กายและใจ คือตัวทุกข์




วิ่งไขว่คว้า หาความสุข ภายนอกตน 
จึงดิ้นรน ต่อสู้ นานหนักหนา
ทรัพย์สมบัติ ทั้งหลาย ที่ได้มา 
สุดท้ายหนา ต้องทิ้งไว้ แล้วจากไป

แม้ร่างกาย เขาก็นำ เอาไปฝัง ...
จะมัวยัง หลงรัก อยู่ไฉน
สมบัติโลก ต้องคืนโลก ทั้งหมดไป 
จงดูใจ ที่มัวหลง ในอารมณ์

แก่นแท้นั้น กายและใจ คือตัวทุกข์ 
จะหาสุข จากอารมณ์ คงไม่สม
อยู่กับทุกข์ รู้ความทุกข์ หมดตรอมตรม
รู้กายใจ ก่อนสิ้นลม พ้นทุกข์จริง

ศึกษา กายและใจ รู้สัจจะ 
จึงเลิกละ ถอดถอนได้ ในทุกสิ่ง
เลิกหลงรัก เลิกหลงชัง และหยุดดิ้น 
จิตจึงนิ่ง สู่สงบ พบนิพพาน

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

เมื่อไม่หลงตามการปรุงแต่ง มันก็ดับเอง




...จิตของคนเราจริงๆ มันไม่ได้ไปไหน
คิดไปปรุงไป อันนั้นเป็นเรื่องสังขาร 
มันปรุงมันแต่งไปเอง เป็นเรื่องสังขาร 
เป็นเรื่องสัญญาอารมณ์ เป็นเรื่องกิเลส
ที่มันดิ้นรนวุ่นวาย กามตัณหามันไป...
เมื่อจิตใจผู้ภาวนาไม่หลงไปตามไป 
มันก็ดับไปเอง ไม่มีใครส่งเสริมต่อเติมมันก็ดับ
แต่จิตผู้ใดหลงไป ส่งเสริมต่อเติมให้
มันก็ไม่มีที่จบที่สิ้น 
เป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา 
ไม่มีที่จบที่สิ้น ละวางเสีย หยุดเสีย...

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

การภาวนาเป็นกุศล ๓ ทาง




ในขณะที่เรานั่งภาวนาอยู่นี้
ย่อมจะเกิดกุศลขึ้นถึง ๓ ทางคือ
“กาย” เราก็ไม่ได้เบียดเบียนประทุษร้ายใคร
“วาจา” เราก็สงบไม่กล่าวร้ายต่อใคร
“ใจ” ของเราก็อยู่ในเจตนาที่ดี...
คือ ระลึกถึงแต่ “พุทโธ” ทุกลมหายใจเข้าออก
ไม่ได้คิดชั่วทุจริตหรือโกรธเกลียดใคร 
ดังนี้ “กาย วาจา ใจ” ของเราก็บริสุทธิ์
เกิดเป็นบุญเป็นกุศลขึ้น
เพราะไม่ได้ทำบาปอันใด

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

ฝึกปฏิบัติ เพื่อใจปล่อยวางได้




แม้ว่าพวกเรานั้นมีโอกาสน้อย มีหน้าที่การงานมากก็ตาม
ก็ต้องพยายามฝึกหัดปฏิบัติ ฝึกหัดสติที่จะดูกายดูใจของเราอยู่เสมอ
เมื่อมีเวลาแล้วก็ฝึกในการสวดมนต์ นั่งสมาธิทุกๆ วันไม่ให้ขาด...
จะได้มีความรู้ ความเห็น มีกำลังของใจที่จะต่อสู้กับความรู้สึก
ความนึกคิดทั้งหลาย หรือต่อสู้กับสิ่งที่เข้ามาทางอายตนะ
คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ที่เข้ามาสู่ใจ
ใจของเราจะมีกำลังที่จะพิจารณาปล่อยวางได้

พระอาจารย์อนันต์ อกิญจโน

จิตปราศจากอารมณ์ ผ่องใส เรียกปัญญา




..“ปัญญา” ก็ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน 
เมื่อ “จิต” ของเราสำรวมไว้ดี จิตของเราแน่วแน่ 
ปราศจากอารมณ์
มีแต่ความผ่องใส มีแต่ความสว่างไสว 
ความผ่องใสหรือความสว่างไสวเรียกว่า “ปัญญา”...
เมื่อ “องค์ปัญญา” เกิดขึ้นแล้ว 
“ความมืด” หรือกิเลสตัณหา 
ยากที่จะซ่อนเร้นอยู่ในจิตที่สว่างไสว
สมบูรณ์เป็นธรรมขึ้นทั้งใจนั้น

หลวงปู่แบน ธนากโร

ทันความคิด อารมณ์จะไม่ทำลายจิตใจ




หากสติเราดี ทันในความคิด
ถึงเราจะไปอยู่ในสถานที่ใดก็ตาม
ถึงจะออกจากครูบาอาจารย์ไปอยู่ตามลำพัง
อารมณ์มันจะไม่เข้ามาเหยียบย่ำทำลายจิตใจ
เพราะเรามีสติ รู้ทันในอารมณ์

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก

รู้ทัน คือการทำสมาธิ




.. คิดอะไรขึ้นมา รู้ทัน รู้ให้ทัน 
เราทำอะไรก็ให้ทันการกระทำของเรา 
คิดอะไรก็ให้ทันความคิดของเรา 
พูดอะไรให้ทันคำพูดของเรา 
ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา
อันนี้เป็นการทำสมาธิ 
ไม่ต้องบริกรรมภาวนาอะไรก็ได้ 
สำคัญอยู่ที่การทำสติ

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ถ้าเห็นจิตกับสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งเดียวกัน




ถ้าวันใดเราเห็นว่า
จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่
เป็นสิ่งเดียวกัน
วันนั้นจะพ้นทุกข์

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ฉลาดดูจิต คือฉลาดในทางรอดปลอดภัย




เราควรที่จะฉลาดในความดีความขยันขันแข็ง 
เช่น ถึงเวลาแล้วลุกขึ้นสลัดความง่วงออกไป
ฉลาดในการเฝ้าดูจิต ฉลาดที่จะไม่คล้อยตามความคิด 
อย่างนี้เรียกว่าฉลาดในตัวเอง
การที่คนรู้จักโลก รู้จักคนอื่น
เรียกว่าฉลาดเหมือนกัน แต่ว่าฉลาดนอกตัว
เมื่อฉลาดนอกตัวแล้วมักจะค่อยๆ มืด 
ค่อยๆ โง่ขึ้น ต่อเรื่องราวในตัวเอง
แต่นี่เราฉลาดต่อการเฝ้าดูจิตใจ
เรียกว่า ฉลาดในทางรอดปลอดภัย


ท่านเขมานันทะ

สุขทางโลกคือทุกข์




ขึ้นชื่อว่า ทุกข์ ย่อมเป็นที่เบื่อหน่าย
ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ความเข้าใจผิด
จึงสำคัญทุกข์เป็นสุข 
ถึงเจตนาของบุคคลก็ยินดีสุข
แต่กลายเป็นยินดีทุกข์ 
เพราะไม่รู้จักทุกข์

หลวงปู่สาม อกิญจโน