มีเพียงทุกข์แต่ไม่มีผู้ทุกข์


ความทุกข์จะจรเข้ามา 
แต่ผู้มีสติ ย่อมไม่ปล่อยใจไปเป็น “ผู้ทุกข์”
หากเป็นเพียง  “ผู้เห็นความทุกข์”
ผู้มีสติย่อมไม่ตีอกชกหัว เพราะเข้าใจไปว่า
"ตนมีทุกข์” เหลือประมาณ 
หากเห็นความทุกข์นั้น
เป็นเพียงอาคันตุกะที่จรเข้ามา
หากไม่เอาตัวตน เข้าไปแบกรับ 
และปรุงแต่งต่อเติม 
มันย่อมจางหายไปในที่สุด

หลวงพ่อคำเขียน  สุวัณโณ 

ถ่ายทอดโดย  พระอาจารย์ครรชิต  อกิญจโน

Image by Holedulidu from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


26 ก.ค.67



 

ภัยใหญ่แห่งสังสารวัฏ ก็คือความสุข


| ทุ ก ข์ ใ น สุ ข  | 

ญาติธรรม  :  เรื่องของโยมเป็นเรื่องที่เล็กน้อยมาก 
แต่ โยมทุกข์เหลือเกินค่ะ! โยมมีลูกที่น่ารัก แต่เมื่อเราเริ่มยึดเค้า 
รักเค้า คาดหวังในตัวเค้า ไม่นึกว่าสิ่งนี้
จะทำให้โยมทุกข์ได้มากขนาดนี้ 
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีความสุขมาก .. (ร้องไห้).. 
โยมจะทำอย่างไรให้ไม่คาดหวังคะ? 
จะตัด จะวางก็ทำไม่ได้ .. 

#พระอาจารย์นวลจันทร์ฯ# : 

วางไม่ได้ ก็ไม่ต้องวาง!
เรามีหน้าที่ "เห็น" เท่านั้นนะ! 
เราไม่ได้มีหน้าที่วาง  
เห็นสังโยชน์ เห็นเครื่องร้อยรัด เห็นพันธนาการ
.
ภัยใหญ่ของสังสารวัฏ 
ก็คือ ความผูกพันนี่แหละ!!
ความผูก แล้วก็ พัน เป็นบทเรียน
ที่คุ้มค่าที่สุดที่จะเรียนรู้ แล้วผ่านมันไป
ดูบ่อยๆ เห็นบ่อยๆ จะเกิด นิพพิทา ขึ้นมา
ต่อเมื่อปัญญาแก่รอบ 
ก็จะกลายเป็น วิราคะ ในที่สุด!
.
คนที่ไม่ภาวนา จะไม่มีวัน "เห็น" เลย!!!
เพราะ สติ สมาธิ ไม่ตั้งมั่นพอ! 
เมื่อใดที่เห็นอุปาทาน 
เราจะได้ปัญญาจากอุปาทาน ..
ถ้าอริยมรรคยังไม่เกิด ยังตัดไม่ได้หรอก!
.
ตัวปัญหา จึงไม่ใช่ตัววัตถุ
 ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ ยาง ใย 
เยื่ออุปาทานต่างหาก
การตัด การวาง จึงไม่ใช่หน้าที่ของเรา ..
เราทำได้เพียงสร้างเหตุใกล้
ให้ มรรค ได้มีกำลังหล่อหลอมเท่านั้น
.
เราก็ยังคงทำหน้าที่ทางโลกเหมือนเดิมนะ 
ยังคงเป็นแม่ที่ดี ยังคงดูแลในส่วนนี้ต่อไป 
แต่ก็ภาวนา เจริญมรรคไปด้วย
สุดท้ายเมื่อมรรคหยั่งลงมั่น 
มรรคจะทำหน้าที่ชำระ ตัด วาง เอง!!
.
ดีแล้วนะที่เห็น .. 
มีความสุข มีครอบครัวที่อบอุ่น 
หลายคนจะเพลินกับสิ่งนี้
แต่ผู้ที่มีปัญญา จะรู้ว่า 
ภัยใหญ่แห่งสังสารวัฏ ก็คือความสุข
เพราะมันเป็นตัวการทำให้เกิดความผูกพัน
 และความหลงได้เป็นอย่างดี
นี่ล่ะ! ความทุกข์ ในความสุข!!!
.
พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ
  
Image by storytelleradams from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


26 ก.ค.67


 

ความจริงของโลก..ความจริงของธรรมะ


ความจริงของโลก..ทำให้เรารู้แจ้งในธรรมะ..
ความจริงของธรรมะ...ทำให้เรารู้แจ้งโลก..
ความจริงของโลก..
หากเรารู้จักนำมาพิจารณาเป็นธรรม.. 
เราก็จะค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่เหนือโลก..
ความจริงของธรรม..
หากรู้จักน้อมนำมาพิจารณาทางโลก..
จักทำให้พ้นโลก (พ้นจากโลภ โกรธ หลง) ..
และอยู่กับโลกท่ามกลางโลกอย่างสุขร่มสงบเย็น..

อิโตมิ จัง

Image by Tho-Ge from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


18 ก.ค.67


 

วิปัสสนานั้น ไม่ต้องไปคิดอะไร


การปฏิบัติเจริญวิปัสสนานั้น
ไม่ต้องไปคิดอะไร
เพียงมีสติ ระลึกรู้เท่าทันต่อปรมัตถ์
ระลึกปรมัตถ์ที่เป็นปัจจุบันขณะ
มันก็ทำลายอกุศลธรรมลงไป
ได้ด้วยตัวของมันเอง
เมื่อกุศลเกิดขึ้นๆ อกุศลก็จางลง
กุศลมาแทนที่ในปัจจุบันธรรม
.
เหมือนกับเก้าอี้ตัวเดียว
ที่สองคนแย่งกัน
ระหว่างกิเลสกับกุศล
ถ้ากุศลเข้ามาแทนที่ 
อกุศลก็ตกไปจากเก้าอี้นั้น
แต่การจะนั่งก็นั่งได้แป๊บเดียว
ถึงจะเป็นกุศลก็นั่งได้แป๊บเดียว
ถ้าไม่มีการเสริมมาอีก อกุศลก็เข้ามาอีก
ฉะนั้นถ้าหากว่า มีสติระลึก รู้อยู่
อกุศลก็จะละไปในตัว
.
เมื่อเพียรทำกุศลให้เกิดขึ้น
ก็เท่ากับว่าเพียรละอกุศลไปในตัว
อันนี้ก็เป็นการละในวิธีการของวิปัสสนา
คือมีสติรู้เท่าทันต่อ อกุศลธรรม และกุศลธรรม
.
แต่ถ้าเราจะละอกุศล
ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่วิปัสสนาก็ละได้
ในลักษณะที่ไม่ได้ศึกษาความเป็นจริง
ละแบบใช้อุบายวิธี
เช่น เราคิดนึกสอนจิตใจของตัวเองว่า
ไม่ควรจะไปโกรธ ไปเกลียด
โดยให้เหตุผลอย่างนั้น อย่างนี้
ก็สามารถจะทำให้กิเลสที่มันเกิดขึ้นขณะนั้น
ถูกละไปได้ชั่วคราว คือ สงบระงับไปได้
แต่มันไม่ได้เป็นวิธีการของวิปัสสนา
.
เมื่อไม่ใช่วิธีการของวิปัสสนา
มันก็ไม่มีปัญญาในการที่จะละโดยเด็ดขาดได้
ไม่มีการสะสมเหตุและปัจจัย
เข้าไปสู่การละโดยเด็ดขาดได้
ที่เรียกว่า ประหารอนุสัยกิเลส
การที่จะเข้าไปสู่การละโดยเด็ดขาด
หรือ ประหารกิเลสโดยเด็ดขาด
ก็ต้องเจริญวิปัสสนา
ให้รู้แจ้งรูปนามตามความเป็นจริง

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

Image by AberrantRealities from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


18 ก.ค.67


 

ธรรมะไม่ใช่เรื่องตลก


ธรรมะไม่ใช่เรื่องตลก 
ที่เอามาพูดเล่นหัวให้ขำน่าติดตาม
พอผ่านไปก็ลืมๆ ไป 
การวนเวียนในสังสารวัฏต่างหาก..ที่น่าขำ
ขำว่า ทำไมเรามันถึงได้โง่
ปล่อยให้สังสารวัฏ มันปู้ยี่ปู้ยำเราอยู่ได้
เดี๋ยวก็ให้ไปเกิดเป็นนั่น เป็นนี่ 
เดี๋ยวก็ยัดเยียดสุขทุกข์ให้
ถูกจับโยนไปๆมาๆเหมือนลูกบอล
ต่อเมื่อมาเจอคำที่แสดงความจริงคือธรรมะ
จึงพอตาสว่าง พอที่จะกระเสือกกระสน
ออกจากสังสารวัฏกันบ้าง
แต่ธรรมะก็ไม่ใช่เรื่องเคร่งเครียด 
ในความจริงแล้ว ผู้ปฏิบัติได้ตรง
ทางใจก็จะมีความสุข ไปตามลำดับเอง
เห็นทุกข์มากขึ้น เห็นภัยในวัฏฏะมากขึ้น 
แต่มีทุกข์น้อยลง จนถึงวันที่บรรจบ 
พบธรรมที่พ้นทุกข์สิ้นเชิง

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Image by shogun from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


18 ก.ค.67


 

พบใจ พบธรรม


ใจคือธรรม พบใจ พบธรรม 
ใจที่ว่างมีอยู่แล้วในตัวเรา 
เพียงแต่มองไม่เห็น 
เพราะความหลงยึดถือในขันธ์ห้า
เป็นอวิชชาที่บังใจอยู่
ปล่อยวางความหลงยึดถือสังขารทั้งปวง 
เมื่ออวิชชาดับ เปรียบดังม่านอวิชชา
ที่บังตาใจเปิดออก 
ก็จะพบใจที่ว่างเปล่าทันที

หลวงตาณรงค์ศักดิ์ ขีณาลโย
หนังสือ จบซะที

Image by junfangsjs from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


18 ก.ค.67


 

ห้ามหมาไม่ให้เห่า


ห้ามหมาไม่ให้เห่า
กับเดินหนีไป อะไรง่ายกว่า
.
ห้ามปากคนไม่ให้พูด
กับไม่ต้องสนใจ อะไรง่ายกว่า
.
ห้ามความคิดคนอื่น
กับห้ามความคิดตัวเอง อะไรง่ายกว่า
.
ห้ามไม่ให้คนเกลียด
กับมองข้ามไป อะไรง่ายกว่า
.
ห้ามคนอื่นไม่ให้โกรธ
กับอย่าไปโต้เถียง อะไรง่ายกว่า
.
ห้ามคนอื่นทำเลว
กับห้ามตัวเองไม่ให้ทำชั่ว อะไรง่ายกว่า
.
บางอย่าง...
ห้ามไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้ แก้ไม่ได้
ถ้าคิดจะหยุดคนอื่น 
“หยุดตัวเอง” ให้ได้ง่ายกว่า

Cr.สามก๊ก

Image by SimonRei from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


16 ก.ค.67







 

ตายก่อนตาย


ปุจฉา : ขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า 
ตายก่อนตายนี้ต้องวางจิตอย่างไร? 
อ.กำพล ทองบุญนุ่ม วิสัชชนา : 
วางจิตอะไรไม่ได้หรอก 
คนที่จะตายก่อนตายได้นั้น 
ต้องเป็นคนที่ต้องเข้าใจเรื่องชีวิต 
เข้าใจเรื่องชีวิตเพื่อให้รู้ว่า
ชีวิตนี้มันไม่ใช่เรา 
ถ้ามันไม่ใช่เรา มันก็ไม่มีเรา
. 
เมื่อไม่มีเราแล้วเวลาร่างกายมันจะตาย
แล้วจะเอาเราที่ไหนไปตาย มันต้องแบบนั้น 
เราจะไปวางจิตมันไม่ได้ ต้องฝึกให้เห็นว่า
ความจริงนั้นมันคืออะไร ชีวิตมันคืออะไร 
มันเป็นของเราจริงหรือเปล่า 
.
ถ้าเป็นของเรามันก็ต้องเชื่อเรา 
เมื่อมันไม่เชื่อ เราก็ต้องดูแลมันไป 
ถ้ามันไม่ใช่เราเมื่อไหร่ละก็ 
เราก็ไม่มี มันก็ไม่มีใครตาย 
นั่นล่ะเรียกว่า ตายก่อนตาย
. 
มันอาจจะทำยาก 
ก็ต้องเริ่มจากการที่ฝึกจิตให้มันเข้มแข็ง 
มีสมาธิตั้งมั่น และจิตมันก็จะเกิดปัญญา 
เห็นความไม่ใช่เราในกายและในจิต 
เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ 
เราเคยเข้าใจผิด เมื่อเราเข้าใจถูก 
ยอมรับมันได้ มันก็ปล่อยวาง
ไม่ยึดมั่นถือมั่น ตรงนี้มันก็เป็น
ที่สุดของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา
.
อ.กำพล  ทองบุญนุ่ม 
ชมรมเพื่อนคุณธรรม

Image by Pexels from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


16 ก.ค.67






 

เมื่อเข้าใจคำว่า พุทธ คำเดียว


จงตื่นเดี๋ยวนี้ !
คำว่า "พุทธ" ในภาษาจีน
บัญญัติขึ้นตามภาษาสันสกฤต
ออกเสียงว่าฝู (Budh)
เป็นคำประสมมีสองส่วน
ส่วนทางซ้ายมีสองขีด แปลว่า ตัวตน
ส่วนทางขวา แปลว่า ความไม่มี
.
เมื่อไม่มีตัวตน ก็ไม่มีการแบ่งย่อยเป็นบุคคล
ไม่มี ฉัน เธอ เขา พวกเรา พวกอื่น
ไม่จำแนกว่าเป็นสัตว์ต่างๆ พืชต่างๆ
ไม่แยกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
.
เป็นการว่างจากความคิดปรุงแต่งทั้งปวง
เมื่อเข้าใจคำว่า พุทธ คำเดียว
ก็เหมือนเข้าใจศาสนาพุทธทั้งหมด
.
ในวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร
ของศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน
ได้ขยายความว่า
อัตตา บุคคล สัตว์ ชีวะ
ล้วนไม่มีอยู่จริงในปรมัตถสัจจะ
เป็นเพียงรูปและนามที่สมมติขึ้น
เพื่อการสื่อสารกันเท่านั้น
.
เมื่อเจาะลึกแยกแยะด้วยปัญญาแล้ว
ก็จะพบแต่ความว่างเปล่า
เหมือนลอกกาบกล้วยออกจนหมด
ก็ไม่พบแก่น มีแต่ภาวะที่
เสมือนว่ามี แต่ความจริงไม่มี
เรียกว่า อนัตตา
.
ที่สุดแม้กระทั่ง ทุกข์
ทุกขสมุทัย นิโรธ และ มรรค
ก็เป็นเพียงนามสมมติ
ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้น
เพื่อใช้สอนสาวก
ถ้ายังติดสมมติ ยังคิดเป็นรูปคิดเป็นนามอยู่
ก็ชื่อว่ายังติดอยู่ในรูปภพและอรูปภพ
ยังมีอุปาทานที่ละเอียดแฝงอยู่
จึงยังไม่พ้นไปจากความทุกข์
.
ต่อเมื่อทิ้งความยึดมั่นถือมั่นเหล่านี้ลงเสียสิ้น
จึงจะออกจากความทุกข์ได้
เหมือนคนตื่นจากความฝัน ว่ามีตัวมีตน
มีความเป็นโน่นเป็นนี่
ในตอนจบของพระสูตรยังลงท้ายว่า
ให้เจริญสติ จนเกิดโพธิสวาหะ
แปลว่า ทำให้ตื่นขึ้นเดี๋ยวนี้

จากเพจศาสนาและวิทยาศาสตร์

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ธรรมชาติแท้จริงของเรา ตื่นรู้อยู่แล้ว


ใครๆ มักเข้าใจว่า 
การตรัสรู้คือการบรรลุภาวะจิตใหม่ 
ราวกับภาวะนั้นเป็นเป้าหมายให้เข้าถึง 
หรือเป็นสิ่งนอกกายที่ต้องขวนขวายให้ได้มา 
.
แต่พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า 
จิตที่ยึดมั่นถือมั่นของพระองค์
นั่นแหละคือปัญหา 
ที่ผ่านมาทรงมองเห็นความจริง
กลับหัวกลับหางไปหมด 
.
หลังจากพยายามควบคุมจิต 
และปฏิเสธความจำเป็นพื้นฐาน
ของร่างกายมาหลายปี 
พระองค์ทรงตัดสินพระทัยไม่พยายาม
ที่จะได้มาซึ่งการตรัสรู้ 
หากเพียงแต่นั่งมองจิตให้เห็นว่า 
จะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากการสังเกต
สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน 
พระองค์ทรงทำเยี่ยงนี้ขณะประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ 
และได้พบว่า ธรรมชาติแท้จริงของเรานั้น
ตื่นรู้อยู่แล้ว บริบูรณ์อยู่แล้วอย่างที่มันเป็น 
และแท้จริงแล้วสิ่งที่ทรงแสวงหา
ก็มีอยู่แล้วในพระองค์เอง 
.
ปัญญาที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ
เป็นสิ่งง่ายๆ แต่ยากที่จะรับได้ 
คำสอนของพระองค์ทำให้เรารู้ว่า 
มีส่วนหนึ่งของตัวเราซ่อนอยู่เงียบๆ 
โดยที่เราไม่รู้ นี่คือความย้อนแย้ง
อย่างยิ่งในวิถีพุทธ 
ที่ว่าเราฝึกฝนเพื่อจะได้รู้สิ่งที่มีอยู่แล้วในตน 
ดังนั้นจึงไม่ได้เข้าถึงสิ่งใด 
ไม่ได้ได้มาซึ่งสิ่งใด ไม่ได้ไปสู่ที่ใด 
เราแสวงหาเพื่อเปิดเผย
สิ่งที่มีอยู่แล้วตรงนั้นเสมอมา

ท่านมิงจูร์ รินโปเช
จากหนังสือ “รักโลก”

Image by oasis502 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา