การตื่นรู้เริ่มต้นเมื่อ
การตื่นรู้เริ่มต้นเมื่อ
คุณสังเกตความคิดของตนเอง
โดยปราศจากการตัดสิน
Awakening begins the moment
you observe your thoughts without judgment.
ที่มา
:
เพจมนษิธาร Monsitharn
(บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)
https://www.facebook.com/Jaturataweep/
30 เม.ย.69
ทำให้เราย่อมเข้าไม่ถึงความดีสูงสุด
คนทั่วไปไม่ทำความชั่วร้ายอยู่แล้ว
ปัญหาอยู่ที่ความพอใจ
หรือความภาคภูมิใจในความดีทั่วๆไป
จนไม่มีกำลังใจที่จะแสวงหาความดีสูงสุด
การเห็นโทษของความชั่วไม่ยาก
แต่การเห็นโทษของข้อบกพร่อง
ในความดีค่อนข้างละเอียด
การให้ทานและการรักษาศีล
คือความดีที่น่าภาคภูมิใจ
แต่การหยุดอยู่พอใจกับความดีแค่นั้น
ก็ทำให้เราย่อมเข้าไม่ถึงความดีสูงสุด
ที่รู้ได้ด้วยการภาวนาเท่านั้น
พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ
ภาพ Pinterest
ที่มา
:
เพจมนษิธาร Monsitharn
(บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)
https://www.facebook.com/Jaturataweep/
30 เม.ย.69
ปฏิบัติก็คือ
ปฏิบัติก็คือ
จิตมีความสุข ก็รู้
จิตมีความทุกข์ ก็รู้
จิตเฉยๆ ก็รู้
แค่นี้ก็เรียกว่าปฏิบัติแล้ว
เฝ้ารู้เฝ้าดูไป
คนทั้งหลาย
มัวแต่สนใจในรูป ในเสียง
ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสทางกาย
หรือในเรื่องราวที่คิด
อย่างคิดอะไรเพลินๆ
ใจมันก็มีความสุขขึ้นมา
อย่างคนแก่นะคิดถึงอดีต มีความสุข
เด็กๆ ก็ฝันเฟื่องไปถึงอนาคต
แล้วมีความสุข
โตขึ้นเราจะเป็นนักบินอวกาศ
จะเป็นโน่น จะเป็นนี่
(คิด) เพลินไป มีความสุข
มันไม่ได้ย้อนมาดูว่าตอนนี้
จิตสุข หรือจิตทุกข์ หรือเฉยๆ
ถ้าย้อนมาสังเกตเรื่อยๆ นะ
ต่อไปมันก็จะเห็นเลย
จิตสุขก็ไม่เที่ยง จิตทุกข์ก็ไม่เที่ยง
จิตเฉยๆ ก็ไม่เที่ยง
จิตสุข เราก็สั่งให้มันสุขอย่างนี้ตลอด
ก็สั่งไม่ได้
จิตทุกข์ เราห้ามมันทุกข์ ก็ไม่ได้
จิตเฉยๆ เราจะไปสั่งให้มันสุข
ให้มันทุกข์อะไรขึ้นมา
อย่าเฉยนาน อะไรอย่างนี้ มันก็ห้ามไม่ได้
เฝ้ารู้เฝ้าดูไปนะ
จนเห็นความจริง (ว่า) จิตมันเป็นอนัตตา
มันสั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้
ไม่อยู่ในอำนาจของเราที่จะสั่งตามใจชอบ
เฝ้าดูไปนะจะเห็นว่า
เฝ้าดูแค่เวทนา (ทางใจ) ๓ ตัวนี้แหละ
สุดท้ายมันก็จะเห็นจิตเอง
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ ดูไปเรื่อยๆ
มันจะเข้าใจธรรมะขึ้นมา
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ภาพ Pinterest
ที่มา
:
เพจมนษิธาร Monsitharn
(บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)
https://www.facebook.com/Jaturataweep/
30 เม.ย.69
อะไรๆ ก็เป็นของชั่วคราว
อะไรๆ ก็เป็นของชั่วคราว
#ชีวิตก็เป็นของชั่วคราว
การที่เราดูแลรักษาสิ่งต่างๆ
ก็คือรักษาเพียงชั่วคราว
พออิงอาศัยชั่วคราว
ไม่ใช่ว่าจะรักษาให้มันคงที่
ตั้งอยู่ตลอดไป
เพียงแต่รักษาพออาศัยชั่วคราว
หมดอายุ หมดเวลา
ก็ต้องเปลี่ยนแปลง
แตกดับ บังคับไม่ได้
ก็ต้องเป็นไป ต้องยอมรับ
ต่อความเป็นจริงอย่างนี้
แม้จะยังไม่ถึงขั้น "รู้แจ้ง"
ปล่อยวางภายในได้จริงๆ
แต่ถ้าเรามีความเข้าใจ
มีความคิดในแนวนี้
ก็ยังดียังรู้จักสกัดกั้น
รู้จักปลง รู้จักวางได้ระดับหนึ่ง
แต่การที่จะวางได้สนิท
มันต้องวางด้วยการ
เข้าไปรู้แจ่มแจ้งกันภายใน
การรู้ในกาย รู้ในใจ
เห็นสภาวะแตกดับ
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จริงๆ
จะปลด ปลง ปล่อยวางได้สนิท
ส่วนการวางแบบพิจารณา
แยกแยะอะไรต่างๆ ด้วยความคิด
นั้นเป็นจินตามยปัญญา
ก็เป็นการวางได้ระดับหนึ่ง
ชั่วครั้งชั่วคราว
ไม่สามารถวางได้อย่างสนิท
แต่ก็ทำให้จิตเรารู้จักปลง
วาง ว่าง ได้ตามสมควร
ฉะนั้น การฝึกฝนอบรมตนเอง
จึงต้องมีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
หรือมีทั้ง "สุตะ"
คือการฟังให้เกิด "สุตมยปัญญา"
มีทั้งคิดพิจารณา
ให้เกิด "จินตามยปัญญา"
คือการนึกคิดพิจารณาให้ถูกตรง
คิดให้เป็น คือสอดคล้อง
ในแนวของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา,
แล้วก็ต้องมี "ภาวนามยปัญญา"
คือปัญญาที่ รู้แจ้ง เห็นจริง
จากการเจริญสติสัมปชัญญะ
แล้วต้องมีธรรมะในทุกระดับ
ที่จะพัฒนาจิตใจให้พ้นทุกข์ได้จริง
"ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ”
เขมรังสี ภิกขุ
#พระราชภาวนาวชิรญาณ
ภาพ Pinterest
ที่มา
:
เพจมนษิธาร Monsitharn
(บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)
https://www.facebook.com/Jaturataweep/
30 เม.ย.69
สิ่งที่ทำให้ชีวิต “มีค่า”
บางครั้งชีวิตยืนยาว…
ก็ไม่ได้แปลว่ามีความหมาย
และบางครั้งเพียงช่วงเวลาสั้นๆ…
กลับเปลี่ยนทั้งชีวิตได้
หลวงพ่อเทียนชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า
สิ่งที่ทำให้ชีวิต “มีค่า” ไม่ใช่จำนวนวันเวลา
แต่คือการได้ “รู้ เห็น และเข้าใจ”
ความจริงของจิตใจตนเอง
ความจริงนั้นไม่ใช่อะไรไกลเลย
คือการเห็นว่า…ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ
มัน “เกิดขึ้น” แล้วก็ดับไป
ความคิดเกิดขึ้น แล้วก็หายไป
ความโกรธเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป
แม้แต่ความสุข…ก็ไม่เคยอยู่ถาวร
ถ้าเราไม่เคยมองเห็นสิ่งนี้
ต่อให้มีชีวิตยืนยาวเพียงใด
ก็เหมือนเดินอยู่ในความมืด…
โดยไม่รู้ว่ากำลังหลงทาง
แต่ถ้าวันหนึ่ง…เราเริ่มเห็น
เห็นจริงๆ ว่าทุกอย่างในใจ
มันแค่ “เกิดแล้วดับ”
ความยึดมั่นจะค่อยๆ คลาย
ความทุกข์จะค่อยๆ เบาบาง
และชีวิตจะเริ่มมีทิศทางขึ้นมาอย่างเงียบๆ
การปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่เรื่องของเวลา
ไม่ใช่ว่าต้องนาน…ต้องมาก…ต้องพิเศษ
แต่มันคือการ “หันกลับมาดู”
ดูตรงนี้…ที่ใจของเราเอง
เมื่อเห็นต้นตอของความคิด
เมื่อรู้ทันการเกิดดับของอารมณ์
เราจะเริ่มเข้าใจชีวิต
อย่างที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน
และตรงนั้นเอง
คือจุดเริ่มต้นของความเป็นอิสระภายใน
ไม่ต้องไปไกล
ไม่ต้องไปค้นหาอะไรที่ไหน
แค่รู้สึกตัว…อยู่กับกาย
รู้สึกตัว…อยู่กับใจ
แล้วค่อยๆ เห็น
ว่าทุกอย่างกำลังเกิด…และดับ…
อยู่ตรงหน้าเรานี่เอง
โดย คุณ Aramboy Watsanamjai
ในกลุ่ม พบธรรม
ที่มา
:
เพจมนษิธาร Monsitharn
(บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)
https://www.facebook.com/Jaturataweep/
30 เม.ย.69
บทความที่ใหม่กว่า
บทความที่เก่ากว่า
หน้าแรก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)