แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่เจือ สุภโร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่เจือ สุภโร แสดงบทความทั้งหมด

ต้องอยู่ด้วยปัจจุบันธรรม


ธรรมของหลวงปู่มั่นบอกว่า..
ต้องอยู่ด้วยปัจจุบันธรรม
เข้าใจไหมปัจจุบันธรรม?
ไม่ใช่ปัจจุบันกาลนะ
ปัจจุบันธรรมอย่างหนึ่ง ปัจจุบันกาลอย่างหนึ่ง
ธรรมที่รู้เห็นอยู่ในปัจจุบัน
ธรรมที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน
เราฟุ้งซ่านอยู่ เราก็ดูตัวฟุ้งซ่าน
เป็นตัวปัจจุบันธรรมของเรา
พอเราดูปั๊บ มันก็เบา ...
เราไม่แก้ ไม่ปรับ ไม่ปรุง ปล่อย ดูมัน
ความฟุ้งซ่านก็หลุดไปๆ
เดี๋ยวกลายเป็นความสงบ
ตัวสงบเป็นตัวปัจจุบันธรรมของเราอีก
เราก็ดูอยู่งั้น ก็สงบเข้าไป ดีเข้าไป
ถ้ามันสงบแค่นี้ เราจะเอายิ่งกว่านี้
ไปคว้าอนาคตแล้ว ปัจจุบันเราสงบแค่นี้
ไปคว้าเอายิ่งกว่านี้
ก็คือไปคว้าอนาคตมันยังมาไม่ถึง
ปัจจุบันก็ให้มันเป็นอย่างนี้
อนาคตที่เราปรารถนามันก็มาถึง
นี่จะเอาให้ได้ดีเดี๋ยวนี้
มันก็หลุดจากปัจจุบัน ก็ถึงอนาคตไม่ได้
หลวงปู่เจือ สุภโร
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

16 ต.ค.68 


 

ทุกอย่างไม่ต้องตั้งใจละ


จิตว่างอยู่แล้ว ทำอารมณ์ให้ว่าง 
จิตไปหลงว่าความโลภ 
ความโกรธ ความหลง เป็นจิต
ความไม่ว่างเป็นตัวทุกข์ 
ตัณหามีอยู่ประจำจิต 
ตัณหาไม่แสดงอาการเมื่อเวทนาไม่ปรากฏ
นึกหยุดคิด สติจะเต็มกาย 
ทุกอย่างไม่ต้องตั้งใจละ 
และไม่ต้องตั้งใจเอาด้วย 
ทุกอย่างดูไว้เฉยๆ 
เดี๋ยวปัญญามันเกิดขึ้นเรื่อยๆ

หลวงปู่เจือ สุภโร

Image by rdmphotosltd from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เข้าใจไหมปัจจุบันธรรม?


ธรรมของหลวงปู่มั่นบอกว่า.. 
ต้องอยู่ด้วยปัจจุบันธรรม 
 เข้าใจไหมปัจจุบันธรรม? 
 ไม่ใช่ปัจจุบันกาลนะ 
 ปัจจุบันธรรมอย่างหนึ่ง ปัจจุบันกาลอย่างหนึ่ง
 ธรรมที่รู้เห็นอยู่ในปัจจุบัน 
 ธรรมที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน 
 เราฟุ้งซ่านอยู่ เราก็ดูตัวฟุ้งซ่าน 
 เป็นตัวปัจจุบันธรรมของเรา 
 พอเราดูปั๊บ มันก็เบา ... 
เราไม่แก้ ไม่ปรับ ไม่ปรุง ปล่อย ดูมัน 
 ความฟุ้งซ่านก็หลุดไปๆ 
 เดี๋ยวกลายเป็นความสงบ 
 ตัวสงบเป็นตัวปัจจุบันธรรมของเราอีก 
 เราก็ดูอยู่งั้น ก็สงบเข้าไป ดีเข้าไป 
ถ้ามันสงบแค่นี้ เราจะเอายิ่งกว่านี้ 
 ไปคว้าอนาคตแล้ว ปัจจุบันเราสงบแค่นี้ 
ไปคว้าเอายิ่งกว่านี้ 
 ก็คือไปคว้าอนาคตมันยังมาไม่ถึง 
 ปัจจุบันก็ให้มันเป็นอย่างนี้ 
 อนาคตที่เราปรารถนามันก็มาถึง 
นี่จะเอาให้ได้ดีเดี๋ยวนี้ 
 มันก็หลุดจากปัจจุบัน ก็ถึงอนาคตไม่ได้ 

หลวงปู่เจือ สุภโร 

Image by Skitterphoto from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

สติปัฏฐาน ๔ นี้ เกิดขึ้นแล้ว เป็นเหตุให้ปัญญาเกิดขึ้น


สติปัฏฐาน ๔ นี้ เกิดขึ้นแล้ว
เป็นเหตุให้ปัญญาเกิดขึ้น
ให้รู้ว่ากายไม่ใช่ตน ๑
ให้รู้ว่าเวทนาไม่ใช่ตน ๑
ให้รู้ว่าจิต อันได้แก่
ความที่จิตมีความยินดี หรือไม่ยินดีในกามารมณ์ 
ก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตน ๑
ให้รู้ว่าธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตน ๑
เมื่อรู้ว่าทั้ง ๔ อย่างนี้ ไม่ใช่จิตไม่ใช่ตน
ก็เป็นพื้นฐานให้วิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น และ
ได้บรรลุอริยมรรค อริยผล พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

หลวงปู่เจือ สุภโร

Image by DeltaWorks on Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



การกำหนดรู้ทุกข์ทำอย่างไร



ทุกข์เป็นของควรกำหนดรู้..
การกำหนดรู้ทุกข์คือทำอย่างไร..
รักษาสมาธิไว้ให้คงที่
และรู้สติสัมปชัญญะอันตั้งอยู่ที่กาย ที่จิตด้วย
พร้อมกับรู้เห็นทุกข์นิ่งคงที่อยู่ได้
ทั้งรู้ชัดว่าทุกข์ไม่ใช่ตนด้วย
เรียกว่า กำหนดทุกข์ได้..

หลวงปู่เจือ สุภโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


คนที่จะได้มรรคผล มักสำคัญตนว่าตนเองนั้นโง่่



คนที่จะได้มรรคผล 
มักสำคัญตนว่าตนเองนั้นโง่่
มรรคผลเป็นสิ่งที่ได้ยาก
ส่วนพวกที่หลง 
จะสำคัญตนว่าเก่ง ฉลาด 
พวกนั้นน่ะโง่

หลวงปู่เจือ สุภโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ไม่มีความจำเป็นต้องไปละนั่นละนี่





การที่ใครๆ จะปฏิบัติให้ถึงมรรคผล เป็นพระโสดาบัน 
เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ 
จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปละนั่นละนี่ 
ที่แท้การคิดว่าจะละ..จะละความโลภ ละความโกรธความหลง 
คิดจะละอย่างนั้นมันกลับผิด เพราะเราจะละสิ่งใด 
เราต้องรู้เห็นตามความเป็นจริง และตามความเป็นจริงแล้ว 
เราไม่อาจจะละอะไรได้ทั้งนั้น มีแต่มันละเราเพราะว่าเรายึดมันไว้


หลวงปู่เจือ สุภโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ไม่ใช่ "ละ" แต่ต้อง "รู้"





การที่จะปฏิบัติให้ถึงมรรคผล..นั้น จึงไม่ต้องคิดละอะไรทั้งสิ้น 
ที่แท้การคิดว่า จะละความโลภ ..โกรธ ..หลง ..มันกลับไม่ถูกอุบาย... 
เราต้องดูให้รู้เห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริง ว่ามันไม่ใช่เรา 
และรู้ว่าเรายึดมันไว้ด้วยอำนาจความหลง ...
เพราะเหตุที่เรามี “อวิชชา” คือความไม่รู้แจ้ง ทำให้เราไม่รู้จักตนตามความเป็นจริง 
เป็นเหตุให้สำคัญเอาขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ...
ซึ่งไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน จิตจึงยึดขันธ์ ๕...ไม่ยอมปล่อยวาง 
เราจะนึกปล่อยนึกวางอย่างไรก็ไม่ได้ผล
ครั้นเราทำการดูอยู่ จนรู้เห็นตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่ตน 
“วิชชา” ก็เกิดขึ้น “อวิชชา” ดับไป ความหลงก็ดับไปด้วย 
ความยึดคืออุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ ก็ดับด้วย...
เราไม่ต้องตั้งใจปล่อย ไม่ต้องตั้งใจวาง ไม่ต้องตั้งใจละอะไรทั้งสิ้น 
หลักความจริงมีอยู่อย่างนี้

หลวงปู่เจือ สุภโร

จากเทศนาธรรมเรื่อง กุณฑลิยสุตตกถาเทศนา
ที่กระทรวงศึกษาธิการ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 

เมื่อสิ่งใดมากระทบ จะรู้ว่า "มั่น"หรือ"คงที่" ได้...



เมื่อสิ่งใดมากระทบ จะรู้ว่า "มั่น"หรือ"คงที่" ได้
ต่อเมื่อความยินดี หรือ ไม่ยินดีไม่เกิดนั่นแหละ
ทำกรรมฐาน
ถ้าผู้ใดทำได้บริบูรณ์ กายและจิตจะไม่หวั่นไหว

หลวงปู่เจือ สุภโร

ไม่ได้ละกิเลส กิเลสมันละไปเอง




กิเลสทั้งหลายเราจะไปนึกละ เราก็ละไม่ได้ 
พระพุทธเจ้าก็ตาม พระอรหันต์ก็ตาม... 
ท่านก็ไม่ได้ละกิเลส แต่ท่านทำให้รู้...เห็นทุกข์ 
ให้เห็นกิเลสและทุกข์ และอุปาทาน... 
ไม่ได้ละกิเลส กิเลสมันละไปเอง 
มันละไปเพราะอำนาจของปัญญาที่ได้รู้เห็นว่า 
กิเลสและทุกข์ และอุปาทาน ไม่ใช่จิต ไม่ใช่ตน 
รู้เห็นชัดได้อย่างนั้น กิเลสและทุกข์ และอุปาทานมันก็ดับไป

หลวงปู่เจือ สุภโร 

ทุกข์ก็ไม่ใช่ตน สุขก็ไม่ใช่ตน อย่าไปตั้งใจละ



เราต้องดูซิ ว่าทุกข์นี่ มันเป็นยังไง
เรามัวไปตั้งใจละ ละ ก็ไม่เห็นซิว่ามันเป็นยังไง 
ทุกข์ก็ไม่ใช่ตน สุขก็ไม่ใช่ตน อย่าไปตั้งใจละ...
เมื่อมันเห็นชัด ว่าไม่ใช่ตน อุปาทานก็ดับ
แต่สุข ทุกข์ ก็ยังมีอยู่ แต่มันไม่ใช่เราแล้ว...
ทุกข์มันก็รบกวนเราไม่ได้ เราก็ไม่ทุกข์กับมัน
ทุกข์ก็มีอยู่ สุขก็มีอยู่ ก็รู้ชัดเห็นชัดว่า ไม่ใช่เรา

หลวงปู่เจือ สุภโร

ความถือดี ถือแล้วเป็นเสียหมด



ความเก่ง ความเด่น เป็นมานะมาก
ความไม่เก่ง เป็นมานะน้อย
ทำให้ไม่ต้องทำอะไร
มานะ คือความถือดี ถือตน
มานะ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ...
ทำให้ปัญญามืด 
ความถือดี ถือแล้วเป็นเสียหมด

หลวงปู่เจือ สุภโร

วิปัสสนาต้องอาศัยปัญญา ดูให้เห็นความเป็นจริงของโลก



การทำวิปัสสนาต้องอาศัยปัญญา 
มาดูให้เห็นความเป็นจริงของโลก 
เช่น เมื่อเกิดทุกข์ก็ดูมันไปเฉยๆ 
อย่าไปละ อย่าไปปรุงมัน 
ดูจนให้เห็นก้อนทุกข์ ว่าทุกข์ไม่ใช่ตน 
เมื่อเห็นว่าทุกข์ไม่ใช่ตน
ให้ดูต่อไปจนเห็นอุปาทาน 
ว่าไม่ใช่จิต ไม่ใช่ตน 
เมื่อเห็นอย่างนี้ 
อวิชชาของปุถุชนก็ดับ 

หลวงปู่เจือ สุภโร

ปัญญา กับ ศีล เป็นของคู่กัน



สมาธิเกิด แต่ไม่รักษาศีล 
ปัญญาไม่เกิด
"ปัญญา กับ ศีล เป็นของคู่กัน" 
พระพุทธเจ้า ตรัสไว้อย่างนั้น

หลวงปู่เจือ สุภโร

โลกนี้มีแต่ทุกข์ 2 อย่าง



. . .จะเป็นสิ่งใดก็ตามที่เราประสบแล้ว
เรารู้สึกไม่พอใจ เราไม่ชอบใจ นั่นแหละเป็นทุกข์ไม่ปกปิด
เราประสบสิ่งใดแล้วเราคิดว่าเป็นสุข
รู้สึกเป็นสุข ดีอกดีใจ ชื่นใจชอบใจ นั่นคือ ทุกข์ปกปิด
ที่ว่าเป็นทุกข์ปกปิดก็เพราะว่ามันเป็นทุกข์อยู่
แต่เราไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ เราสำคัญว่าเป็นสุข
พระพุทธเจ้าจึงเรียกว่า เป็นทุกข์ปกปิด
ก็ในโลกทั้งปวงมีแต่ทุกข์ ๒ อย่างนี้เท่านั้น
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลก
ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยงทั้งนั้น . . .

หลวงปู่เจือ สุภโร

การดูอยู่อย่างเดียวเป็นมัชฌิมาปฏิปทา




          การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุมรรคผล ถ้าทำถูกวิธีก็เป็นของนิดเดียว ไม่ยากมาก ทำสติสัมปชัญญะให้ตั้งอยู่ที่กายที่จิต แล้วเจริญสติปัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นเดินอยู่ก็รู้ว่าเราเดินอยู่ ยืนอยู่ก็รู้ว่ายืนอยู่ นั่งอยู่ก็รู้ว่านั่งอยู่ นอนอยู่ก็รู้ว่านอนอยู่ ตั้งกายไว้อย่างใดก็รู้อย่างนั้น พร้อมกับตั้งใจทำกายคงที่ ทำใจคงที่ไว้ด้วย ทำอยู่อย่างนี้เนืองๆ เมื่อสติปัฏฐานเกิดขึ้นแล้วก็ทำอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องไปนึกเอา นึกละอะไร อะไรเกิดขึ้น เราก็ดูดูดูดู ดูอยู่อย่างเดียว การดูอยู่อย่างเดียวนี่เป็น มัชฌิมาปฏิปทา คือเป็นทางให้ถึงความสิ้นทุกข์

                                                                                                      หลวงปู่เจือ สุภโร

ในโลกนี้มีแต่ "ทุกข์” สุขไม่มี

ในโลกนี้มีแต่ "ทุกข์” สุขไม่มี
มีทุกข์สองอย่าง คือ
ทุกข์ปกปิด กับ ทุกข์ไม่ปกปิด 
เราได้บ้านใหม่ ดีอก ดีใจ 
เราว่าเป็นสุข ที่แท้มันเป็นทุกข์ปกปิดน่ะ 
เราได้อยู่อาศัยสบายจริง 
แต่ว่าเราก็ต้องดูแล รักษาห่วงแหนต่างๆ 
นี่ ในโลกมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น สุขไม่มี 
เรา “หลง” ต่างหาก 
ว่าเราเป็นสุขอย่างนั้น เป็นสุขอย่างนี้ 
สุข มัน “สุขสมมุติ” มันไม่ใช่สุขแท้ 
ถ้าสุขแท้ มันอยู่ที่ใจของเรา 
แต่เราไม่เห็นหรอก

หลวงปู่เจือ สุภโร

ดูมันเฉยๆ



อย่านึกทำใจให้เป็นสุข อย่านึกทำใจเป็นทุกข์
เห็นเป็นทุกข์ก็ไม่ต้อง"ละ"มัน
เห็นเป็นสุขก็ไม่ต้องประคองให้มันอยู่
"ดูมันเฉยๆ"

หลวงปู่เจือ สุภโร

มีสติรู้กาย ปัญญาจะค่อยๆ เกิดขึ้น



พระพุทธเจ้าสอนพระมหากัสสปะ ว่า
อย่าละสติไปจากกาย ให้มีสติรู้กายไว้เป็นนิจ
พระมหากัสสปะทำอย่างนี้อยู่ ๗ วัน 
สำเร็จอรหันต์...
สะติ สัพพัตถะ ปัตติยา ...
สติจำต้องปรารถนาทุกโอกาส
มีสติรู้กายไว้เนืองๆ ปัญญามันจะค่อยๆ เกิดขึ้น
โดยไม่รู้สึกตัว

หลวงปู่เจือ สุภโร

ดูให้รู้ให้เห็น จิตจะวางในตัวของตัวเอง




          บางอาจารย์สอนว่าให้ปล่อยอย่างนั้น ให้ปล่อยอย่างนี้ อย่ายึดอย่างนี้...ที่แท้ไม่ต้องไปละอะไรเลย ทุกสิ่งทุกอย่างเราไม่ต้องละ เราดูให้รู้ให้เห็นเท่านั้น การจะดูให้รู้ให้เห็นก็ต้องอาศัยสติสัมปชัญญะตั้งอยู่ที่กายที่จิต ที่เรียกสติปัฏฐาน 4 อยู่เนืองๆ ไม่ละ ไม่วาง ปัญญาก็เกิดขึ้น รู้เห็นตามความเป็นจริง...

                                                                                                        หลวงปู่เจือ สุภโร