เราควรลดตัวเองให้เหลือศูนย์


เมื่อเรายังไม่สิ้นกิเลส ควรตระหนักอยู่เสมอว่า
คำสรรเสริญเยินยอใดๆ ที่เราได้รับนั้นเป็นสิ่งน่ากลัว
เพราะจะทำให้เราหลงตัวเอง 
และนำตนไปสู่อันตรายแห่งการปฏิบัติธรรม
เราควรลดตัวเองให้เหลือศูนย์ เพื่อไม่ให้มีอหังการ
ซึ่งเป็นเสมือนม่านทึบที่มาบดบังแสงสว่างไว้
และเป็นเครื่องทำลายความสงบสุขของเรา 
การไม่อหังการหรืออัสมิมานะนั้น 
พระพุทธเจ้าทรงถือว่าเป็นบรมสุข

อาจารย์วศิน อินทสระ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ไม่ใช่ "เรา" ไปแจ่มแจ้ง


การที่เราปฏิบัติแล้ว 
ภายในจะแจ่มแจ้งได้ด้วยตัวของมันเอง 
ไม่ใช่ "เรา" ไปแจ่มแจ้ง 
อารมณ์ปรุงแต่งดี-ไม่ดี ถูก-ผิด น้อยใจ-เสียใจ 
เมื่อมี "เรา" ไปยึดมั่น ว่าอันนี้ถูก อันนี้ผิด อันนี้ไม่ดี 
จิตภายในจึงเศร้าหมอง 
แท้ที่จริงแล้ว มันเกิดมาเดี๋ยวมันก็ดับไปเป็นธรรมดา 
เพราะอะไร เพราะว่าไม่มี "เรา" เป็นผู้ไปหมายมั่น 
ดีก็ไม่ใช่ ไม่ดีก็ไม่ใช่ 
มีแต่ความรู้สึกภายใน ไม่หมายมั่น 
มัชฌิมาปฏิปทาจึงเกิดขึ้น 
คือไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป 
นี่เป็นทางสายกลางของพระพุทธองค์

พระอาจารย์ธัมมทีโป

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


อารมณ์สงบ



อารมณ์สงบ 
คือ ไม่คิดว่าเราต้องการความเกิดอีก 
และจิตก็มีความสงบ 
เห็นว่า สภาพร่างกายนี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา
ไอ้ตัวคิดว่าเรา ว่าของเรา นี่สงบไป
สงบตัวยึดถือวัตถุก็ตาม สิ่งมีชีวิตก็ตาม
ว่าเป็นเรา เป็นของเรา นี่ตัวสงบ ตัวนี้นะ
มีอารมณ์เป็นปกติอยู่เสมอ 
คิดว่าอัตภาพร่างกายนี้ ไม่มีเรา ไม่มีของเรา
และมันก็ไม่มีอะไรเป็นเราอีก
หาตัวเราในนั้นไม่ได้

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/

“เห็นธรรม” หมายถึง เห็น “ใจ”



ใครเห็นธรรมคนนั้นเห็นเรา ตถาคต
“เห็นธรรม” หมายถึง เห็น “ใจ”
แล้วก็คลายใจออกจากความหลงของขันธ์ห้า

พระอาจารย์สำราญ ธมฺมธุโร


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/

การปฏิบัติคือการทำความรู้อยู่ เข้าใจอยู่ ยอมรับอยู่



หน้าที่ของเรา ก็คือ จะต้องเข้าใจ
ลีลามายาของตัวตนให้ได้มากที่สุด
ถึงบอกเสมอว่าการปฏิบัติไม่ได้มีอะไรมาก
นอกจากนั่งดูกิเลส กิเลสก็คือตัวตนของเรา
ทําความเข้าใจมัน เรียนรู้มัน
ถ้าเราไม่ดูกิเลส ไม่ศึกษากิเลส
แล้วจะเรียกว่าการปฏิบัติได้อย่างไร
เราไม่ได้ปฏิบัติเอาสภาวะ เราไม่ได้ปฏิบัติเอาจิตที่โปร่ง โล่ง เบา
ไม่ได้ปฏิบัติเอาจิตที่สงบ ไม่ได้เอาจิตที่ว่าง ไม่ได้เอาจิตที่หลุดพ้น
ไม่ใช่ นั่นคือกิเลสทั้งนั้น ที่พูดมา
ไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นมันไม่มีทางหลุดพ้นที่แท้จริง
การปฏิบัติคือการทำความรู้อยู่ เข้าใจอยู่ ยอมรับอยู่ แค่นั้นเอง
แล้วไม่อะไรกับมันทั้งสิ้น วางเฉย
เมื่อนั้นจิตเราก็จะสะอาด สงบ สบาย แค่นั้นเอง

พระอาจารย์ชยธมฺโมภิกขุ


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/



ดูด้วยความวางเฉยเป็นวิธีการดับ



หน้าที่ของการปฏิบัติคือ
การเข้าไปเรียนรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง 
ไม่ได้มีหน้าที่ไปบังคับ 
จริงอยู่ว่า เป้าหมาย หรือผลลัพธ์ ผลสุดท้ายก็คือ
สามารถจะดับไปสิ้นเชิง 
แต่ว่าวิธีการปฏิบัติไม่ต้องไปคิดให้มันดับ 
แต่ทำหน้าที่ให้ถูกต้องคือเรียนรู้
กับสภาพธรรมเหล่านั้นตามความเป็นจริง 
เขาเกิดอย่างไร เขาปรากฏอย่างไร เขามีเหตุมีปัจจัยอย่างไร 
แสดงอาการอย่างไร ก็ดูเขาไปอย่างนั้น 
ดูเขาด้วยความวางเฉยเป็นวิธีการดับ 

แต่ถ้าดูด้วยการไม่วางเฉย 
ก็จะไม่ใช่เอาน้ำไปดับอย่างเดียว
แต่เอาเชื้อเพลิงเติมเข้าไปด้วย 
ถ้าใช้น้ำด้วยน้ำมันด้วย ก็เลยดับได้ยาก 
หรืออาจดับไม่ได้ ฉะนั้นต้องดูด้วยความวางเฉย 
การดูด้วยความวางเฉยจะเป็นเหมือนน้ำล้วนๆ 
เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดับไฟ

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

บุญ​ที่สำคัญที่สุด​ คือ​ สติ



บุญ​ที่สำคัญที่สุด​ คือ​ สติ​ ที่ระลึก​ ภาวนารักษาจิตของเรา
ถ้าบุคคลผู้ใด​มีสติ​ ระลึกรู้​ในจิตอยู่เสมอ​ 
ผู้นั้นชื่อว่า​ ไม่ห่างจาก​ฌาน
คอยเพ่งพินิจ​จิตของเราอยู่เสมอ
จิตของเราไม่ดี​ ก็ให้รู้ว่าจิตเราไม่ดี​
จิตของเราดี​ ก็ให้รู้ว่าจิตของเราดี
จิตของเราไม่สงบ​ ก็ให้รู้ว่าจิตของเราไม่สงบ​
จิตของเราสงบ​ ก็ให้รู้ว่าจิตของเราสงบ
คือ​ เราสร้าง​ความรู้​
ส่วนสงบหรือไม่สงบ​ 
เป็นเรื่องของสังขาร​ ความปรุงแต่ง

หลวงปู่สุวัจน์​ สุวโจ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การชนะตัวเองคือหนีทุกข์



การเอาชนะคนอื่นสิ่งอื่น
มันเป็นเรื่องของกิเลสตัณหา 
การคิดที่จะเอาชนะตัวเอง
มันเป็นเรื่องของการตัดภพตัดชาติ (หนีทุกข์) 
เพราะฉะนั้นนักปราชญ์ในทางธรรม
ท่านถึงไม่คิดที่จะไปต่อสู้กับใครมากกว่าตัวเอง

พระอาจารย์ชายแดน สีลสุทโธ



ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ก็แค่รู้ จิตจะกลับมาเอง


..ถ้าจิตของเราไหลไปจากคำบริกรรมภาวนา
หรืออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง หรือลมหายใจ
ก็แค่รู้ จิตจะกลับมาเอง
ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องพยายามดึงกลับมา..
..รู้แค่นี้ ไม่ต้องไปกังวล
กับการพยายามห้ามไม่ให้ความคิดเกิดขึ้น
หลักสำคัญในการปฏิบัติคือ “การไม่ทำอะไร”
ขอให้พวกเราทำความเข้าใจกับคำว่า “ทำ”
เมื่อใดที่เราทำอะไรก็ตาม นั่นแปลว่าเราได้สร้างตัวตนขึ้นมาแล้ว
ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแล้วเราไม่รู้ เราแค่รู้ว่าเราไม่รู้
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสติทำงาน
เราไม่ได้เป็นผู้คิด ขอย้ำอีกครั้งว่า เราไม่ได้เป็นผู้คิด
Thought Thinks ความคิดคิดเอง

พระอาจารย์สุมโนภิกขุ


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

https://www.facebook.com/Jaturataweep/

คนพาลคือความคิด


การไม่คบคนพาล 
ในความหมายทางปรมัตถ์
ไม่ใช่การไม่คบ
คนดื่มสุรา เล่นการพนัน
หรือไม่คบคนมัวเมาอบายมุข
นี่ เป็นคนพาลนอกตัว
คนพาลตัวจริง คือ ตัวความคิดของเรานี่
ถ้าเราคิดไม่ดี ความคิดพาเรา
ไปโลภ ไปโกรธ ไปหลง
พาเราไปเกิดกิเลสตัณหา 
นี่คือ คนพาล

หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา