จิตที่เข้าสู่ทางสายกลาง


จิตที่เข้าสู่ทางสายกลาง คือ จิตที่ไม่ลุ่มหลง
ไปกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และเรื่องราวที่คิดนึก
มีความรู้เนื้อรู้ตัว มีสติ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้กดข่ม
บังคับความรู้สึกของตัวเองไว้ ใจสบาย มีความสุข
เห็นสภาวะต่างๆ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ผู้ที่รู้จักธาตุรู้จะเป็นตัวของตัวเอง




เราเกิดมาไม่มีประมาณแต่เราไม่เคยเห็นตัวเองเลย 
มัวเข้าใจว่าตัวเอง คือ กาย เวทนา สัญญา สังขาร 
และวิญญาณ ซึ่งนั่นผิดทั้งหมด
เราคือธาตุรู้หรือจิตต่างหาก
ซึ่งก็คือความรู้สึกนั่นเอง ...

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า 
ให้ทวนกระแสเข้ามาสู่ภายใน 
เราจึงควรทวนกระแสเข้ามาภายใน
แล้วก็จะพบธาตุรู้หรือจิตได้ไม่ยาก
ธาตุรู้ ก็คือ ผู้หลับผู้ตื่นหรือตัวชีวิตหรือตัวเป็นโดยตรง 
ธาตุรู้ไม่มีตัวตน ไม่มีสีสัน 
ไม่มีนิมิตเครื่องหมายใดๆ 
ธาตุรู้เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เพราะไม่มีตัวตนแต่สามารถรู้สึกได้
ความแตกต่างระหว่างผู้ที่รู้จักธาตุรู้ กับผู้ที่ไม่รู้จักธาตุรู้ 
ก็คือ ผู้ที่รู้จักธาตุรู้แล้วนั้นจะเป็นตัวของตัวเอง 
สามารถควบคุมตัวเองได้ เพราะมีการรู้ตัวโดยตลอด 
ผู้ที่รู้จักธาตุรู้นั้นจะอยู่กับตัวเองเสมอ 
คือไม่ไหลไปตามความคิด สมมุติว่าเราอยู่จันทบุรี 
แล้วเราคิดไปที่ต่างจังหวัด กรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ 
ธาตุรู้นี้จะอยู่กับตัวเอง ไม่ลืมตัวเอง 
เพราะธาตุรู้กับตัวเองคืออันเดียวกัน
แต่ผู้ที่ไม่ได้อยู่กับธาตุรู้ เมื่อคิดไปต่างจังหวัด 
กรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ 
ธาตุรู้ก็จะลืมตัวเองและตามความคิดนั้นไปทุกหนทุกแห่ง 
นั่นหมายความว่าจิตไม่เป็นปัจจุบันธรรม 
เป็นจิตที่ขาดสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ที่ทำก่อนคิด 
จึงมักเป็นผู้ที่ผิดพลาดในการกระทำอยู่เสมอ


ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


การปล่อยวาง


จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



เริ่มต้นก่อนจะปฏิบัติในรูปแบบ


เริ่มต้นก่อนจะปฏิบัติในรูปแบบ กราบพระก่อน 
ระลึกถึงพระพุทธเจ้า 
ทำความรู้สึกเหมือนท่านอยู่กับเรา 
ท่านกำลังอยู่ต่อหน้าเรา 
เรากราบท่านด้วยใจอ่อนน้อม 
ใจเราจะเป็นบุญเป็นกุศลขึ้นมานะ 
สมาธิจะเกิดขึ้นทันทีเลย
เรียกว่าเป็น พุทธานุสติ ได้สมาธิขึ้นมาทันที
พอใจมันมีสมาธิแล้วนะ แล้วก็ภาวนาต่อ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


สุขในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส


สุขในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ฯลฯ
ที่เราปรารถนามากเป็นพิเศษ
แสดงว่าเราเคยเสวยแล้วในชาติก่อนๆ
เราจึงคิดถึงมันในชาตินี้
คิดอยู่แค่นี้ก็น่าจะเกิดความสลดสังเวชในตัวเองได้

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



รู้ที่เราพึ่งพาได้คือ"ความรู้สึก" ไม่ใช่ "ความคิด"


สิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ 
ถ้าเราไปพึ่งพาการคิด 
มันก็จะบอกให้เราพยายามทำให้มันดีขึ้น 
หรือให้หนีไปจากความทุกข์อันขมขื่น
ที่มีอยู่ในทุกๆ อย่างตามธรรมชาติ 
เราหนีความทุกข์ของร่างกายไม่ได้ 
แต่มันก็มีความมหัศจรรย์แบบเล่นแร่แปรธาตุ (alchemy) 
ที่มากับการรู้ การรู้ที่เราพึ่งพาได้คือ"ความรู้สึก" ไม่ใช่ "ความคิด" 
พวกเราเห็นว่าอารมณ์ของเรานั้นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ 
ไม่ต้องทำอะไรเลย รู้อย่างเดียว
เราต้องไม่ไปง่วนอยู่กับการรู้ของผู้คิด 
เราต้อง"รู้จากความรู้สึก" 
ผู้ที่รู้สึก มันจะมีรสชาติของความเป็นจริง
ซึ่งความคิดให้รสชาติแบบนั้นกับเราไม่ได้

พระอาจารย์สุมโนภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





การปฎิบัติจริงๆ นั้นไม่มีรูปแบบ


การปฎิบัติ
ไม่ใช่เดินจงกรมอย่างเดียว 
นั่งสมาธิอย่างเดียว
อิริยาบถใดก็ได้
หากเรามองว่าขันธ์ห้าไม่ใช่เรานี้ 
ปฎิบัติแล้ว 
สถานที่ไหนก็ได้
หากเรามีสติอยู่กับกาย 
มีสติอยู่กับเวทนา 
มีสติอยู่กับจิตและธรรม 
คือ เราปฎิบัติแล้ว
การปฎิบัติจริงๆ นั้นไม่มีรูปแบบ
พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล
ท่านตรัสรู้ในท่ายืนบ้าง ท่าเดินบ้าง 
ท่านอนบ้าง ไม่ได้นั่งหลับตาเลย

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



การ "รู้เท่าทันอารมณ์"ในภาษาธรรม


ในขณะที่เกิดสัมพันธภาพกับภายนอก
จิตก็ควรจะกำหนดให้อยู่ในจิต
เมื่อเห็นก็กำหนดให้ "รู้เท่าทัน" การเห็น
แต่ไม่ถึงกับต้องรำพึงรำพันออกมาว่า
เห็นแล้วนะ เห็นแล้วหนอ อะไรหรอก
เพราะขณะจิตหนึ่งๆ นั้น มันไม่กินเวลาอะไร
เมื่อรู้เท่าทันแล้ว ก็ไม่ต้องไปรำพึงรำพัน 
เป็นการปรุงแต่งเพิ่มเติมอีก
ในการ "กำหนดให้รู้ให้เท่าทัน"นั้น 
อย่าได้ถูกลวงด้วยสัญญาแห่งภาษาคนภาษาโลก 
ดังเช่นการรู้เท่าทันคนที่จะมาหลอกลวงเรา เป็นต้น
การ "รู้เท่าทันอารมณ์"ในภาษาธรรมนั้น 
หมายความว่า ความ " รู้ " 
จะต้องทันกันกับการรับอารมณ์ของทวารทั้ง ๕
เช่น ในขณะที่ตาเห็นรูป 
จะต้องมีสติรู้อยู่อย่างเต็มที่สมบูรณ์ 
มีความรู้ตัวพร้อมอยู่ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องรู้อะไร
เมื่อเป็นเช่นนี้ "ทุกข์" 
อันอาศัยปัจจัยคือ การเห็น เป็นต้นนั้น ย่อมไม่เกิด
และเราก็สามารถมองอะไรได้อย่างอิสระเสรี
โดยที่รูปหรือสิ่งที่เรามองเห็น
ไม่อาจมีอิทธิพลอันใดเหนือเราได้เลยแม้แต่น้อย

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





ทานที่ไม่มีอานิสงส์มาก



บุญที่ทำในรูปของการถวายทานนั้น 
ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเงินก็ตาม 
จุดหมายสูงสุดอยู่ที่
การลดความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกู 
ยิ่งลดได้มากเท่าไร
ก็ยิ่งเข้าใกล้นิพพานอันเป็นประโยชน์สูงสุด
ที่เรียกว่า “ปรมัตถะ” 
ซึ่งสูงกว่าสวรรค์ในชาติหน้า (สัมปรายิกัตถะ)
หรือความมั่งมีศรีสุขในชาตินี้ (ทิฏฐธัมมิกัตถะ) 
แต่หากทำบุญเพราะหวังแต่ประโยชน์ส่วนตน 
อยากได้เข้าตัวมาก ๆ แทนที่จะสละออกไป 
ก็ยิ่งห่างไกลจากนิพพาน 
หรือกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นนิพพานด้วยซ้ำ 
อันที่จริงอย่าว่าแต่นิพพานเลย 
แม้แต่ความสุขในปัจจุบันชาติ ก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก 
เพราะจิตที่คิดแต่จะเอานั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์
ในทานมหัปผลสูตร อังคุตตรนิกาย 
พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระสารีบุตรว่า
ทานที่ไม่มีอานิสงส์มากได้แก่ 
“ทานที่ให้อย่างมีใจเยื่อใย ให้ทานอย่างมีจิตผูกพัน 
ให้ทานอย่างมุ่งหวังสั่งสมบุญ” 
รวมถึงทานที่ให้เพราะต้องการเสวยผลในชาติหน้า เป็นต้น

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





ความสุขอยู่ที่การวางของจิต


แท้จริงความสุขอยู่ที่การวางของจิต 
คือ จิตปล่อยวางอารมณ์นั่นเอง

พระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา