุปแล้วธรรมดาคืออะไร? ทำไมจึงไม่เที่ยง? 
เพราะมันต้องไปตามเหตุปัจจัยของมันอย่างนั้น 
.
จะไม่ยอมรับได้ไหม? ถ้าไม่ยอมรับมันก็ทุกข์ 
ที่มันทุกข์เพราะไม่ยอมรับ 
ทำไมจึงไม่ยอมรับ? ทำไมยอมรับไม่ได้? 
ก็เพราะไม่เห็นความจริงว่า
มันต้องเป็นของมันอย่างนี้ 
มันจะต้องเกิดอย่างนี้ มันจะต้องดับอย่างนี้ 
จะต้องเป็นของมันอย่างนี้ตามเหตุปัจจัย 
.
ถ้าไปเห็นความจริงอย่างนี้ ก็จะเกิดการยอมรับ
เพราะมันไม่สามารถจะไปห้ามได้
กับความเป็นของมันอย่างนี้ 
ถ้าเกิดยอมรับได้ใจก็จะไม่ทุกข์ 
.
จริงไหมถ้าใจยอมรับได้ 
สังขารร่างกายจะแก่ชรา
ถ้ายอมรับไม่ได้จะทุกข์ไหม? มันจะทุกข์ 
ถ้ายอมรับได้ แก่ไหมยอมรับได้? 
ก็แก่อยู่ดี แต่มันไม่ทุกข์ 
ฉะนั้นระหว่างการทำไม่ให้แก่
กับการยอมรับกับความแก่อันไหนง่ายกว่ากัน 
อันไหนมีสิทธิที่จะทำได้ 
.
การดับทุกข์จึงไม่ใช่ว่า
ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ตามที่เราต้องการ 
แต่เราต้องทำความต้องการของเรา
ให้สิ้นไปเพื่อให้มันยอมรับ 
ทำให้เกิดยอมรับมันก็จะหมดปัญหา 

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

Image by TheOtherKev from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





 

การปฏิบัติธรรมทั้งหมด เป็นไปเพื่อการทิ้ง


...ทางสายวิปัสสนาไม่ซับซ้อน
เป็นเรื่องง่ายๆ เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฏฐิ
คือมีความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เท่านี้
การปฏิบัติธรรมทั้งหมด
เป็นไปเพื่อการทิ้งเท่านั้นเอง
อย่าไปปฏิบัติเพื่อจะเอา เพื่อจะได้
เราปฏิบัติเพื่อให้จิตใจมาอยู่กับเนื้อกับตัว
เพื่อจะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่สภาวะจริงแท้
คือความรู้สึกที่ไม่ปรุงแต่ง

ท่านเจ้าคุณพระภาวนาเขมคุณ

(พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)

Image by susan-lu4esm from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

หัดดูเฉยๆ ดูเขาไปอย่างนั้น


...ปกติถ้าอารมณ์ในใจไม่ดี 
เราก็จะเกิดความยินร้าย เกิดความไม่พอใจ 
หรือเกิดความทะยานอยากจะให้มันหาย 
อยากให้มันสงบ 
นี่เป็นการไปเติมเชื้อ 
เป็นการวางใจที่ไม่ถูกต้อง 
แทนที่กิเลสมันจะคลี่คลาย 
มันกลับเพิ่มมากขึ้น วุ่นวายใจมากขึ้น 
อยากจะให้มันสงบ 
พอมันไม่สงบ มันก็จะเกิดความเคียดแค้นใจ โกรธมากขึ้น
เคล็ดลับก็คือว่า ต้องวางใจให้ถูก 
เวลากำหนดรู้ ดูใจ ดูอะไรก็ตาม ต้องปล่อยวางในที 
กำหนดดูอย่างปล่อยวาง อย่างไม่ว่าอะไร 
หรือจะเรียกว่า สักแต่ว่า ปล่อยวาง 
พยายามจะฝึกใจให้รู้อย่างปล่อยวาง วางเฉย 
.
เหมือนเราดูคนทะเลาะกันอยู่ 
เราก็ดูเขาเฉย ๆ 
เราอย่าไปวุ่น เราอย่าไปทะเลาะกับเขาด้วย 
ดูเด็กเล่นกันวุ่นวาย เราก็ดูมันเฉย ๆ ไม่ว่าอะไร 
.
เราดูกิเลส ดูอารมณ์ในใจ ดูอะไรในตัวเรา 
ก็หัดดูเฉยๆ ดูเขาไปอย่างนั้น ดูเฉยๆ 
ไม่ว่าอะไรจะเกิด ก็เกิดไป 
ถ้าเราทำใจ วางใจอย่างนี้ได้ เฉยๆ ได้ 
จิตมันก็จะพลิกกลับมาเป็นจิตที่ดีงาม 
มันจะซักฟอก ชำระ ปรับสภาพ 
สติสัมปชัญญะเหมือนน้ำเข้าไปดับ 
ไฟก็โทรมลง 
เกิดความเย็น ความสงบระงับ ดับทุกข์ 

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

Photo by Martin Martz on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา