ยอมรับนับถือกฎของกรรม คือมองตามความเป็นจริง



          การทำงานในเขตพระพุทธศาสนานี้ จงอย่ามีความหนักใจ ทำไปใจเย็นๆ ก็แล้วกัน...ยอมรับนับถือของกฎของกรรมมากเท่าไหร่ จิตก็เข้าสู่ความเป็นพระอริยะเจ้าได้มากขึ้นเท่านั้น คำว่ายอมรับนับถือกฎของกรรม คือมองตามความเป็นจริง โดยจิตไม่ดิ้นรน กระสับกระส่ายไปด้วยการฝืนกฎของธรรมดา...และจิตเยือกเย็นมีความเป็นสุข อารมณ์หนักใจสักนิดหนึ่งก็ไม่มี

                                                                                                        หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ไม่สลัดความพอใจในสังขาร ทุกข์ย่อมติดตาม



สัตว์โลกเกิดมา ก็นำความทุกข์ประจำสังขารติดมาด้วย
ตราบใดที่เขายังไม่สลัดความพอใจในสังขารออก
ความทุกข์ก็ย่อมติดตามไปเสมอ
เหมือนโคที่ยังมีแอกเกวียนครอบคออยู่
ล้อเกวียนย่อมติดตามไปทุกฝีก้าว

พุทธโอวาทก่อนดับขันธ์ปรินิพพาน

การฝึกสติ คือ “การตามดู แต่ไม่ตามไป”



การฝึกสติ คือ “การตามดู แต่ไม่ตามไป”
เช่นการตามดูรู้ลมหายใจ ก็เพียงดูรู้ว่า
ลมหายใจเข้า หายใจออก ไม่ตามไปปรุงแต่งต่อว่า 
ทำไมลมจึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ น่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เพียงแค่รู้เข้า รู้ออก รู้สั้น รู้ยาว รู้สั่นไหว 
รู้นิ่งสงบ รู้อย่างนี้ก็พอ 
นี่คือการฝึกสติ ฝึกกรรมฐาน เป็นการละความเพลินของจิต 
ดึงจิตมาอยู่กับกายปัจจุบัน ไม่หลงเพลินคิด 
ทำบ่อยๆ จิตจะมีพลัง มีความเฉียบคม ไม่หลงอารมณ์

ครูบาไตรภพ วัดป่าโคกเจริญธรรม

ถ้าสติสัมปชัญญะรู้พร้อม ก็สักแต่ว่าคิด




          ถ้าสติสัมปชัญญะมันรู้พร้อม มันก็สักแต่ว่าคิด คิดแล้วปล่อยวาง ...จิตฟุ้งซ่าน ปล่อยให้มันไปตามธรรมชาติของมัน มันอยากคิด ให้มันคิดไป แต่ว่าเรามีสติกำหนดตามรู้ ๆๆ เรื่อยไป เอาความคิดนั้นแหละเป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ ตอนนี้สมาธิมันเป็นเองโดยตามธรรมชาติ ปัญญาก็เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

                                                                                                    หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ความทรงจำ ความคิด อารมณ์...ไม่ใช่เรา




ความทรงจำ ความคิด อารมณ์
ความรู้สึกและความเห็นต่างๆ เหล่านี้
ไม่ใช่เรา หรือสิ่งที่เป็นตัวเราเลย
แต่เป็นแค่เพียงรูปแบบต่างๆ
ของประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา แล้วก็ผ่านไป

พระอาจารย์สุเมโธ

จะหาความสุขใส่ตน...



จะหาความสุขใส่ตน
ก็มีแต่ฝึกฝนทรมานตนนั่นแหละ

หลวงปู่ขาว อนาลโย  

จิตส่งออกนำไปเกิดในวัฏสงสาร



จิตที่ส่งออกไปข้างนอก 
คือ จิตที่นำเราไปเกิดในวัฏสงสาร 
จิตที่เป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตา 
คือ จิตที่รู้จักอารมณ์ รู้จักความคิด 
ให้เราตั้งมั่นไว้ให้ดี

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

ต้องให้มีสติรู้เท่าทันตลอดเวลา



สติควบคุมจิต นั่นคือ รวบรวมจิตให้อยู่ในอำนาจของสติ
ทุกอิริยาบถ ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน 
การเคลื่อนไหวไปมา แม้จะคิด จะพูด จะทำ 
ก็ให้มีสติปกครองจิตไว้ให้มันรู้เท่า 
ต่อการกระทำของเราทุกอย่าง 
ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น 
ลิ้นลิ้มรส กายได้รับสัมผัส จิตได้รับอารมณ์ 
ต้องให้มีสติรู้เท่าทันตลอดเวลา 
เมื่อผัสสะกระทบ ให้มีสติรู้เท่าทัน
อย่าให้มันซึมลงถึงจิตได้ 

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

มีสติปัญญา ย่อมรู้เท่าทันอารมณ์



เมื่อมีสติ มีปัญญา อารมณ์อะไรมากระทบเข้า 
มาผัสสะเข้า ก็เป็นอันรู้เท่าทัน 
ตั้งผู้รู้ ให้รู้ประจัญหน้า คือไม่ปล่อยใจของตนให้ออกไปภายนอก 
เป็นโลภบ้าง เป็นโกรธบ้าง เป็นหลงบ้าง เป็นราคะบ้าง
ไม่ปล่อยออกไปจนหมด วันคืน (กลางวัน-กลางคืน) รู้ตัวเอง 
แม้มีความคิด ก็มีปัญญากำกับ แม้มีอารมณ์ ก็มีสติคอยยับยั้ง
นี่คือการฝึกฝนอบรม...

หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ 

ผู้เพลินในโลกมาก จะเป็นผู้เศร้าโศกมาก




ผู้เพลินในโลกมาก จะเป็นผู้เศร้าโศกมาก
ผู้เพลินในธรรมมาก จะนำความเศร้าโศกออกมากมาย
ผู้เห็นภัยในสงสาร ผู้ไม่ไว้ใจในสงสาร
ก็คือผู้ถือกุญแจเปิดประตูพระนิพพานนั้นแล

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต